ปรัชญา ศาสนา ความเชื่อฯ

เกี่ยวกับคติความเชื่อของชาวล้านนา ที่แสดงถึงโลกทัศน์ทางสังคม อันมีวิธีคิดและจารีตปฏิบัติในสังคมล้านนา

พบทั้งหมด 351 รายการ
 
 
ประเพณีสิบสองเป็ง
ประเพณีสิบสองเป็ง
ประเพณีสิบสองเป็ง เดือน 12 ออก 15 ค่ำ เสาร์ที่ 10 กันยายน 2565 ตำนาน ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารมีพระราชศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ได้สดับ พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าจนบรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผล ทรงถวายไทยธรรมแด่พระพุทธเจ้า และพระสาวกเป็นประจำ แต่ไม่เคยอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับครั้งหนึ่งฝูงเปรตผู้เป็นญาติรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับส่วนกุศล วันหนึ่งพอตกเพลาราตรีก็สำแดงกายส่งเสียงร้องโหยหวนเป็นที่น่าสะพรึงกลัวตลอดราตรีนั้น เหตุการณ์นี้พระเจ้าพิมพิสารมิทราบเหตุจึงทรงทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ทรงสำแดงเหตุให้ทราบตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าพิมพิสารก็อุทิศส่วนกุศลให้ทุกครั้งเมื่อถวายไทยธรรม โดยผ่านการหลั่งน้ำทักษิโณทก เปรตทั้งหลายได้รับแล้วพ้นจากทุกขภาวะนา ที่มา และความหมาย ประเพณีสิบสองเป็งเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ที่ล่วงลับในวันเพ็ญเดือนสิบสองเหนือ หรือเดือนสิบของภาคกลางโดยเฉพาะ  โดยเชื่อกันว่า  ในวันดังกล่าวพญายมราชได้ปลดปล่อยวิญญาณของผู้ตายให้กลับมาสู่โลกมนุษย์เพื่อรับเอาส่วนกุศลผลบุญจากญาติพี่น้อง ดังนั้นจึงนิยมไปทำบุญที่วัดอย่างมากมายเป็นกรณีพิเศษ ประเพณีนี้ตรงกับกิจกรรมของไทยภาคอื่น กล่าวคือภาคกลางมีประเพณีที่คล้ายกันเรียกว่า “ตรุษสารท” ภาคใต้เรียกว่า “ประเพณีชิงเปรต” ส่วนภาคอีสานเรียกว่า “ประเพณีบุญข้าวประดับดิน” การปฏิบัติในวันสิบสองเป็ง เช้ามืดของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่วัดจะคราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างคนต่างจัดอาหารและสิ่งของเป็นสำรับ แต่ละสำรับอุทิศให้ผู้ตายเป็นคน ๆ ซึ่งบางครั้งถวายหลายครั้งตามจำนวนคน และการถวายจะต้องเขียนชื่อเจ้าภาพพร้อมชื่อผู้ตายให้พระ เพราะเวลาพระให้พรจะได้กล่าวชื่อได้ถูกต้อง นอกจากการทำบุญด้วยอาหารและไทยทานแล้วสิ่งที่นิยมปฏิบัติ คือ นิมนต์พระแสดงพระธรรมเทศนา ประกอบการรับไทยทาน พระธรรมเทศนาดังกล่าว มักเป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาที่เอื้อต่อการได้รับกุศล เช่น ธรรมเปตพลี ธรรมมาลัยโปรดโลก ธรรมนิพพานสูตรเป็นต้น  
เผยแพร่เมื่อ 9 กันยายน 2565 • การดู 214 ครั้ง
ประเพณีตานเข้า คนเถ้าจ๋ำศีล
ประเพณีตานเข้า คนเถ้าจ๋ำศีล
ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ผู้เฒ่าผู้แก่ที่หมดภาระงานทางบ้านจะไปนอนที่วัดในวันธรรมสวนะเพื่อประพฤติปฏิบัติถืออุโบสถศีลตลอดระยะเวลาของวันและค่ำคืนนั้น จนกระทั่งรุ่งสางถึงจะลาอุโบสถศีลเช้าวันใหม่ดังกล่าว ผู้มีฐานะดีนิยมทำบุญเลี้ยงอาหารและให้ทานจตุปัจจัยแด่ผู้ออกจากการถือศีลมาใหม่ๆ ด้วยเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มาก เหตุนี้จึงยึดถือปฏิบัติจนเป็นประเพณี เรียกว่า “ประเพณีตานเข้าคนเถ้าจ๋ำศีล” ความหมายคือเสียสละบริจาคอาหารและสิ่งของเป็นทานแด่ผู้เฒ่าผู้จำศีลและพร้อมกันนี้อาจถือโอกาสทำบุญเลี้ยงพระไปด้วยก็ได้ ทั้งนี้เจ้าภาพบางรายนิยมทำที่วัดเพื่อเลี้ยงพระสงฆ์ สามเณรทั้งหมด แต่บางรายนิยมจัดงานที่บ้านเพื่อเป็นการทำบุญบ้านให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ครอบครัวและเหตุที่มีการจัดงานต่างสถานที่นี้เองจึงทำให้กิจกรรมดังกล่าวต่างกันโดยรายละเอียด กล่าวคือ การจัดงานที่วัด           เนื่องจากวัดมีสถานที่กว้างขวางพร้อมสิ่งของที่จะต้องใช้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วย ชาม จึงไม่ยุ่งยากในด้านสถานที่และของใช้ หากแต่ต้องจัดเตรียมในสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมตามความประสงค์ของเจ้าภาพ อาทิ เช่น เครื่องพิธีกรรมสืบชาตา ในกรณีที่จะทำบุญสืบอายุ กัณฑ์เทศน์ ในกรณีที่ประสงค์จะฟังเทศน์ตามพิธี ไทยทานที่นอกเหนือจากการทำบุญส่วนตัว ในกรณีที่มีการ  “ฮ่ายฮอม” คือร่วมกันทำบุญเป็นกรณีพิเศษ เช่น ทอดผ้าป่า แต่ที่ต้องเตรียมเป็นหลัก คือ จตุปัจจัยไทยทานและอาหารสำหรับเลี้ยงผู้เฒ่าและพระสงฆ์รวมทั้งฆราวาสที่มาร่วมงาน และงานนี้จะมีเพียงวันเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเช้า การจัดงานที่บ้าน           การจัดงานที่บ้านจะมีภาระที่ซับซ้อนมากขึ้น คือต้องเตรียมงานโดยอาศัยญาติมิตรและเพื่อนบ้านช่วยจัดสถานที่ สิ่งของและไทยทานสำหรับงานอาจมีสองวันหรือวันเดียวก็ได้ ที่มีสองวันคือ วันแรก สวดมนต์และฟังเทศน์ โดยการเทศน์มักเป็นการเทศน์เพื่อความเป็นศิริมงคลหรือเทศน์พิเศษ เช่น เทศน์มัทรี เทศน์ชูชก หรือเทศน์มหาราช เป็นต้น ส่วนวันต่อมาจะเริ่มแต่หัวรุ่ง มีการขึ้นท้าวทั้งสี่ สืบชาตาและทำบุญถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระสงฆ์   พิธีกรรม           พิธีกรรมในงานแบ่งเป็น พิธีกรรมหลัก และ พิธีกรรมรอง โดยที่พิธีกรรมหลักจะเน้นที่การให้ทานแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ ส่วนพิธีกรรมรอง เป็นกิจกรรมที่พ่วงเข้ามา อาทิ การทำบุญสืบชาตา การฟังเทศน์ การทำบุญเลี้ยงพระหรือทำบุญบ้าน เป็นต้น การให้ทานแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ จะเริ่มตั้งแต่เวลาเช้ามืด เจ้าภาพจะจัดเตรียมอาหารเช้า สิ่งของที่จะให้ทาน เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าขะม้า ผ้าห่ม ร่ม ยารักษาโรค และอื่นๆ แล้วแต่กำลังศรัทธา พร้อมปัจจัยเป็นเงินใส่ซองแนบไปด้วย หลังจากที่ผู้เฒ่าเลิกจากวัตรสวดมนต์แล้ว ก็จะเชิญท่านเหล่านั้นมาร่วมรับประทานอาหารเสร็จแล้วจะมอบสิ่งของด้วยอาการเคารพเหมือนประเคนของถวายพระจากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายจะอวยชัยให้พรและอาจมีการผูกข้อมือให้แก่เจ้าภาพด้วย           ส่วนพิธีกรรมรองที่พ่วงเข้ามา จะมีขึ้นหลังจากที่ทานผู้เฒ่าจนแล้วเสร็จก่อน ซึ่งในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง ประเพณี “ทานขันข้าวฅนเถ้าจำศีล” เป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติมาช้านาน เป็นการให้ทานที่อบอุ่น อิ่มเอิบ ทั้งผู้ให้และผู้รับ น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ประเพณีดังกล่าวดูจะเลือนรางจากหายไปจากสังคมล้านนากิจกรรมอันทรงค่า น่าจะฟื้นฟูให้ดำรงอยู่คั่งคมไปให้ยาวนานที่สุด   ข้อมูลจาก : หนังสือประเพณีสำคัญล้านนา เขียนโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา 
เผยแพร่เมื่อ 12 กรกฎาคม 2565 • การดู 238 ครั้ง
ทิศทางการสร้างหลองข้าว
ทิศทางการสร้างหลองข้าว
หลองเข้าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีความหมายต่อวิถีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง การปลูกสร้างจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในแง่ของทิศทาง ด้วยเชื่อว่าการสร้างจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในแง่ของทิศทาง ด้วยเชื่อว่าการสร้างให้ถูกทิศทางจะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้มีตำราโบราณกำหนดให้พิจารณาจากเจ้าของหลองเข้าว่าเป็นลูกคนที่เท่าไรของพ่อแม่ ดังนี้  ลูกคนแรก       หลองเข้าอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเรือน ลูกคนที่สอง     หลองเข้าอยู่ทิศตะวันออกของเรือน        ลูกคนที่สาม     หลองเข้าอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเรือน ลูกคนที่สี่       หลองเข้าอยู่ทิศใต้ของเรือน ลูกคนที่ห้า       หลองเข้าอยู่ทิศตะวันตกของเรือน ลูกคนที่หก       หลองเข้าอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเรือน ลูกคนที่เจ็ด      หลองเข้าอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเรือน ลูกคนที่แปด     หลองเข้าอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเรือน ลูกคนที่เก้า      หลองเข้าอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเรือน ลูกคนที่ 11, 12 ,13... ให้ไล่วนไปตามลำดับที่กล่าวไว้แล้วนั้น   ข้อมูลโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา 
เผยแพร่เมื่อ 4 กรกฎาคม 2565 • การดู 190 ครั้ง
สวยดอก
สวยดอก
สวยดอก คือกรวยดอกไม้ ใช้เป็นที่บรรจุเครื่องใช้ที่แสดงความเคารพบูชาหรือการยกย่องแก่ผู้รับ สวยดอกนั้นเป็นบรรจุภัณฑ์ที่กะทัดรัดประเกทที่ใช้เพียงครั้งเดียว แทนที่จะใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่อย่างพานหรือภาชนะอื่น เช่น ใช้ประกอบกับเครื่องไทยทาน การนิมนต์พระ การไหว้ครู การเชิญหมอพื้นบ้านรักษาโรค การเลี้ยงผี การกล่าวแช่ง และแม้กระทั่งการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่ตายจากกันสวยดอกจะประกอบด้วยสวยหรือกรวยซึ่งจะทำจากชิ้นใบตองเย็บเป็นทรงกรวยเรียวแหลมที่ส่วนก้น ส่วนด้านปากนั้นผายเปิด ยาวจากก้นถึงปากประมาณ ๘-๑- นิ้ว ปากกรวยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒-๓ นิ้ว ภายในกรวยใส่ข้าวตอกดอกไม้ ธูปและเทียน โดยให้ดอกไม้ ธูปและเทียนโผล่พ้นปากกรวย ทั้งนี้ ดอกไม้ที่ใช้บรรจุในสวยมักจะเปีนดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ตามบ้าน เช่น ดอกพุด ดอกหางนกยูง ดอกพวงทองและแม้กระทั่งใบโกสนก็ใช้บรรจุในสวยดอกได้ สวยดอกอาจเรียกตามลักษณะเป็น ๒ ชนิดคือ สวยธรรมดา และสวยกาบ   ชาวล้านนาใช้สวยดอกในวิถีชีวิตสีบทอดกันมาอย่างยาวนาน และพบว่ามีการใช้สวยดอกในโอกาสต่างๆ เช่น 1. ใช้ในการไหว้ครู ก่อนจะมีการประกอบพิธีกรรมบางอย่างหรือก่อนจะใช้วิชาอาคมความรู้ต่างๆ ผู้ประกอบพิธีมักจะทำพิธีไหว้ครู ซึ่งเรียกว่าขึ้นขันตั้ง และเครื่องบูชาครูจะต้องมีสวยดอกประกอบอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งขันตั้งในพิธีแต่ละอย่างจะมีจำนวนสวยดอกและเครื่องบูชาอื่น ๆ ที่ใช้จะกำหนดจำนวนตามขันครูหรือพานเครื่องคำนับครู บางขันกำหนดจำนวน ๘ คือมีของบูชาอย่างละ ๘ ซึ่งจำนวนสวยดอกก็จะมี ๘ สวย บางขันมีกำหนดว่าเป็นขัน ๑๒ ขัน ๑๖ หรือชัน ๓๒ เป็นต้นนอกจากนี้ยังพบว่าผู้ปกครองนักเรียนมักทำสวยดอกให้บุตรหลาน นำไปไหว้ครูในพิธีไหว้ครูที่โรงเรียนด้วย 2. ใช้ในการแบ่งครู การแบ่งครู จะทำกันหลังจากที่ครูได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ลูกศิษย์หรือฝึกหัดลูกศิษย์จบสิ้นลง โดยจะจัดเตรียมเครื่องบูชาครูและไหว้ครูเค้า (อ่าน "คูเก๊า") คือครูต้นตำรับ สวยดอกจะเป็นเครื่องบูชาที่ขาดไม่ได้ จำนวนของสวยดอกที่ใช้ก็จะกำหนดจำนวนที่แน่นอนตามข้อกำหนดของขันครูแต่ละขันด้วยเช่น ๘, ๑๒, ๑๖, หรือ ๓๒ อันเป็นต้น เมื่อไหว้ครูเสร็จสิ้นลงจะมีการแบ่งเครื่องบูชาทุกอย่างไว้ให้ครูที่ได้ถ่ายทอดวิซาการ นั้นครึ่งหนึ่งและมอบให้ศิษย์อีกครึ่งหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายก็จะนำเครื่องบูชาเหล่านี้ไปวางไว้ในพานบนหิ้งพระที่บ้านของตนต่อไปการแบ่งเครื่องบูชาครูระหว่างศิษย์กับครูดังกล่าวนี้เรียกว่า แบ่งครู เช่น แบ่งครูปี คือการแบ่งครูของนักเป่าปี เป็นต้น 3. ใช้ในการถวายเครื่องไทยทาน เครื่องไทยทานต่าง ๆ ที่ชาวบ้านถวายแด่พระสงฆ์นั้นจะมีสวยดอกติดไปกับเครื่องไทยทานเหล่านั้นเสมอ เช่น จะถวาย "สำรับไทยทาน" ๑ สำรับ ก็จะต้องมีสวยดอกอยู่ในสำรับ ๑ สวย หรือถ้าจะถวายกวยสลาก (อ่าน "โก๋ยสะหลาก") ๑ กวย จะต้องมีสวยดอกอยู่ที่ส่วนยอดของกวยสถากนั้น ๑ อัน ซึ่งในการถวายเครื่องไทยทานนี้ ชาวบ้านนิยมถวายเงินหรือธนบัตรด้วย ซึ่งนิยมพับธนบัตรสอดในไม้หนีบที่ทำด้วยไม้ไผ่ปักไว้ในสวยดอก และมักเรียกธนบัตรนี้ว่า ยอด 4. ใช้ในการทานขันเข้าอุทิศให้แก่ผู้ตาย ขันเข้า คือพานสำรับอาหาร การทานขันเข้า (อ่าน"ตานขันเข้า") อุทิศให้แก่ผู้ตาย ได้แก่ การนำอาหารที่จัดเป็น สำรับไปถวายแด่พระสงฆ์ โดยระบุเจตนาเจาะจงว่าจะอุทิศหรือทานไปให้ใครในขันเข้าทุกขันจะต้องมีสวยดอกประกอบอยู่ด้วยเสมอและนิยมปฏิบัติดังนี้ คือถ้ามีเจตนาจะถวายขันเข้า ๑ ขันในการถวายเครื่องไทยทานนี้ ชาวบ้านนิยมถวายเงินหรือธนบัตรด้วย ซึ่งนิยมพับธนบัตรสอดในไม้หนีบที่ทำด้วยไม้ไผ่ปักไว้ในสวยดอก และมักเรียกธนบัตรนี้ว่า ยอดอุทิศไปให้ผู้ตาย ๑ คน ก็จะใช้สวยดอกไว้ในขันเข้า ๑ สวย ถ้ามีเจตนาจะถวายทานขันเข้า ๑ ขัน แต่อุทิศไปให้ผู้ตายหลายคนก็จะใส่สวยดอกไว้ในขันข้าวเป็นจำนวนเท่ากับจำนวนผู้ตายตามที่ได้ระบุไว้ในเจตนาทาน 5. ใช้ในการนิมนต์พระ ในเวลาที่ชาวบ้านจะไปนิมนต์พระนั้น ชาวบ้านจะทำสวยดอก ๑ สวย ไปถวายแด่พระรูปที่ตนประสงค์จะนิมนต์พร้อมทั้งบอกความละเอียดเกี่ยวกับกิจที่นิมนต์พระรูปนั้น เช่นนิมนต์ไปสวดและฉันเช้าในงานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น 6. ใช้ในการลงอุโบสถ ในระหว่างพรรษาทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑๕ ค่ำพระสงฆ์จะเข้าโบสถ์หรือลงโบสถ์ เพื่อทำพิธีสวด ก่อนจะเริ่มสวด พระทุกรูปจะนำสวยดอก รูปละ ๑ สวย ไปใส่รวมกันไว้ในพานเป็นพุทธบูชา สวยดอกที่ใช้ในการลงโบสถ์นี้เรียกว่าสวยโบสถ 7. ใช้ในการเชิญหมอพื้นบ้านไปรักษาโรค ในเวลาที่ชาวบ้านไปเชิญหมอมารักษาญาติพี่น้องของตนหรือไปขอให้หมอรักษาโรคให้แก่ตนเองนั้น ผู้ไปเชิญจะทำสวยดอก 1 สวยไปมอบให้หมอ และหมอท่านนั้นจะรับสวยดอกไว้ ซึ่งอาจจะเก็บไว้ในขันดอกไม้ (พาน) หรือเหน็บไว้ตามชายคาบ้านก็แล้วแต่ความสะดวก เพียงแต่ต้องเก็บไว้ในที่สูงเท่านั้น การใช้สวยดอกในลักษณะนี้จึงเสมือนเป็นการเชื้อเชิญด้วยความเคารพ 8. ใช้ในการกล่าวแช่ง ในกรณีที่ชาวบ้านสองคนทะเลาะกันรุนแรง โดยต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้ผิดจนหาข้อยุติไม่ได้ เช่น คนที่หนึ่งกล่าวหาว่าคนที่สองขโมยเงิน คนที่สองปฏิเสธและกล่าวหาคนที่หนึ่งว่ากล่าวร้ายให้ร้ายตน ถ้าทั้งสองต้องการให้เรื่องยุติก็มักจะท้ากันทำพิธีกล่าวแช่งในการกล่าวแช่งนี้คู่กรณีจะทำสวยดอกคนละ ๑ สวยไปกล่าวแช่งกันต่อหน้าพระประธานในวิหาร โดยไปเชิญผู้ที่มีความสามารถในการกล่าวถ้อยคำแช่งมาเป็นผู้กล่าวแช่ง ก่อน หน้าการกล่าวแช่งนั้น ทั้ง ๒ ฝ่ายจะนำสวยดอกไปไว้บนฐานชุกชีแล้วมานั่งพนมมืออยู่ข้างๆ ผู้กล่าวคำแช่งและให้ผู้กล่าวคำแช่งนั่งอยู่ตรงกลางแล้วกล่าวคำแช่งให้ผู้ผิดมีอันต้องเป็นไปต่าง ๆ จนกระทั่งเสร็จการกล่าวแช่งนั้น 9. ใช้ในพิธีการเลี้ยงผี ในแต่ละปีเมื่อถึงวันกำหนดตามประเพณีแล้วชาวบ้านจะชุมนุมกันจัดเครื่องเช่นเพื่อบวงสรวง "เทพ" ประจำตระกูลหรือเลี้ยงผีที่กลุ่มสกุลของตนนับถือ ในการจัดเตรียมเครื่องเช่นบูชาบวงสรวงนั้น จะต้องมีสวยดอกประกอบอยู่ด้วยเสมอสวยดอกที่ใช้จะมีจำนวนแตกต่างกันไปตามลักษณะ เช่น เลี้ยงผีหลักเมืองใช้สวยดอก ๑๐๔ สวย เลี้ยงผีขุนน้ำ (ต้นน้ำ) ใช้สวยดอก ๔ สวย เลี้ยงผีปูยำใช้สวยดอก ๑๒ สวย (บางแห่งใช้ ๒๔ สวย บางแห่งใช้ ๓๒ สวย) เป็นต้น 10. ใช้ในการแบ่งผี ในกรณีที่ชาวบ้านมีการย้ายถิ่นไปอยู่ไกลจากถิ่นฐานเดิมมาก ทำให้ไม่สามารถจะมาทำพิธีเลี้ยงผีร่วมกับญาติพี่น้องในชุมชนเดิมได้ แต่ผู้ที่ย้ายไปอยู่ไกลนั้นมีความความต้องการจะเลี้ยงผี ผู้นั้นอาจจะทำพิธีแบ่งผี จากชุมชนเดิม ไปจัดพิธีเลี้ยงในชุมชนใหม่ที่เขาอาศัยอยู่ ในการแบ่งผีเช่นนี้ ผู้ทำพิธีจะจัดเครื่องบูชาต่าง ๆ เช่น หมาก พลู กล้วย พร้าว และสิ่งที่ขาดไปได้คือ สวยดอก ตามจำนวนที่กำหนด เช่น ๑๒ หรือ๒๔ สวย เป็นต้น ไปบูชาหอศาลผีประจำชุมชนเดิม พร้อมกล่าวอัญเชิญผีไปรับเลี้ยงที่ชุมชนใหม่ของตน 11. ใช้ในการบอกความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ที่ตายจากกันในโอกาสที่สามีภรรยาเสียชีวิตลง สามีหรือภรรยาที่มีชีวิตอยู่มักทำพิธี ปันเข้าตอกดอกไม้ หรือพิธีมอบข้าวตอกดอกไม้ดังกล่าวจะทำดังนี้ คือสามีหรือกรรยาที่มีชีวิตอยู่จะทำสวยดอกขึ้น ๒ สวย และไปขอให้ผู้ทำพิธี 1 คนทำพิธีให้ ผู้ทำพิธีจะนำสวยทั้งสองไปกล่าววาจาต่อหน้าศพในทำนองว่า ผู้ที่ตายไปแล้ว ก็ถือว่าอยู่คนละภพ ขออย่าได้มีความห่วงอาลัยเกี่ยวข้องกันอีกเลย จากนั้นเอาสวยดอก ๑ สวย มอบให้แก่ผู้ตายโดยวางไว้บนโลงศพ อีก ๑ สวยมอบให้แก่สามีหรือภรรยาที่มีชีวิตอยู่   นอกจากการใช้สวยดอกดังกล่าวแล้วยังพบว่าบางท้องที่มีการใช้สวยดอกผูกติดบอกไฟหรือบั้งไฟ และใช้สวยดอกในการบนผี แต่ในบางท้องที่ไม่ใช้สวยดอกในกรณีดังกล่าว เช่นในแถบเชียงใหม่จะมีการนำสวยดอกผูกติดกับบอกไฟแล้วแห่ไปจุด แต่ในแถบลำปางจะไม่ใช้สวยดอก มักใช้เฉพาะดอกไม้หรือพวงมาลัยเท่านั้น ในการบนผีก็เช่นกัน บางแห่งใช้สวยดอกผูกติดกับเครื่องบนผี แต่ในบางแห่ง เช่น แถบลำปางจะไม่ใช้สวยดอก คือจะใช้เฉพาะดอกไม้ธูปเทียนเท่านั้น   ข้อมูลจาก สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ   
เผยแพร่เมื่อ 30 มิถุนายน 2565 • การดู 254 ครั้ง
แมงสี่หูห้าตา
แมงสี่หูห้าตา
       วรรณกรรมจากคัมภีร์ใบลานของล้านนา และจากนิทานมุขปาฐะที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมา มีจำนวนมากมายที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินและได้สาระจากคติธรรมคำสอนหรือข้อคิดที่โบราณาจารย์ได้สอดแทรกไว้ นิทานเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่แพร่หลายมาก เป็นที่รู้จักกันดี ชาวบ้านที่เล่ามักบอกว่าเป็นเรื่องที่แสดงเหตุที่มาว่าทำไมผู้ชายจึงรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง           คำว่า “แมง” นอกจากจะใช้เป็นคำนำหน้าสัตว์เล็ก ๆ แล้ว ยังใช้เป็นคำนำหน้าสัตว์ใหญ่ ๆ ในเชิงตลกขบขันได้อีกด้วย “แมงสี่หูห้าตา” เป็นสัตว์ใหญ่คล้ายหมี มีหู  ๔  หู มีตา  ๕  ตา ในความเป็นจริงไม่ปรากฏสัตว์ประเภทนี้ในโลก แต่มีเรื่องเล่าในล้านนามาแต่โบราณกาล และมีการบันทึกในรูปแบบของวรรณกรรมลายลักษณ์ในเอกสารประเภทใบลาน ซึ่งมีปรากฏให้พบเห็นตามวัดโดยทั่วไป ตัวอย่างของเรื่องนี้ได้เนื้อความจากคัมภีร์ใบลานชื่อ “ธัมม์สี่หูห้าตา”  ของวัดแช่ช้าง  ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง  จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจารด้วยอักษรธรรมล้านนา จำนวน  ๑  ผูก (๖๑  หน้าลาน) ผู้จารคือ “พิมมสารภิกขุ”  เมื่อ จุลศักราช  ๑๒๗๖  (พ.ศ. ๒๔๕๗)  ความในคัมภีร์ดังกล่าว กล่าวถึงเรื่องแมงสี่หูห้าตาโดยสังเขปดังนี้           มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อเมือง “พันธุมติ” กษัตริย์ผู้ครองเมืองชื่อ “ท้าวพันธุมติ” ซึ่งมีมเหสีอยู่  ๗  องค์ ทิศเหนือของเมืองนี้มีครอบครัวหนึ่งมีสามพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่ สองสามีภรรยาเป็นยาจกมีบุตรชายคนเดียว เมื่อบุตรมีอายุ  ๗  ขวบ มารดาสิ้นชีวิตลง ต่อมาเมื่ออายุ  ๑๑  ขวบบิดาก็สิ้นชีวิต ก่อนสิ้นใจบิดาได้สั่งเสียว่าให้เอาศพฝังไว้ใกล้ ๆ กระท่อม นานเข้าศีรษะของบิดาก็จะหลุดให้นำเอาศีรษะไปสักการะบูชาทุกค่ำเช้าถ้าอายุครบ  ๑๖ ปี ให้ผูกศีรษะนั้นลากไปสู่นครพันธุมติ ซึ่งมีภูเขาอยู่ หากศีรษะไปติดข้องที่ใดให้ทำแร้วเป็นกับดักสัตว์ที่นั้น           เมื่อบิดาสิ้นชีวิตบุตรชายได้ฝังศพไว้ใกล้กระท่อมแล้วไปขออาศัยอยู่กับลุงซึ่งเป็นนายจ่าบ้าน โดยอาศัยเลี้ยงวัวหาฟืนให้เป็นสิ่งตอบแทน จนอายุได้  ๑๖  ปี จึงได้ทำตามที่บิดาสั่งไว้โดยลากศีรษะบิดาไปสู่นครพันธุมติจนไปถึงภูเขา เมื่อลากศีรษะขึ้นภูเขาไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่งศีรษะไปติดข้องอยู่ปากถ้ำ จึงทำแร้วดักสัตว์ใหญ่ ณ ที่นั้นแล้วกลับบ้าน           รุ่งเช้าเขาไปดูแร้วที่ดักไว้ ปรากฏว่ามีสัตว์ใหญ่ติดอยู่สัตว์นั้นรูปร่างคล้ายหมีมีหูสี่หู มีดวงตาห้าดวง เขาได้ตัดเอาเถาวัลย์ผูกสัตว์นั้นนำกลับมาบ้าน แล้วหาสิ่งกำบังอย่างมิดชิด จากนั้นไปหาหญ้าและใบไม้มาให้กิน สัตว์สี่หูห้าตาไม่ยอมกินเอาแต่นอนหลับ ตกกลางคืนเขาก่อไฟผิง บังเอิญสะเก็ดถ่านไฟกระเด็นออกนอกกองไฟ แมงสี่หูห้าตาก็กินถ่านไฟเป็นอาหาร เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงหาฟืนมาเผาแล้วเอาถ่านไฟให้กินเป็นจำนวนมาก รุ่งเช้าแมงสี่หูห้าตาถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำ           เมื่อพบว่าแมงสี่หูห้าตากินถ่านไฟแล้วถ่ายเป็นทอง เขาจึงหาถ่านไฟให้กินเรื่อย ๆ แมงสี่หูห้าตาก็ถ่ายออกมาเป็นทองคำจำนวนมาก เขานำทองที่ได้ไปฝังไว้ทุกวัน           กล่าวถึงท้าวพันธุมติผู้ครองนครมีราชธิดาองค์หนึ่งชื่อ “สิมมา” อายุได้  ๑๖  ปี มีรูปโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของบรรดากษัตริย์หัวเมืองต่าง ๆ และมีหลายเมืองต่างส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายเพื่อขอราชธิดาไปเป็นมเหสี ท้าวพันธุมติรู้สึกลำบากใจ จึงหาทางออกโดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าหากเจ้าเมืองใดสามารถสร้างลินคำ (รางน้ำทองคำ) ตั้งแต่เมืองของตนมาจนถึงวังของราชธิดาได้ก็จะยกราชธิดาให้เจ้าเมืองนั้น เงื่อนไขนี้ไม่มีเจ้าเมืองใดสามารถทำได้           ฝ่ายชายกำพร้าผู้ยากได้ทราบข่าว จึงไปขอให้ลุงไปทูลราชธิดาของท้าวพันธุมติ ส่วนลุงก็ได้แต่เวทนา วันหนึ่งมีพ่อค้าชาวจีนฮ่อกลุ่มหนึ่งมาพักแรมที่บ้านชายนั้น เขาจึงได้ว่าจ้างให้พ่อค้าเหล่านั้นสร้าง ลินคำตั้งแต่บ้านตนจนไปถึงวังของราชธิดาสิมมาจนสำเร็จภายในคืนเดียว           รุ่งเช้าท้าวพันธุมติเห็นลินคำเป็นอัศจรรย์ ก็ให้เสนาอำมาตย์ติดตามไปดู เมื่อพบว่าเจ้าของเป็นใครจึงจัดขบวนแห่ไปรับเอาชายเข็ญใจไปเป็นราชบุตรเขย เมื่ออภิเษกให้เป็นคู่ครองราชธิดาสิมมาแล้ว จึงไต่ถามว่าได้ทองคำมาอย่างไร เขาจึงเล่าเรื่องแมงสี่หูห้าตาให้ฟัง ท้าวพันธุมติจึงให้เสนาไปขุดทองในสวนมาไว้ในพระคลังให้หมดและให้ราชบุตรเขยไปนำแมงสี่หูห้าตามา เขาก็ไปจูงเอามาแต่เมื่อจูงมาชาวเมืองต่างมามุงดู แมงสี่หูห้าตาก็ตกใจวิ่งหนีกลับไปอยู่ถ้ำตามเดิม ท้าวพันธุมติก็ให้ตามเอามาอีก คราวนี้ชาวเมืองต่างมามุงดูเป็นจำนวนมากขึ้น แมงสี่หูห้าตาก็ยิ่งตกใจวิ่งหนีไปอีกท้าวพันธุมติเห็นดังนั้นจึงวิ่งไล่ตามจับจนเลยเข้าไปในถ้ำ ครั้งนี้หินถล่มลงปิดปากถ้ำไว้ โดยที่เสนาวิ่งตามไม่ทันทำให้ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำกับแมงสี่หูห้าตา           ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำเป็นเวลาหลายวันเพราะไม่มีทางออก มีเพียงรูเล็ก ๆ โดยใช้ตาข้างเดียวแนบส่องดูภายนอกได้เท่านั้น ท้าวพันธุมติคิดในใจว่าตนคงต้องตายในถ้ำนี้แน่นอน คงไม่มีโอกาสอยู่กับมเหสีอีก จึงสั่งเสนาไปตามมเหสีทั้งเจ็ดมา เมื่อมเหสีมาแล้วพระองค์จึงขอให้เปิดผ้าถุงให้ดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย มเหสีตั้งแต่ลำดับที่ ๑ ถึง  ๖  ไม่ยอมเปิดผ้าถุงเพราะความอาย แต่มเหสีองค์ที่เจ็ดรู้สึกเห็นใจ จึงยอมเปิดผ้าถุงให้ดู ทันใดนั้น ก้อนหินที่ปิดปากถ้ำอยู่อดหัวเราะไม่ได้ ก็ระเบิดหัวเราะออกมาปากถ้ำจึงเปิด พระยาพันธุมติจึงออกมาได้           เมื่อกลับมาถึงเมือง ท้าวพันธุมติได้อภิเษกให้บุตรเขยเป็นกษัตริย์ครองเมืองแทน จนถึงอายุขัยพระองค์ก็ถึงแก่พิราลัยบุตรเขยผู้เป็นกษัตริย์ได้ครองเมืองโดยธรรม และได้สร้างโรงทานถึง  ๖  หลัง เพื่อให้ทรัพย์สิ่งของเป็นทานแก่ยาจกคนยากไร้ จากนั้นได้เทศนาสั่งสอนเสนาอำมาตย์และชาวเมืองให้ตั้งอยู่ในธรรมมีมรรคแปดเป็นต้น ชาวเมืองพันธุมติก็ดำรงชีพตามวิสัยอย่างสงบสุข           เรื่องราวที่มเหสีองค์เล็กเปิดผ้าถุงให้ท้าวพันธุมติดูเป็นเหตุให้สามีทั้งหลายรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง และถ้ำดังกล่าวได้ชื่อว่า “ถ้ำยุบ” ตั้งแต่นั้นมา ความตอนนี้ในคัมภีร์กล่าวว่า “ส่วนถ้ำอันนั้น ก็ได้ชื่อว่าถ้ำยุบว่าอั้น ตราบต่อเท้าเถิงกาละบัดนี้แล ส่วนท้าวพระยาทังหลายก็ลวดรักเมียปลายเหลือกว่าเมียเค้าตราบต่อเท้าเถิงกาละบัดนี้แล”           ในแง่ของความเป็นมาเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” นี้มีข้อน่าสังเกตว่าอาจเป็นนิทานชาวบ้านที่เรียกว่า “เจี้ย” เล่าสืบต่อกันมาจนได้รับความนิยม ต่อมามีนักศาสนานำมาเขียนผูกโยงกับคำสอนทางศาสนาเพื่อดึงดูดความสนใจจนกลายเป็นชาดกนอกนิบาตเรื่องหนึ่ง           ความประทับใจของชาวล้านนาต่อนิทานเรื่องนี้ ทำให้ได้มีการสร้างรูปปั้นของแมงสี่หูห้าตาไว้ที่วัดดอยถ้ำเขาควาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และชื่อเมือง “พันธุมติ” ก็เกี่ยวโยงกับชื่อเก่าแก่ของเมืองเชียงรายด้วย           ปัจจุบันมีการสร้างรูปปั้นขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ให้คนกราบไหว้ขอโชคลาภ ซึ่งบางแห่งสร้างรูปคล้ายหมีตามที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานต้นฉบับ แต่ก็พบว่าหลายแห่งสร้างเป็นรูปคล้ายๆลิงหรือสัตว์ชนิดอื่น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการถ่ายทอดเนื้อหาอาจคลาดเคลื่อนไป  และนอกจากนี้ยังมีการสร้างรูปเป็นเครื่องรางให้เช่าบูชา โดยเชื่อว่าแมงสี่หูห้าตาเป็นเครื่องรางนำโชค เนื่องจากถ่ายมูลเป็นทองคำนั่นเอง   ข้อมูลจาก : อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา   
เผยแพร่เมื่อ 28 มิถุนายน 2565 • การดู 795 ครั้ง
ความเชื่อเกี่ยวกับบอกไฟของชาวล้านนา
ความเชื่อเกี่ยวกับบอกไฟของชาวล้านนา
ความเชื่อเกี่ยวกับบอกไฟของคนล้านนาไทยแต่โบราณกาล ซึ่งผู้รู้ได้สันนิษฐานว่าได้รับเอาต้นแบบมาจาก ประเพณีจิบอกไฟ เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาชาติจีน อย่างไรก็ตามเมื่อวิธีการและประเพณีนี้ได้เข้ามาถึง อาณาจักรล้านนาแล้ว บทบาทของการจิบอกไฟก็ถูกนำมาเกี่ยวพันกับพุทธศาสนาและโยงไปถึงศาสนาพราหมณ์ด้วยโดยเฉพาะการจุดบอกไฟหมื่น นอกจากจะเป็นการจุดเป็นพุทธ-บูชาแล้ว ก็มีความเชื่อว่าเสียงดังของบอกไฟหมื่นนี้ จะทำให้พระอินทร์ พระพรหม และท้าวจตุโลกบาลได้ทราบถึงการทำบุญสุนทาน การประกอบกรรมดีของมวลหมู่มนุษย์ และจะมีผลดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดม สมบูรณ์ แมงบ้ง คือตัวหนอนและแมลงทั้งหลายไม่มารบกวน"ครัวปลูกลูกฝัง" คือพืชที่ปลูกไว้ ให้บ้านเมืองอยู่ร่มเย็นเป็นสุขหาโจรมารมาราวีไม่ได้ มีข้าวในนา มีปลาในน้ำ วัวควายแพร่พอกออกหลาย แต่สิ่งที่แฝงอยู่กับประเพณีนี้และมีความยิ่งใหญ่มากนั้นก็คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่รู้จักนำวัสดุใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ผลงานรับใช้สังคมในด้านประเพณีวัฒนธรรมรวมถึงความรักความสามัคคีของหมู่คณะที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำบอกไฟ และมีส่วนร่วมในขบวนแห่บอกไฟอันครึกครื้นสนุกสนาน ชาวล้านนาเชื่อว่า ถ้ามีการจุดบอกไฟบูชาแล้วจะมีฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาไม่ขาดน้ำจนเกิดการ "ตายแดด" พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ นอกจากนี้หลายคนยังเชื่อว่า วิธีหรืออุปเท่ห์ที่จะทำให้บอกไฟเกิดการระเบิดหรือขึ้นไม่ดีนั้นทำได้โดยเอาดินมาอุดหู เอาเท้าอุดรูปู หรือกสั้นลมหายใจเข้าออกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ การเล่นบอกไฟ เป็นการเล่นที่มีมาแต่โบราณกาล แทบจะกล่าวได้ว่าอยู่คู่กับชนชาติไทยมาเลยก็ว่าได้ ดังจะเห็นว่าในการบัญญัติให้มีกระเสมเมือง (สิ่งที่ทำให้พลเมืองมีความสุข) ของพระญามังรายนั้น ท่านว่าประกอบด้วย ปาเวณีปีใหม่ (งานในเทศกาลสงกรานต์) จิบอกไฟ (จุดบอกไฟ) ไหว้พระธาตุ (งานฉลองพระเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ) ซึ่งเป็นงานประจำปี เถี่ยงเรือ (แข่งเรือ) ประเพณีทั้งสี่ยังมีอยู่ไม่จางหาย แม้ว่าจะเเตกต่างไปจากเดิมบ้างก็ตาม แต่ก็ยังพอให้เราได้รู้ ได้เห็นวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้านได้ดี การเล่นบอกไฟ เป็นการเล่นที่ต้องใช้เวลานานในการทำ แต่กลับใช้เวลาเล่นสั้นมากเหมือนกับกาเรเข่งขันวิ่งเร็วระยะทางสั้นๆ แต่เสียเวลาซ้อมนานเป็นเดือนๆ ทั้งนี้ต้องอาศัยฝีมือ ความชำนาญ และความสามารถเฉพาะตัวหลายๆ ด้านประกอบกัน ชนิดของบอกไฟ ในล้านนานั้นมีบอกไฟหลายชนิด เช่น บอกไฟขึ้น บอกไฟเข้าต้ม บอกไฟจักจั่น บอกไฟจักจ่า บอกไฟช้างร้อง บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟต่อ บอกไฟต่อต่าง บอกไฟต่าง บอกไฟท้องตัน บอกไฟเทียน บอกไฟบ่าขี้เบ้า บอกไฟยิง บอกไฟนกขุ้ม บอกไฟหมื่น บอกไฟแสน   ข้อมูลจาก : สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ  ภาพถ่ายโดย นายต่อพงษ์ เสมอใจ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 16 มิถุนายน 2565 • การดู 273 ครั้ง
สืบชะตาเมืองเชียงใหม่
สืบชะตาเมืองเชียงใหม่
             การสืบชาตาเมือง ตามความเชื่อของชาวล้านนา เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ทั้งนี้เพราะบางครั้งเห็นว่าบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนอันมาจากอิทธิพลของดาวพระเคราะห์มาเบียดเบียน ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะการจลาจล การศึก หรือเกิดโรคภัยแก่ประชาชนในเมือง ดังนั้นผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองจึงให้จัดทำพิธีสืบชาตาเมือง เพื่อสืบอายุของเมืองให้ดำเนินต่อเนื่องไป           กรณีเมืองเชียงใหม่นั้น มีการทำพิธีสืบชาตาเมืองเป็นประจำทุกปี โดยกระทำต่อเนื่องกับการเข้าอินทขีลหรือการบูชาหลักเมืองเชียงใหม่ในช่วงปลายเดือนแปดต่อกับเดือนเก้า (ประมาณเดือนกรกฎาคม) ทั้งนี้ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ได้กล่าวถึงพิธีสืบชาตาเมืองในสมัยพระเมืองแก้วแห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ. 2038 – 2068) ไว้อย่างละเอียดโดยกล่าวว่า พระมหากษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่จะทรงเป็นประธานในพิธีสืบชาตาเมือง เพื่อให้เกิดความสุขสวัสดีแก่บ้านเมืองและประชากรโดยทั่วไป           โดยคัมภีร์สืบชาตาเมืองเชียงใหม่นั้น ได้ระบุว่าจะต้องเตรียมการในพิธี ดังต่อไปนี้ นิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าอายุของเมืองมาสวดมนต์ นิมนต์พระพุทธรูปแก้วเสตังคมณีจากวัดเชียงมั่น ปูชาคัมภีร์ธัมม์สารากริกวิชชานสูตร จากวัดเชียงยืน 3 ผูก ปูชาคัมภีร์ธัมม์มังคละตันติง จากวัดดวงดี 3 ผูก ปูชาคัมภีร์ธัมม์นครฐาน จากวัดโชคิการาม 1 ผูก ปูชาคัมภีร์ธัมม์ปารมี จากวัดสิงหาราม 1 ผูก ปูชาคัมภีร์ธัมม์อุณหัสวิชัย จากวัดชัยชนะสถาน 1 ผูก ทำเจดีย์ทราย 1,000 กอง ทำธงตะขาบขนาดใหญ่สีขาว 1,000 ผืน ทำช่อ (ธงสามเหลี่ยมขนาดเล็ก) สีขาว 1,000 ผืน ทำประทีป 1,000 ดวง น้ำมันจากพืช (เพื่อเติมประทีป) เงิน ทอง ข้าวตอกดอกไม้ 1,000 กรวย ไม้ค้ำขนาดใหญ่ 9 ท่อน ไม้ค้ำขนาดเล็กจำนวนเท่าอายุเมือง เชือกฟั่นจากหญ้าคาสีเขียว 9 เส้น ทั้งนี้อาจารย์ผู้ประกอบพิธีซึ่งเป็นหัวหน้าของคณะทำงานนั้น จะได้จัดสิ่งของต่างๆ ให้เข้าที่ โดยเฉพาะจะให้เอาเชือกฅาเขียวหรือเชือกทำจากหญ้าคาสดนั้นวางบนเมกเวียง คือใบเสมา เวียนสายสิญจน์รอบกำแพงเมืองแล้วโยงจากประตูช้างเผือก ประตูสวนดอก ประตูเชียงใหม่ และประตูท่าแพ เข้าสู่กลางเวียงและนำส่วนปลายของสายสิญจน์นั้นสอดไว้ใต้อสานะของพระพุทธรูปและพระสงฆ์ แล้วต่อสายสิญจน์จากอาสนะพาดโยงไปสู่บ้านทุกหลังโดยโยงไว้ให้พ้นจากการเหยียบย่ำ จากนั้นจึงจัดทำตาแหลวพันชั้นหรือเฉลวที่สานอย่างวิจิตรไปติดไว้ที่ประตูเมืองทุกแห่ง แห่งละ 1 อัน   ข้อมูลจาก สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ 
เผยแพร่เมื่อ 13 มิถุนายน 2565 • การดู 316 ครั้ง
พระเจ้าฝนเเสนห่า
พระเจ้าฝนเเสนห่า
พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระเจ้าฝน เป็นคำเรียกพระพุทธรูปของล้านนา เช่น พระเจ้าฝน วัดป่าตึง อำเภอสันกำแพง พระเจ้าฝนแสนห่า วัดช่างแต้ม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และพระเจ้าฝนแสนห่า วัดท่าเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชาวล้านนาเชื่อว่า พระพุทธรูปที่มีอิทธิพลปาฏิหาริย์สามารถบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล จากท้องฟ้าที่มีแสงแดดส่องสว่างกลับกลายมีเมฆครึ้มตั้งเค้าเหมือนฝนกำลังจะตก ด้วยอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าฝนแสนห่า จึงทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ต่างเคารพกราบไหว้พระเจ้าฝนแสนห่าด้วยจิตศรัทธา  พระเจ้าฝนแสนห่าองค์ปัจจุบัน เป็นประพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดช่างแต้ม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาราธนามาในประเพณีใส่ขันดอกที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งมีการอาราธนาพระเจ้าฝนแสนห่าประดิษฐานบนรถบุษบก “ศรีเมืองเชียงใหม่” เริ่มต้นแห่ ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และแห่ไปรอบเมือง โดยพิธีบูชาพระเจ้าฝนแสนห่านี้ ทำไปพร้อมๆกับประเพณีบูชาเสาอินทขีลและประเพณีใส่ขันดอกที่วัดเจดีย์หลวง ให้ประชาชนมาบูชาสรงน้ำตลอดระยะเวลา 7 วัน   ข้อมูลเพิ่มเติมจาก สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ  เรียบเรียงโดย นางสาวฐาปนีย์ เครือระยา  สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
เผยแพร่เมื่อ 31 พฤษภาคม 2565 • การดู 446 ครั้ง
ประเพณีบูชาเสาอินทขีล
ประเพณีบูชาเสาอินทขีล
ประเพณีบูชาเสาอินทขีล หรือที่เรียกว่า “เข้าอินทขีล” นับเป็นประเพณีของชาวเชียงใหม่ที่โดดเด่นเป็นประจำทุก ๆ ปีซึ่งหากจะกล่าวโดยสังเขปแล้ว เสาอินทขีล เป็นเสาปูนปั้นตั้งอยู่กลางวิหารอินทขีลในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร แต่เดิมมีเฉพาะเสาล้วน ๆ ต่อมามีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงาม แล้วนำพระพุทธรูป ขึ้นประดิษฐานบนเสานั้น ด้านความเป็นมา  มีตำนานเล่าว่าเดิมเสาอินทขีลเป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี(เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่าง ๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก คราวนี้พระอินทร์แนะนำชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง (กะทะ) ขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้ได้ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” คือผู้คนนานาชาติพันธุ์ หล่อรูปสัตว์ต่าง ๆ อาทิ ช้าง ม้า  วัว  ควาย  เป็ด  ไก่   หมู  หมา  แพะ  แกะ  กวาง  ลิง  รวมทั้งปลา  ปู  หอย  กุ้ง  จระเข้  มังกร  ตลอดจนตะขาบ  แมลงป่อง  ลงใส่ในอ่างขางจากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง  ๙  ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการะบูชาแก่ชาวเมือง             เมื่อได้รับคำแนะนำเช่นนั้น ชาวเมืองจึงพากันสร้างเสาอินทขีลขึ้นใหม่  แล้วกระทำการสักการบูชาเป็นประจำทุกปีในช่วงต่อกันระหว่างเดือนแปดกับเดือนเก้าเหนือที่เรียก “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก”            โดยที่การบูชาจะเน้นใช้ดอกไม้วางบน “ขัน” คือ พานดอกไม้  จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ใส่ขันดอก”             กล่าวถึงในแง่ของการปฏิบัติ นอกจากจะมีการบูชาเสาอินทขีลแล้ว ประชาชนจะสักการบูชารูปเคารพอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณวัด เช่น รูปกุมภัณฑ์ รูปช้าง รูปฤาษี พระสังกัจจายน์ พระนอน ตลอดจนสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวงในโอกาสเดียวกันด้วย  ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้นี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นประเพณีสำคัญอีกประเพณีหนึ่งของชาวเชียงใหม่จวบกระทั่งปัจจุบัน   บทความโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา
เผยแพร่เมื่อ 26 เมษายน 2565 • การดู 464 ครั้ง
ป๋าเวณีธาตุ
ป๋าเวณีธาตุ
ในชุมชนต่างๆ หรือหมู่บ้านหนึ่งๆ มักมีวัดประจำสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา และในละแวกอาณาเขตที่เป็นวงกว้างออกไป ก็มักจะมีวัดสำคัญที่มีพระเจดีย์ ซึ่งเรียกทั่วไปว่า “ธาตุ” หรือ “พระธาตุ” ที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาเป็นพิเศษ วัดดังกล่าวส่วนใหญ่พบว่าตั้งอยู่บนภูเขาหรือเนินเขา เมื่อถึงฤดูกาลว่างเว้นจากภารกิจด้านการเกษตร ชุมชนที่มีวัดสำคัญนั้น จะกำหนดให้มีงานเพื่อสักการบูชา ซึ่งแต่ละปีมักถือเอาวันเพ็ญเดือนแปด หรือ เดือนเก้าเหนือ เป็นวันจัดงานจนกลายเป็นประเพณีเรียกว่า “ป๋าเวณีธาตุ” การไปสักการะบูชาพระธาตุ สำหรับชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล จะนัดหมายกันไปเป็นหมู่คณะ มีทั้งพระภิกษุสามเณร ผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาวรวมทั้งเด็กร่วมเดินทางด้วย บางคณะอาจเตรียมเสบียงอาหาร อุปกรณ์การหุงต้ม เพื่อปรุงอาหารรับประทานระหว่างทางหรือช่วงพักค้างแรม พร้อมกับเตรียมอาหารทำบุญ ตักบาตรด้วย           เมื่อเดินทางไปถึงวัดแล้วชาวบ้านจะช่วยกันทำความสะอาดบริเวณลานพระเจดีย์โดยรอบ แล้วทำการสักการบูชาด้วยน้ำขมิ้น ส้มป่อย ดอกไม้ธูปเทียน จากนั้นจะมีการสวดมนต์โดยเฉพาะพระสงฆ์จะสวดพระปริตร์มีทั้งสวดเจ็ดตำนานหรือสิงสองตำนานที่เรียกว่า “สูตรตั้งลำ” และสวดเบิกพระเนตรเป็นทำนองเสนาะที่เรียกว่า “สูตรเบิก” ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้าจะมีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์           เวลาสายจะมีการจุดบ้องไฟ ถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งแต่ละแห่งนิยมให้มีการแข่งขันเป็นที่สนุกสนานและบางท้องที่มีการจัดงานฉลองสมโภชด้วยมหรสพพื้นบ้าน เช่นการขับซอและการละเล่นอื่น ๆ ที่เป็นศิลปะพื้นบ้านหรือศิลปะประจำท้องถิ่น งานป๋าเวณีธาตุ ถือเป็นงานที่ชาวล้านนาให้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งด้วยความเชื่อว่า หากได้ไปสักการะบูชาจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีอานิสงส์แรงกล้านำพาดวงวิญาณสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในที่สุด           ปัจจุบัน งานป๋าเวณีธาตุที่มีคนรู้จักและมาร่วมกิจกรรมนับหมื่นคนคืองาน “ประเพณีเตียวขึ้นดอย” เพื่อสักการะพระธาตุดอยสุเทพที่มักจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงก่อนหน้าวันวิสาขบูชา 1 คืน โดยจะมีขบวนแห่น้ำสำหรับสรงพระธาตุ มีพระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนจากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมขบวนแห่เป็นจำนวนมาก เพื่อหวังผลจากอานิสงส์ในการเดินขึ้นไปสักการะพระบรมธาตุดอยสุเทพในแต่ละปี     ข้อมูลจาก หนังสือประเพณีสำคัญล้านนา โดยอาจารย์สนั่น ธรรมธิ      
เผยแพร่เมื่อ 20 เมษายน 2565 • การดู 294 ครั้ง
ความสำคัญของปีใหม่เมืองที่มีต่อชาวล้านนา
ความสำคัญของปีใหม่เมืองที่มีต่อชาวล้านนา
ปีใหม่เมือง หรือสงกรานต์ คือ ก่อนที่จะรับเอาปีตามปฏิทินสากล คนไทยและล้านนา ถือเอาช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่เมือง เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านปี ต้องมีธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อชำระสิ่งไม่ดีออกไป และรับสิ่งเป็นมงคลในวันปีใหม่ การปฏิบัติในเทศกาลสงกรานต์ 1. วันสังขารล่อง เป็นวันที่ต้องทำความสะอาดบ้าน ชะล้างสิ่งไม่ดี  วันที่ปีเก่าจะผ่านพ้นไป หากจะกล่าวในแง่ของดาราศาสตร์ คือวันที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายของปีเก่าที่กำลังจะผ่านพ้นไป คำว่า“ล่อง”ในภาษาล้านนา หมายถึง ล่วงไป หรือ ผ่านไปนั่นเอง วันสังขานต์ล่องของชาวล้านนา เป็นวันที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กๆ จะตื่นเต้นเพื่อรอต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ วันสังขานต์ล่องจึงเป็นวันที่ทุกคนจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อรอดูปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์ ที่เล่ากันว่าจะหอบข้าวของพะรุงพะรังมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ หรือบางทีก็ล่องเรือไปตามลำน้ำ  ชาวล้านนามีความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติมายาวนาน คือ“การดำหัว”หรือสระผมของตนเองด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย ซึ่งถือเป็นน้ำบริสุทธิ์ สะอาดและเป็นมงคลเพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคลให้ออกจากชีวิต  2. วันเน่า ห้ามทำในสิ่งไม่ดี ห้ามพูดไม่ดี และต้องเตรียมทำขนมไปวัด ขนทราย เตรียมของถวายพระ ศัพท์โหราศาสตร์เรียกวันเน่าว่า "วันปูติ" และ ซึ่งคำว่าปูตินั้น มีความหมายว่าเน่า ดังนั้นเราจึงเรียกกันว่า "วันเน่า" ไม่เรียกวันเนาว์ที่เหมือนกับภาคอื่น ในวันเน่าสำหรับวิถีปฏิบัติของคนล้านนา ถือเป็น“วันดา”คือวันที่เตรียมการสำหรับการไปทำบุญใหญ่ที่วัดในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นวันพญาวัน ดังนั้น กิจกรรมหลักที่นิยมถือปฏิบัติกันในช่วงเช้าของวันนี้ คือการจัดเตรียมข้าวของสำหรับทำบุญ เช่น การเตรียมอาหารหม้อใหญ่ เนื่องจากต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ ลุง ป้า น้า อา ตามสายตระกูลของตน และยังทำบุญเพื่อหวังกุศลผลบุญให้กับตัวเองในภายภาคหน้าอีกด้วย อาหารที่คนล้านนานิยมจัดเตรียมไว้ทำบุญมักเป็นอาหารที่ค่อนข้างพิเศษกว่าอาหารปกติทั่วไป อาทิ แกงฮังเล ต้มจืดวุ้นเส้น ต้มส้มไก่(ต้มข่าไก่)ห่อนึ่ง(ห่อหมก)แกงเผ็ดต่างๆ ตามแบบภาคกลาง(ยุคปัจจุบัน) โดยบางบ้านอาจเตรียมอาหารหลากหลายชนิดตามฐานะและศรัทธาของตนเอง 3. วันพญาวัน ไปทำบุญที่วัดตอนเช้า สรงน้ำพระ และเริ่มดำหัวญาติผู้ใหญ่ วันพญาวัน เป็นวันเถลิงศก หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวล้านนา ถือเป็นวันมงคล ช่วงเช้าของวันพญาวัน ควรเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับบุญกุศล วิญญาณ ความเชื่อ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ ไปทำบุญที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ พร้อมอุทิศถึงเทวดา เจ้ากรรมนายเวร แล้วสรงน้ำพระเจดีย์พระพุทธรูป และปักตุงที่ค่อนข้างละเอียดลึกซึ้ง โดยแบ่งเป็นตุงประเภทต่างๆ ซึ่งความหมายส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องบุญกุศลและเรื่องของวิญญาณทั้งสิ้น  4. วันปากปี ทำบุญส่งเคราะห์ สืบชะตา กินอาหารที่ทำจากขนุน เพื่อให้หนุนนำชีวิตให้ดีขึ้น เป็นวันถัดจากวันพญาวัน ถือเป็นวันเริ่มต้นชีวิตที่ดีหลายพื้นที่จะประกอบพิธีสืบชาตาหมู่บ้าน ผู้คนไปร่วมงานกันพร้อมหน้า ตกเย็นจะมีการประกอบอาหารอันมีขนุนเป็นหลัก เช่น แกงขนุน ตำขนุน เป็นต้น เพราะเชื่อว่าจะเกิดการหนุนส่งให้ชีวิตพบเจอแต่สิ่งที่ดีงาม บ้างก็ทำอาหารประเภทลาบเอาเคล็ดทางโชคลาภเป็นประเดิม บ้างเสริมบารมี ด้วยการจุดเทียนมงคลบูชาพระ ซึ่งมักประกอบด้วยเทียนยันต์สืบชาตา หลีกเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์และรับโชค เป็นต้น     
เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2565 • การดู 405 ครั้ง
สระเกล้าดำหัว ปีใหม่ล้านนา
สระเกล้าดำหัว ปีใหม่ล้านนา
  "สระเกล้าดำหัว" เป็นการสระผมตนเองและครอบครัวด้วยน้ำส้มป่อยตามพิธี ในวันสิ้นปีคือวันสังขานต์ล่อง(มหาสงกรานต์) เพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคลให้หายไปกับปีเก่า โดยใช้ “น้ำส้มป่อย” คือน้ำแช่ฝักส้มป่อย ชาวล้านนาเชื่อว่าเป็นน้ำที่ช่วยชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไปได้ "สักการะสระเกล้าดำหัว" เป็นการจัดเตรียมเครื่องสักการะ(ของไหว้) และน้ำส้มป่อยไปสักการะผู้ใหญ่ อันได้แก่พระเถระ ญาติผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงวัยวุฒิ ตลอดจนถึงผู้มีอุปการะคุณ โดยจะเริ่มทำกันในวันขึ้นปีใหม่ คือวันพญาวัน(เถลิงศก) เพื่อขอขมาในสิ่งที่เคยล่วงเกิน และแสดงความเคารพ เมื่อทำการขอขมา และให้พรแล้ว ผู้ใหญ่ก็จะนำน้ำส้มป่อยนั้นลูบหัวตัวเอง เสมือนเป็นการรับคำขอขมา และล้างความขุนเคืองที่ผ่านมาออกไป บางครั้งก็มักจะพบคำว่า "รดน้ำดำหัว"  ซึ่งเกิดจากนำเอาคำว่า "รดน้ำ" ของภาษาไทยไปต่อกับคำว่า "ดำหัว" ของภาษาล้านนา สาเหตุเพราะทั้งพิธีรดน้ำภาคอื่นกับดำหัวล้านนาต่างก็อยู่ในช่วงเวลาและธรรมเนียมปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน  จึงทำให้เกิดการสับสนกันในแง่ภาษาและวิธีปฏิบัติมาโดยตลอด บทความ : อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ภาพประกอบ : นายสุขธรรม โนบาง นักช่างศิลป์ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.    
เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2565 • การดู 373 ครั้ง
แห่ไม้ค้ำสะหรี
แห่ไม้ค้ำสะหรี
ไม้ค้ำ คือไม้ที่มีง่าม หรือมีสองเเฉกในส่วนปลาย ใช้สำหรับการค้ำยันสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องสูงให้ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงประคองตัวอยู่ได้ สะหรี หรือ สรี หมายถึงต้นศรีมหาโพธิ์  ไม้ค้ำสะหรี หมายถึง ไม้ค้ำส่วนของต้นศรีมหาโพธิ์ตามวัดต่างๆ ไม้ค้ำดังกล่าวได้จากการนำมาถวายของพุทธศาสนิกชนตามความศรัทธาของความเชื่อที่แตกต่างกันไป ซึ่งพอสรุปได้เป็นสามประการหลักๆ ได้แก่ประการแรก เพื่ออธิษฐานขอพรตามที่ปรารถนา ประการต่อมาเพื่อค้ำหนุนให้ชีวิตประสบความเจริญ ไม่ตกต่ำ และประการสุดท้ายถือเป็นการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้อยู่ยืนนาน  ความเชื่อประการเเรก มีปรากฏในตำนานพระธาตุดอยตุงว่า หากผู้ใดนำไม้ค้ำไปค้ำกิ่งต้นศรีมหาโพธิ์เเล้วอธิษฐาน จะได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา เเต่ต้องค้ำให้ถูกทิศทาง กล่าวคือหากต้องการมีบุตรให้ค้ำกิ่งด้านทิศตะวันออก ต้องการทรัพย์สฤงคารให้ค้ำด้านทิศเหนือ ถ้าต้องการให้พ้นจากภยันตรายทั้งปวง ให้ค้ำทิศตะวันตก หากปรารถนาโลกุตตรธรรม มรรคผล เเละพระนิพพานให้ค้ำด้านทิศใต้ เเละหากผู้ใดประสงค์จะได้ทั้งโลกิยสมบัติเเละโลกุตตรสมบัติ ให้นำไม้ไปค้ำต้นศรีมหาโพธิ์ให้ครบทั้งสี่ด้าน ประการต่อมาปรากฎอยู่ควบคู่กับพิธีกรรมอันเนื่องมาจากสืบชาตา คือภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมสืบชะตาเเล้ว ไม้ค้ำในพิธีกรรมจะถูกนำไปพิงหรือค้ำต้นศรีมหาโพธิ์อย่างหนึ่ง เเละอีกอย่างหนึ่งเป็นการนำไม้ค้ำไปถวายในช่วงสงกรานต์ โดยมีวัตถุประสงค์หรือมุ่งหวังในความเป็นสิริมงคลและการสืบต่ออายุ ประการสุดท้ายเป็นความหมายที่ซ้อนทับกับความเชื่อทั้งสองประการข้างต้น คือ มีวัตถุประสงค์อันที่จะค้ำจุนพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นความคิดแฝงในพิธีกรรมอยู่แล้ว แต่เพื่อให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นจึงมีการจัดขบวนแห่เอิกเกริกโดยให้มีในช่วงสงกรานต์ของทุกๆปี   ข้อมูลโดย : อาจารย์สนั่น ธรรมธิ
เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2565 • การดู 255 ครั้ง
จ๊ะมั่ง (ชะมั่ง)
จ๊ะมั่ง (ชะมั่ง)
ชะมั่ง อ่านออกเสียงตามสำเนียงล้านนาว่า “จ๊ะมั่ง” หมายถึงเล็บมือนาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Combretum indicum (L.) Defilipps ชื่อสามัญ คือ Dranen Sailor, Rangoon Ceeper อยู่ในวงศ์ Combretaceae บางถิ่นเรียก จ๊ามั่ง จีมั่ง ก็มี       คนไทยโบราณไม่นิยมปลูกชะมั่งไว้ในบริเวณบ้าน เพราะถือว่าเป็นไม้อัปมงคล ซึ่งเรื่องนี้ยังหาข้ออธิบายไม่ได้ แต่สำหรับชาวล้านนาแล้วถือว่าชะมั่ง เป็นไม้ “ข่ม” กระนั้นก็ยังนิยมปลูกไว้บริเวณซุ้มประตูหน้าบ้าน เพื่อข่มศัตรูที่มีอาคมกล้า กล่าวคือ หากผู้ใดมีอาคมแกร่งกล้า เมื่อได้ลอดผ่านประตูเข้าสู่บริเวณบ้าน อาคมจะอ่อนพลังโดยทันที การปลูกชะมั่งขึ้นเป็นซุ้มประตู จึงเป็นการป้องกันศัตรูอย่างหนึ่ง มูลเหตุความเชื่อนี้ มีต้นตอมาจากเรื่องเล่าขานกล่าวถึงตำนานพระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิรังคะ ซึ่งเรื่องราวนี้มีปรากฎเป็นวรรณกรรม ประเภทมุขปาฐะเล่าสืบต่อกันมาว่า ขุนหลวงวิรังคะ เป็นหัวหน้าชนเผ่าลัวะที่ตั้งเมืองอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ เมื่อทราบข่าวว่าพระนางจามเทวีมาครองเมืองหริภุญชัยนั้น มีความงามเป็นเลิศ ขุนหลวงจึงประสงค์จะได้พระนางเป็นมเหสี เมื่อส่งทูตไป ขอพระนาง เพื่ออภิเษก พระนางก็บ่ายเบี่ยง บ่อยครั้งเข้าพระนางก็หาอุบายให้ขุนหลวงพุ่งหอกจากดอยสุเทพให้ไปตกที่กลางเมืองหริภุญชัย ในครั้งแรกนั้นขุนหลวงพุ่งหอกไปตกนอกเมือง พระนางเห็นเช่นนั้นก็เกรงว่าจะได้ตกเป็นชายาของขุนหลวง ซึ่งเป็นคนป่า จึงหาวิธี “ข่ม” ให้ขุนหลวงเสื่อมจากอิทธิฤทธิ์ อำนวจกฤตยาคม โดยกรรมวิธีต่างๆ และหนึ่งในกรรมวิธีนั้น พระนางเอาผ้าถุงที่เปื้อนประจำเดือนมาทำเป็นหมวก แล้วเอาดอกเล็บมือนางที่ผ่านการสัมผัสกับอวัยวะเพศคละเคล้ากับเลือดประจำเดือนเสียบแซมประดับ ให้ทูตนำไปให้ขุนหลวงสวม ผลที่ตามมาคือ ขุนหลวงไม่สามารถพุ่งหอกให้ไปตกกลางเมืองหริภุญชัยได้เพียงแค่พุ่งหอกไปตกไกลแค่เชิงดอยสุเทพเท่านั้น อนึ่ง ชาวล้านนาเชื่อกันว่า ดอกชะมั่ง แต่เดิมมีดอกบริสุทธิ์ แต่พอถูกพระนางจามเทวีนำไปคลุกเคล้ากับประจำเดือน ตั้งแต่นั้นดอกชะมั่งจึงมีสีขาวสลับแดง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องดอกชะมั่งที่สามารถทำลายมนต์ขลังนั้น เป็นต้นเหตุให้อริยาจารย์นิคม ปลูกต้นชะมั่งไว้ในบริเวณวัด โดยมักปลูกขึ้นเป็นซุ้มให้ความร่มรื่นเหมาะสำหรับนั่งปฏิบัติธรรม ทั้งนี้คงเป็นกุศโลบายไม่ให้พระสงฆ์มีอิทธิฤทธิ์หรือกฤตยามนต์อันเป็นสิ่งขวางกั้นการบรรลุธรรมขั้นสูงก็อาจเป็นได้   ข้อมูลจากหนังสือชุดล้านนาคดี ดอกไม้ล้านนา : ศรัทธาและความหมาย โดยอาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา
เผยแพร่เมื่อ 30 มีนาคม 2565 • การดู 664 ครั้ง
ต้นโชค
ต้นโชค
“โจ้ค” (โชค) ไทยว่า “ตะคร้อ” ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Schleichera oleosa (Lour.) Oken ในวงศ์ SAPINDACEAE ชื่อสามัญ Ceylon oak สรรพคุณทางยาเป็นรากเป็นยาแก้กษัย ใบแก้ไข้ สมานแผน รักษาฝี ผลเป็นยาระบาย เปลือกต้น ต้มดื่มเป็นยาสมานท้อง แก้บิด แก้ปวดประจำเดือน แก้ฝีหนองอักเสบ ส่วนด้านความเชื่อ คราใดที่ต้องการความเป็นสิริมงคลโดยเฉพาะด้านโชคลาภ ใบโจ้คจะมีบทบาทตามความเชื่อ เช่น ใช้ใบรองหลุมและผูกเสามงคล หรือเสาร้านค้า ใช้พกพาไปเสี่ยงโชคลาภหรือไปค้าขาย ใช้แช่น้ำมนต์ เป็นต้น ในวันมหาสงกรานต์ โบราณท่านให้เอาใบมาผูกเสาบ้าน ประตูบ้าน ประตูรั้ว ร้านค้าเชื่อว่าเจ้าบ้านร้านค้าจะโชคดีตลอดทั้งปี   ข้อมูลโดย : สนั่น ธรรมธิ
เผยแพร่เมื่อ 17 มีนาคม 2565 • การดู 1,239 ครั้ง
ต้นครัวทาน
ต้นครัวทาน
(อ่าน “ต้นคัวตาน”)           ชาวล้านนามักเรียกสิ่งของต่างๆ ที่นำมารวมกันแล้วตกแต่งให้สวยงามเพื่อถวายเป็นเครื่องไทยทานว่า ต้น ต้นทานหรือต้นครัวทาน โดยเฉพาะเครื่องไทยทานที่นำมาตกแต่งบนชองอ้อย คือแคร่หรือกระบะคานหามแล้วประดับประดาด้วยกระดาษสีหรือวัสดุอื่นๆ แล้วนำฟางหรือหญ้าคามาทำเป็นท่อน มัดแน่นขนาดประมาณ 2 กำ ยาวประมาณ 1-2 เมตร ส่วนล่างแยกออกเป็นสามขา เสริมด้วยไม้ไผ่เพื่อเพิ่มความแข็งแรง นำดอกไม้ประดิษฐ์หรือเครื่องไทยทาน ซึ่งแขวนกับก้านไม้ไผ่มาปักโดยรอบให้เป็นพุ่ม ทำเป็นพุ่มดอกไม้ หรือ พุ่มเครื่องไทยทาน และมียอดเป็นธนบัตรหนีบด้วยไม้ตับ ซึ่งทั้งหมดนี้มักเรียกโดยรวมว่า ต้นครัวทาน หรือ ต้นทาน และเรียกอีกอย่างว่า ต้น อันหมายถึงต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งรวมเป็นสำรับของทานที่ร่วมมือกันจัดทำขึ้น เพื่อนำเครื่องปัจจัยไทยทานไปถวายวัดในงาน พอยหลวง (อ่าน “ปอยหลวง”) คืองานฉลองการถวายถาวรวัตถุไว้กับพุทธศาสนา และนำไปถวายวัดในเทศกาลประเพณีต่างๆ ในการเคลื่อนต้นครัวทาน เพื่อนำไปถวายเป็นทานนั้น มักจะมีการแห่แหนด้วยขบวนฆ้องกลองซึ่งอาจมีช่างฟ้อนทำหน้าที่ฟ้อนรำนำขบวนไปด้วย           ต้นโคม (อ่าน “ต้นโกม”) ชุดเครื่องไทยทานอันมี ดวงโคมเป็นหลัก จัดขึ้นคล้ายกับต้นครัวทานตามปกติเพียงแต่เน้นดวงโคมเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะเคลื่อนขบวนเครื่องไทยทานเข้าวัดหลังพระอาทิตย์ตกดิน ดวงโคมนั้นจะทำจากกระดาษว่าว โดยพวกผู้ชายจะนำไม้ไผ่ผูกเป็นโครงของโคมรูปต่างๆ เช่น โคมทรงกลม โคมรูปดาว หรือโคมรูปเครื่องบิน เป็นต้น ฝ่ายผู้หญิงจะตัดกระดาษว่าวสีต่างๆ มาทากาวแล้วปะกับโครงไม้ไผ่โดยรอบ เว้นไว้เฉพาะช่องด้านบนสำหรับเป็นช่องจุดเทียนและระบายเปลวเทียน โคมเหล่านี้จะถูกแขวนกับก้านไม้ไผ่แล้วเสียบเข้ากับ ต้น ที่ทำด้วยฟางหรือหญ้าคานั้น และจะให้เป็นพุ่มพวงงดงามตามสี และทรง เมื่อจุดเทียนที่อยู่ในโคมทุกดวงแล้ว ต้นโคมจะมีความดงงามมาก การแห่ต้นโคมประเพณีในเดือนยี่เพง หรือวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับเดือน 12 เพ็ญ คือวันลอยกระทงของภาคกลาง บางหมู่บ้านจะมีการประกวดต้นโคม ทำให้ศรัทธาวัดแต่ละกลุ่มขวนขวายช่วยกันจัดแต่งต้นโคมให้สวยงาม ประณีตและดูมีคุณค่าเพื่อการประกวดดังกล่าว ต้นดอก เป็นต้นครัวทาน ที่เน้นการประดับด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ ดังพบว่านิยมใช้กระดาษว่าวมาตัดเป็นกลีบดอกไม้แล้วอัดให้เป็นรอยย่น นำกลีบดอกไม้ที่อัดรอยนั้นมาผูกเข้ากับก้านไม้ไผ่หรือก้านมะพร้าวให้เป็นดอกไม้ที่ชูช่อ ก้านไม้ไผ่นั้นก็มักจะใช้กระดาษสีพันไว้ บางครั้งเจ้าภาพอาจใช้กระดาษเงินหรือกระดาษทองมาตัดแต่งเป็นดอกไม้ก็ได้ เมื่อนำก้านดอกไม้นั้น เสียบเข้ากับต้นที่ทำจากฟางหรือหญ้าคา และจัดดอกไม้ให้เป็นพุ่มใหญ่แล้ว ก็มักจะจัดไม้หนีบธนบัตรแล้วปักไว้เป็นยอดอีกด้วย           ในระยะ พ.ศ. 2541 นี้ พบว่าบางวัดที่เจ้าภาพมีฐานะ ได้มีการใช้ธนบัตรฉบับละร้อยบาทคีบด้วยไม้หนีบแล้วปักแต่งด้วยต้นเฟืองหรือต้นที่ทำจากฟางข้าว รวมมูลค่าของธนบัตรแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาทก็มี นอกจากนี้ต้นดอก ยังหมายถึงเครื่องสักการะแบบหนึ่ง นำไปบูชาผู้ที่เราให้ความเคารพ โดยเอาดอกไม้สอดเข้าไปในโครงร่างที่ทำไว้แล้วจนเต็ม อาจมีดอกไม้หลากชนิด ทั้งนี้ถ้าไม่มีโครงไม้อาจะใช้ต้นกล้วยแทนได้ ข้อมูลจาก สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ    
เผยแพร่เมื่อ 16 มีนาคม 2565 • การดู 445 ครั้ง
ต้นพุดสามสี
ต้นพุดสามสี
ชื่ออื่นๆ: สามราศี พุดสี พุทธชาดม่วง พุทธชาดสามสี ชื่อสามัญ: Yesterday-today-and-tomorrow, Morning-noon-and-night ชื่อวิทยาศาสตร์: Brunfelsia hopeana Benth. หรือ Brunfelsia uniflora (Pohl) D. Don วงศ์: SOLANACEAE ถิ่นกำเนิด: ประเทศอเมริกาเขตร้อน และหมู่เกาะอินดีส ลักษณะทั่วไป: ไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีการแตกกิ่งก้านสาขามาก ฤดูการออกดอก: ออกดอกตลอดปี เวลาที่ดอกหอม: ช่วงเช้าและเย็น (ช่วงที่อุณหภูมิต่ำ แสงแดดอ่อนหรือไม่มี) การขยายพันธุ์: การปักชำ เป็นวิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้หอมขนาดเล็ก การตอน สามารถทำได้แต่ต้องเป็นกิ่งที่มีอายุประมาณ ๑ ปีขึ้นไป เพราะกิ่งค่อนข้างเปราะอาจหักได้ง่าย ข้อดีของพันธุ์ไม้: ออกดอกตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใช้พื้นที่ในการปลูกไม่มากเพียง ๑ x ๑ x ๑ ม. ก็เพียงพอ ปลูกเป็นไม้กระถางก็ได้ พบการแพร่ระบาดของโรคและแมลงที่ทำความเสียหายให้กับพันธุ์ไม้ชนิดนี้บ้าง ได้แก่ เพลี้ยไฟที่คอยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและดอก แต่ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต (ทนต่อการระบาดของเพลื้ยไฟได้ระดับหนึ่ง)
เผยแพร่เมื่อ 8 มีนาคม 2565 • การดู 2,316 ครั้ง
ตัวมอม
ตัวมอม
มอม หรือ สิงห์มอม เป็นสัตว์หิมพานต์ รูปร่างลักษณะคล้ายแมว ลูกเสือหรือลูกสิงโต ปรากฏให้เห็นในรูปของยันต์ที่ชายชาวล้านนาโบราณนิยมสักช่วงล่างของร่างกายบริเวณขาที่เรียก “สักขาลาย” “สักขาก้อม” หรือไม่ก็ปรากฏเป็นลวดลาย หรือรูปปั้นตามซุ้มประตูของวัดต่างๆ และบางแห่งมีการแกะสลักตัวมอมไว้ตามฐานชุกชี ฐานพระเจดีย์เป็นต้น บทบาทของมอม ชาวล้านนาโบราณรวมทั้งชาวไทเผ่าอื่น ที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันนิยมสักลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ หรือตัวอักขระคาถาบนร่างกายส่วนต่างๆ โดยเชื่อกันว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน มีเมตตามหานิยม รอดพ้นจากภยันตราย ตลอดทั้งเขี้ยวพิษจากสัตว์ร้ายได้ นอกจากนี้ การสักลายยังแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของความเป็นชายทั้งในความหมายของความอดทนและความเป็นผผู้กล้าหาญในการศึกสงครามเป็นที่เกรงขามแก่ผู้พบเห็น ทั้งนี้ในส่วนของร่างกายที่นิยมสักกันมากจะสักบริเวณบั้นเอวลงไปถึงขา ชายใดไม่มีลายสักบริเวณดังกล่าว ขาจะขาวเหมือนผู้หญิง ไม่เป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม โดยเฉพาะผู้หญิงจะถือว่าชายนั้นไม่สามารถคุ้มครองภัยอันตรายหรือเป็นที่พึ่งพาได้ และที่สำคัญรูปสัตว์ที่นิยมได้แก่ รูปมอม หรือสิงห์มอม ศิลปกรรมตามโบสถ์วิหารหรือศาสนาสถานในวัดมักมีรูปมอมปรากฎโดยทั่วไป อาจเป็นภาพเขียน รูปแกะสลักหรือรูปปั้น บางแห่งมีรูปเทวดายืนอยู่บนหลังมอม ซึ่งผู้รู้หลายท่านมีความเห็นตรงกันว่าเป็นเทวดาที่ชื่อ “ปัชชุนนะ” ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝน การที่มีรูปเทวดาองค์นี้ก็เพราะมีความเชื่อว่า บ้านเมืองจะอุดมสมบูรณ์ฝนไม่ขาดฟ้า และที่ยืนบนหลังมอม แสดงให้เห็นว่ามอมเป็นสัตว์พาหนะของเทพเจ้าแห่งสายฝน ดังนั้นในเชิงปฏิบัติทางวัฒนธรรมตามความเชื่อจึงมีการนำมอมมาแห่ตามพิธีกรรม เพื่อขอให้ฝนตก                ปีใดก็ตาม หากเกิดภาวะฝนแล้ง ชาวบ้านจะนำรูปสลักมอมขึ้นใส่เสลี่ยง แล้วจัดขบวนแห่แหนไปรอบๆ หมู่บ้าน ในขบวนแห่จะมีการสาดน้ำ ตัวมอมให้ชุ่มตลอดเวลา ผู้ที่เข้าร่วมขบวนจะแสดงพฤติกรรมตลกคะนอง ผิดธรรมชาติ เช่น ชายแต่งกายเป็นหญิง นุ่งห่มเสื้อผ้ากลับหลัง บางคนถือรูปอวัยวะเพศ บางคนแต่งหน้าทาปากเป็นที่ตลกขบขัน ด้วยเชื่อว่าการกระทำดังล่าวจะทำให้เทวดาร้อนใจและบันดาลให้ฝนตกในที่สุด                 ปัจจุบันการแห่มอมหาดูได้ยาก อาจเป็นเพราะสังคมเกษตรอ่อนกำลังลง หรือเป็นผลมาจากมอมนั้นหายากก็เป็นได้ อย่างไรเสีย ยังมีวิธีที่คล้ายกัน คือการจับแมวมาแต่งหน้านุ่งผ้าใส่เสื้อ แล้วแห่แหนในลักษณาการเดียวกัน แต่วิธีนี้พบว่ามีปรากฎในกลุ่มคนไทถิ่นอื่นด้วย ที่รู้จักกันดีคือพิธีแห่งนางแมวขอฝน แต่ความมีมนต์ขลังดูจะสู้มอมไม่ได้ เพราะมอมเป็น สัตว์รับใช้ของปัชชุนเทวดา น่าจะสามารถนำความทุกข์ร้อนของมนุษย์ไปรายงานได้โดยตรง   หนังสือ ร้อยสาระ สรรพล้านนาคดี เล่ม 4 โดยอาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา 
เผยแพร่เมื่อ 8 มีนาคม 2565 • การดู 2,107 ครั้ง
ตำนานกาเผือก
ตำนานกาเผือก
กาเผือก ธัมม์เรื่อง กาเผือก หรือ กาเผือกพระเจ้าห้าพระองค์ เป็นธัมม์ ที่มักใช้สวดกันในคืนยี่เป็ง ของล้านนาซึ่งเป็นการยืนยันถึงที่มาของการจุดประทีปโคมไฟในเทศกาลยี่เป็ง (ยี่เป็งคือ วันเพ็ญในเดือนยี่ หรือเดือนที่ 2 ของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลาง) เรื่องราวของแม่กาเผือก เป็นตำนานที่นำเอาความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัลป์มาร้อยเรียงเป็นธัมม์ แฝงคำสอนเรื่องความกตัญญู และการบำเพ็ญบารมีตามคติทางพุทธศาสนา โดยมีเรื่องเล่าว่า แม่กาเผือกตัวหนึ่งทำรังอยู่บนต้นมะเดื่อใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา และได้ออกไข่ไว้ 5 ฟอง อยู่มาวันหนึ่งแม่กาออกไปหาอาหารก็เกิดพายุพัดฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ลมฝนได้พัดพาเอาไข่ของแม่กาเผือกตกลงไหลตามน้ำกระจายไปคนละทิศคนละทาง ฝ่ายแม่กาเผือกเมื่อกลับมาจากหาอาหารไม่เห็นไข่ลูกน้อยทั้ง 5 ก็ออกเที่ยวตามหาไปทั่วทุกสารทิศแต่ก็ไม่เจอ นึกว่าลูกทั้ง 5 ได้ตายจากไปแล้ว เกิดความโศกเศร้าเสียใจทำให้แม่กาเผือกต้องตรอมใจตายในที่สุด และด้วยกุศลบุญบารมีที่แม่กาเผือกได้กระทำไว้ ทำให้แม่กาเผือกได้ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ส่วนลูกทั้ง 5 ของแม่กานั้นก็ถูกน้ำพัดพาไป ไข่ใบแรก         แม่ไก่นำไปเลี้ยง ไข่ลูกที่สอง       แม่นาค(หรืองู)นำไปเลี้ยง ไข่ลูกที่สาม       แม่เต่านำไปเลี้ยง ไข่ลูกที่สี่          แม่โคนำไปเลี้ยง(บางตำนานก็กล่าวว่าเป็นหญิงซักผ้า) ไข่ลูกที่ห้า        แม่ราชสีห์นำไปเลี้ยง   เมื่อไข่ทั้งห้าใบฟักออกมา แล้วเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มอายุได้ 16 ปี ก็อยากออกไปบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่า ชายหนุ่มแต่ละคนจึงได้ขออนุญาตแม่ของตัวเองเพื่อไปบวชตามที่ได้ตั้งใจไว้ แม่บุญธรรมทั้งห้าก็อนุญาตให้บำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ในป่า ด้วยบุญบารมีที่สะสมมาชายหนุ่มก็ออกเดินทางไปบำเพ็ญศีลแล้วก็มาพบกันโดยบังเอิญ ต่างก็ไต่ถามความเป็นมาของกันและกัน จึงรู้ว่าเป็นลูกแม่กาเผือกเหมือนกันทั้งสิ้น จากนั้นฤๅษีหนุ่มทั้งห้าจึงตั้งสัจจาธิษฐานอยากพบแม่กาเผือกของตนเอง ด้วยคำอธิษฐานของลูกๆ แม่กาเผือกจึงได้เนรมิตร่างตนเองมาปรากฏต่อหน้าลูกทั้งห้า ก่อนจะจากกันลูกๆ จึงขอให้แม่กายื่นเท้ามาให้พวกเขากราบไหว้เพื่อระลึกถึงบุญคุณ แม่กาจึงใช้ฝ้ายพันติดกันเป็นเกลียว แล้วทำให้มีลักษณะเหมือนตีนกาสามแฉก เอาให้ลูกๆ นำไปใส่ผางจุดบูชา ระลึกถึงพระคุณ จากนั้นแม่กาก็กลับไปยังสวรรค์ตามเดิม ส่วนลูกๆ ก็กลับไปบำเพ็ญบารมี และจุดประทีปบูชาแม่กาเผือกสม่ำเสมอ จนตายไปแล้วเกิดอีกหลายชาติ ชาติสุดท้ายก็มาจุติเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัลป์บนโลกมนุษย์ตามลำดับ พระพุทธเจ้าองค์แรก      ชื่อพระกกุสันธะ            เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นไก่ พระพุทธเจ้าองค์ที่สอง     ชื่อพระโกนาคมนะ         เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นนาค(หรืองู) พระพุทธเจ้าองค์ที่สาม     ชื่อพระกัสสปะ             เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นเต่า พระพุทธเจ้าองค์ที่สี่        ชื่อพระโคตมะ              เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นโค พระพุทธเจ้าองค์ที่ห้า      ชื่อพระเมตไตรยะ เพราะมีแม่บุญธรรมเป็นราชสีห์                   ในปัจจุบันเราอยู่ในช่วงของพระพุทธเจ้าองค์ที่สี่ คือ โคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า สิทธัตถะ โคตม หรือมีชื่ออื่นๆ คือ พระศากยมุนี พระพุทธโคดม มีอายุพระพุทธศาสนา 5,000 ปี ซึ่งอีกประมาณ 2,500 ปีจะเกิดเหตุการณ์กลียุค แล้วพระพุทธเจ้าองค์ที่ห้า คือ พระเมตไตรยะ หรือพระศรีอาริยเมตตรัย จะจุติลงมาบนโลกเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาใหม่อีกครั้ง           จากตำนานแม่กาเผือก จะเห็นแนวคิดของชาวล้านนา ที่ต้องการเชื่อมโยงการกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัลป์ให้สัมพันธ์กับการจุดประทีปเพื่อบูชาแม่กาเผือก โดยใช้ฟั่นเชือกสามแฉกในผางประทีป ที่เหมือนกับเท้ากา เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงแม่กาเผือก   บทความโดย นางสาวฐาปนีย์ เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่                                                                                                               
เผยแพร่เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2564 • การดู 4,884 ครั้ง
ลอยกระทง
ลอยกระทง
ลอยกระทง เป็นประเพณีหนึ่งที่จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสิบสองของไทย หากกลับไปสืบค้นหลักฐานในศิลาจารึกและเอกสารโบราณต่างๆ ไม่พบประเพณีลอยกระทง แต่จะมีประเพณีที่มีลักษณะคล้ายกับการลอยกระทง โดยในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “เผาเทียน เล่นไฟ” ซึ่งมีความหมายกว้างๆว่า ทำบุญไหว้พระ แม้แต่ในสมัยอยุธยา ทั้งเอกสารและวรรณคดี มีแต่ชื่อ “ชักโคม ลอยโคม” และแขวนโคม  คำว่า “ลอยกระทง” เริ่มปรากฏหลักฐานเด่นชัดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยโปรดให้ฟื้นฟูประเพณีพิธีการสำคัญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร จึงมีพระราชนิพนธ์หนังสือ “ตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์” โดยจะสมมุติฉากในเรื่องเป็นสมัยสุโขทัย จึงเกิดการทำกระทงด้วยใบตองแทนวัสดุอื่นๆ จุดประสงค์ของการลอยกระทงก็เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา การลอยกระทงในล้านนา เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นตามแบบประเพณีไทย ผู้ที่เริ่มการลอยกระทงในเชียงใหม่เป็นคนแรกน่าจะเป็นพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในช่วงประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐ - ๒๔๗๐ ซึ่งได้รับแบบอย่างมาจากสยาม โดยการจุดเทียนบนกาบมะพร้าวทำเป็นรูปเรือเล็ก หรือรูปหงส์ และใช้ท่อนไม้ปอทำเป็นรูปเรือ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมทั่วไป เพราะชาวล้านนายังปฏิบัติตามจารีตประเพณีเดิม ด้วยการประดับประทีปโคมไฟตามบ้านเรือน และมักจัดตั้งธัมม์หลวง หรือเทศน์มหาชาติในวัน "เพ็ญเดือนยี่" ตามประเพณีดั้งเดิมอยู่ ตามวิถีล้านนานั้น ในเทศกาลยี่เพงที่ตรงกับเพ็ญเดือนสิบสองของไทยนี้ กิจกรรมที่นิยมทำคือการตั้งธัมม์หลวง หรือเทศนาธรรมเรื่องเวสสันดรชาดก หน้าวัดตกแต่งด้วยซุ้มประตูป่าพร้อมประดับโคมไฟ ส่วนภายในวิหารก็มีการนำพืชพันธุ์ ของแห้ง และเครื่องพิธีมาจัดวางจนเต็มในวิหาร บางวัดทำเขาวงกต ซึ่งจำลองเหตุการณ์ครั้งที่พระเวสสันดรถูกขับให้ออกจากเมือง แล้วเดินเข้าป่าเพื่อบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมี โดยก่อนที่จะเข้าไปต้องผ่านเขาวงกตก่อน เพื่อให้ผู้มาฟังธรรมได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ช่วงกลางวันมักจะเป็นมีการปล่อยว่าวรม หรือว่าวตะวัน(ควัน) คือลูกโป่งกระดาษขนาดใหญ่ที่ใช้ความร้อนจากควันไฟทำให้ลอยขึ้นสู่ฟ้า ส่วนกลางคืนมีการจุดบอกไฟชนิดต่างๆ และตามผางประทีป(จุดประทีป) โคมไฟ และปล่อยว่าวไฟ ซึ่งในการจุดประทีปโคมไฟนี้ ได้มีคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปเป็นเครื่องรับรองถึงคตินิยมในการจุดประทีปโคมไฟ สังเกตได้ว่าประเพณียี่เป็งดั้งเดิมของชาวล้านนา มีพื้นที่ในการจัดพิธีจะอยู่ในวัด และให้ความสำคัญกับการสร้างอานิสงส์ผลบุญในวันศีลหลวง(วันพระใหญ่)           เทศกาลลอยกระทงของเชียงใหม่ หรือประเพณียี่เป็ง เริ่มเมื่อครั้งที่นายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ.๒๔๙๐ นั้น ก็ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยส่งเสริมให้มีกิจกรรมในการลอยกระทงมากขึ้น และมีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนท่าแพโดยเฉพาะบริเวณหน้าพุทธสถาน ประเพณีการลอยกระทงที่จังหวัดเชียงใหม่มีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ โดยจัดให้มีการลอยกระทงสองวันคือในวันยี่เพงหรือวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง จะมีการลอยกระทงขนาดเล็ก และในวันแรม 1 ค่ำ จะมีการลอยกระทงหรือประกวดกระทงขนาดใหญ่ โดยเริ่มกันที่หน้าเทศบาลเมืองเชียงใหม่ไปถึงสะพานนวรัฐ แต่ภายหลังมีการยอมรับและนำไป "ลอยกระทง" กันทั่วไป รูปแบบกระทงในช่วงแรกจัดทำกระทงหรือแพหยวกกล้วย ให้มีขนาดและรูปร่างตามต้องการ เมื่อจุดธูปเทียนแล้วจึงปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ ถ้ากระทงนั้นทำด้วยชิ้นกาบกล้วยขนาดฝ่ามือ มีเทียนปักแล้วหรือวางประทีปแล้วจุดปล่อยให้ลอยตามกันไปเป็นสายก็เรียกว่า กระทงสาย ถ้าทำเป็นแพหยวกกล้วยหรือกระทงใบตองขนาดกว้างประมาณ ๑ คืบถึง ๑ ศอก ก็อาจมีการประดับด้วยดอกไม้ธูปเทียน และอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อความสวยงามและอาจใส่เงินลงไปด้วย กระทงดังกล่าวนิยมเรีอกระทงหน้อย ส่วนกระทงขนาดใหญ่ซึ่งนิยมจัดเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ โดยเจตนาให้เป็นทานนั้นเรียกว่า สะเพา คือสำเภา และกระทงทำขึ้นเพื่อการประกวดนั้นมักตกแต่งเป็นรูปต่างๆ และมี "นางนพมาศ" เป็นจุดสนใจประจำแต่ละกระทงนิยมเรียกว่ากระทงใหญ่           ภายหลังประเพณียี่เป็งถูกลดทอน และนำเพียงภาพสัญลักษณ์บางอย่างออกจากวัดและชุมชนไปสู่หน่วยงานราชการ และส่วนกลางของจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยขาดการเชื่อมโยงที่มาของพิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิม เช่น การขอความร่วมมือหน่วยงานจัดทำซุ้มประตูป่า การแข่งขันปล่อยโคม การแห่ขบวนรถกระทง เป็นต้น หัวใจสำคัญของประเพณียี่เป็งล้านนาด้วยการฟังธรรมในพิธีตั้งธัมม์หลวงจึงค่อยๆ เลือนหายไปจากชุมชน เปลี่ยนเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานรื่นเริงในการพบปะสังสรรค์ ร้องรำทำเพลง และลอยกระทงริมฝั่งน้ำ ตามสมัยนิยมที่พัฒนาไปพร้อมกับสังคม   บทความโดย นางสาวฐาปนีย์ เครือระยา นางสาวปรียาลักษณ์ ใจสัตย์   อ้างอิง ปรานี วงษ์เทศ. ประเพณี 12 เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอดของคน. กรุงเพพฯ : มติชน. 2548. พัชรเวช สุขทอง. ลอยกระทง เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงหรือ?. เว็บไซต์ https://www.silpa-mag.com. เผยแพร่ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 #พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนามช. #เรือนโบราณ #พิพิธภัณฑ์ฯในเชียงใหม่ #CMULHM #LannaHouseMuseum
เผยแพร่เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2564 • การดู 446 ครั้ง