ดอกสัก

ปรัชญา ศาสนา ความเชื่อฯ


ทั้งหมด 331 รายการ
 
 
"ไม้คู่เรือน" ต้นไม้มงคล

ต้นไม้มงคล 1.ทิศบูรพาหรือทิศตะวันออกต้นมะขาวต้นไผ่ 2.ทิศอาตเนย์หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ต้นสารภีต้นแคต้นไผ่รวก 3.ทิศทักษิณหรือทิศใต้ต้นมะม่วงต้นไผ่รวก 4.ทิศหรดีหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ต้นแค 5.ทิศปัจฉิมหรือทิศตะวันตกต้นส้มซ่าต้นขนุนต้นมะขามป้อม 6.ทิศพายัพหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือต้นพันจำต้นปอต้นพุทรา 7.ทิศอุดรหรือทิศเหนือต้นมะพร้าวต้นทองกวาวต้นสมอต้นพุทรา 8.ทิศอิสานหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือต้นมะตูม ฉะนั้นที่ดินใดที่เป็นที่อยู่อาศัยถ้ามีต้นไม้ขึ้นตามทิศทางดังกล่าวให้คงไว้หากไม่มีก็ควรหามาปลูกจักวุฑฒิจำเริญด้วยข้าวของสัมปัตติคือเจริญด้วยข้าวของสมบัติมากนักแล   อ้างอิง:หนังสืออบรมสล่าเรือนล้านนาโครงการรวบรวมฐานข้อมูลสล่าสร้างสถาปัตยกรรมล้านนา ขอขอบคุณภาพประกอบ:จากการค้นหาเว็ปไซต์google
เผยแพร่เมื่อ 5 ตุลาคม 2564 • การดู 155 ครั้ง
ลักษณะเฮือน
ลักษณะเฮือน"ขึด"

ขึดหมายถึงเสนียดจัญไรอัปมงคล ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองขึดมีหลายประเภทเช่นขึดเกี่ยวกับวัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเมือง สาธารณประโยชน์ ตลาด พื้นที่ทางการเกษตรต้นไม้สัตว์ที่อยู่อาศัย เป็นต้น เฉพาะที่อยู่อาศัยนั้นการเลือกที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยชาวล้านนาจึงมีการบอกเล่าในเรื่องของเคหสถานผ่านการจดจำและบันทึกเป็นตำรากำหนดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างหรือเข้าอยู่อาศัยในบ้านเรือนที่มีลักษณะ“ขึด”คือเรือนที่ไม่เป็นมงคลนั่นเอง ลักษณะเรือนของคนล้านนา     ส่วนหนึ่งเป็นตำแหน่งหรือสถานที่ตั้งอยู่อาศัยส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของระยะเวลาของการสร้างและอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนประกอบของตัวอาคารขนาดและจำนวนของบางสิ่งรวมทั้งเรือนที่มีประวัติที่ไม่พึงประสงค์  ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ส่วนแรกคือตำแหน่งหรือสถานที่ตั้งที่อยู่อาศัยเช่นเรือนที่สร้างกลางเนินสูงมีสัณฐานเหมือนกระดองเต่าเรือนที่สร้างสูงกว่าพระพุทธรูปที่อยู่วัดเรือนที่สร้างแนวตรงกับพระประธานเรือนที่สร้างทับหรือปลูกคร่อมแม่น้ำเก่า  คร่อมถนนหนทางเดิมคร่อมหรือทับวัดร้างป่าช้าร้างบ้านร้างเรือนที่ปลูกคร่อมจวมปลวกปลักควายหลักตอบ่อน้ำสระน้ำตาน้ำ เรือนที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำลำห้วยไหลมารวมกันเรือนที่ตั้งในบริเวณทางหลวงทางแยก เรือนที่มีน้ำไหลบ่าเข้าบ้าน รวมถึงเรือนที่มียุ้งข้าวอยู่ทิศหัวนอนเรือนที่อยู่ตรงกลางระหว่างยุ้งข้าวสองหลังเป็นต้น ในส่วนที่เป็นระยะเวลาเช่น“เรือนท่าวลุก”คือเรือนหลังเดียวใช้เวลารื้อถอนและสร้างเสร็จในวันเดียวหรือเรือนสองหลังสร้างเสร็จพร้อมกันในวันเดียว ถือว่าเป็นเรือนที่เข้าลักษณะ“ขึด” ด้านส่วนประกอบของตัวอาคารเช่น “เรือนภิแลกล้ำ”ได้แก่เรือนกับยุ้งข้าวสร้างติดเป็นเรือนร่วมกันเรือนหลังหนึ่งมีห้องสองห้องขนาดเท่ากันโดยที่ห้องหนึ่งอยู่ทิศตะวันออกอีกห้องอยู่ทิศตะวันตกเป็นเรือนขึด เรือนที่ใช้ไม้เก่าจากเรือนหลายหลังมารวมกันสร้างเรือนที่ใช้ไม้เก่าและไม้ใหม่คละกันสร้างเรือนที่ใช้ไม้เก่าจากยุ้งข้าวเรือนที่ถูกขยายให้กว้างออกหรือลดขนาดให้แคบลงที่เรียก“สืบชานรานเรือน” เรือนที่ถูกขยายประตูหรือเจาะประตูเพิ่มภายหลังเรือนที่มีประตู4ประตูมีหน้าต่าง9ช่อง  เรือนสองหลังมีประตูตรงกันเรือนที่มีเสาเป็นรูกลวงตั้งแต่โคนเสาถึงปลายเสาเรือนที่มีรอยแตกตั้งแต่โคนถึงปลายเสา เรือนมีเสา“ตาน้ำย้อย”คือที่เสามีน้ำย้อยออกจากตาไม้   เสามี“ตาไฟยาม”คือเสาที่มีตาไม้อยู่สูงจากคาน2ศอก  เรือนที่มีเสาขนาดเล็กกว่าขื่อและแป          ส่วนเรือนที่มีประวัติไม่พึงประสงค์เช่นเรือนที่เคยถูกโจรตัดช่องลักของตรงบริเวณเสามงคลหรือบริเวณเสาใหญ่ที่อยู่หัวนอน และเรือนที่เคยมีคนตายบนเรือนมาแล้ว3ศพเป็น“เรือนขึด”ไม่ควรเข้าอยู่อาศัย ตัวอย่างเรือนที่กล่าวมาถ้าผู้ใดปลูกสร้างหรือเข้าอาศัยก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ความหายนะนานัปการเช่นประสบเภทภัยโรคร้ายรุมเร้าทรัพย์สินเงินทองร่อยหรอเกิดถ้อยคดีความสมาชิกในครอบครัวได้รับความเดือดร้อนต่างๆนานาเป็นต้นดังนั้นชาวล้านนาหากไม่ปรารถนาจะได้รับสิ่งอัปมงคลก็จะพยายามปฏิบัติตามความเชื่อที่ยึดถือสืบต่อกันมา       ข้อมูลโดย:สนั่นธรรมธิ       ภาพประกอบโดย:สุขธรรมโนบาง  
เผยแพร่เมื่อ 30 กันยายน 2564 • การดู 338 ครั้ง
"ขึด"บนเฮือนล้านนา

ขึดหมายถึงเสนียดจัญไรอัปมงคลการกระทำใดๆที่อยู่ในลักษณะไม่ดีไม่งามหรือไม่ควรกระทำชาวล้านนาเรียกลักษณะนี้ว่าขึดหากฝืนกระทำผู้นั้นจะ“ตกขึด”คือได้รับผลร้ายตามมาในความเชื่อของชาวล้านนานั้นมีหลายประเภทอาทิเกี่ยวกับวัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเมืองสาธารณประโยชน์ตลาดพื้นที่ทางการเกษตรต้นไม้สัตว์การสร้างที่อยู่อาศัยคนตายและพฤติกรรมโดยทั่วไปเป็นต้น พฤติกรรมบางอย่างที่ดูจะเป็นสิ่งใกล้ตัวและโยงเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวมากขึ้นได้แก่ขึดที่เกิดขึ้นบนเรือนที่อยู่อาศัยนั่นเองในทีนี้จะขอยกเอาเฉพาะ“ขึด”บนเรือนมานำเสนอเป็นลำดับไป วิถีปฏิบัติบนเรือนของคนล้านนาส่วนหนึ่งเป็นการไม่ให้ความเคารพยำเกรงต่ออาคารที่อยู่อาศัยข้าวของเครื่องใช้และอาวุโสส่วนหนึ่งเป็นมารยาทส่วนหนึ่งเป็นความไม่เหมาะสมและอีกส่วนคือขัดต่อความเป็นปกติวิสัยดังตัวอย่างต่อไปนี้          ส่วนแรกเช่นใช้เท้ากระทืบเชิงบันไดเหยียบหรือนั่งหัวบันไดธรณีประตูเตาไฟเดินกระแทกเท้าบนเรือนก้าวเท้าข้ามเตาไฟหม้อไฟสำรับข้าวใช้เท้าดันฟืนเข้าในเตาไฟทุบตีบ้านเรือนข้าวของเสื้อผ้ายืนค้ำหัวผู้ใหญ่กวาดพื้นให้ลมถึงผู้ใหญ่ด่าทอผู้ใหญ่ร้องรำทำเพลงผิวปากเล่นดนตรีเคาะถ้วยชามเครื่องใช้ในครัวให้เกิดเสียงดังบนเรือนขึดนัก          ในส่วนที่เป็นมารยาทอย่างการกินเช่น“กินบกจกกลาง”คือเลือกกินข้าวเฉพาะตรงกลางไหหรือกระติบกินข้าวทำปากเสียงดังจ๊วบจ๊าบยกถ้วยซดน้ำแกงใช้ช้อนขอดถ้วยแกงขึดนัก          ด้านความไม่เหมาะสมเช่นตากผ้าตากเครื่องประดับบนหลังคาตากผ้าทิศหัวนอนตากผ้าทิศตะวันออกเรือนเหยียบหรือนั่งบนหมอกหมอนหนุนหัวนำเอามุ้งมาห่มนอนเอาชิ้นส่วนของเสื้อมาปะซ่อมผ้านุ่งที่ฉีกขาดซักผ้าซิ่นกับเสื้อผ้าของพ่อบ้านในภาชนะเดียวกันเอาของต่ำเช่นรองเท้าผ้าซิ่นกางเกงหนุนหัวนอนหรือเอาไว้บนหัวนอนขึดนัก          ส่วนที่ขัดต่อความเป็นปกติวิสัยได้แก่นั่งคาบันไดคว่ำหม้อแล้วใช้เป็นที่นั่งนั่งบนดุมเกวียนล้อเกวียนเอาหม้อที่ใช้นึ่งมาใช้เป็นหม้อแกงเอาเครื่องใช้ในครัวเป็นอาวุธทำร้ายกันขึดนัก          นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าพฤติกรรมบางอย่างก็ทำให้ตกขึดได้เช่นนั่งเฝ้าคนนอนหลับนั่งอาศัยร่มเงาคนอื่นนอนบริเวณที่เป็นแนวตรงกับประตูหรือหน้าต่างนอนบริเวณที่อยู่ในแนวตรงของขื่อนอนเวลาพลบค่ำช่วงพระอาทิตย์ตกดินโยนเด็กโยนเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับขึ้นอากาศทะเลาะวิวาทกันแล้วพาลทุบตีทำร้ายสัตว์เลี้ยงเอาสากเคาะปากครกเอาสากครกจุ่มลงในหม้อแกงเอาซี่ไม้กวาดหรือเศษหญ้าคาที่มุงหลังคาจิ้มฟันเอาช้อนเอาจวักตักข้าวในยุ้งข้าวหรือตักน้ำในลำห้วยนำรูปช้างเสือราชสีห์นาคและราหูมาไว้ในเรือนก็ขึดเช่นกัน          จากตัวอย่างที่กล่าวมาถ้าผู้ใดฝ่าฝืนประพฤติผิดก็จะได้รับผลที่ไม่พึงปรารถนาเช่นประสบเภทภัยโรคร้ายรุมเร้าทรัพย์สินเงินทองร่อยหรอเกิดถ้อยคดีความสมาชิกในครอบครัวได้รับความเดือดร้อนต่างๆนานาเป็นต้นจึงต้องมีการแก้ไขด้วยการนิมนต์พระสงฆ์หรือเชิญอาจารย์ประจำหมู่บ้านมาช่วยผ่อนร้ายใก้กลายเป็นดีด้วยการประกอบพิธีกรรม“ส่งขึด”หรือ“ถอนขึด”ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณกาล   เขียนโดยอาจารย์สนั่นธรรมธิ
เผยแพร่เมื่อ 28 กันยายน 2564 • การดู 280 ครั้ง
สะเลียม
สะเลียม

สะเลียมคือสะเดาชื่ออังกฤษว่าSiameseNeemTreeชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAzadirachtaindicaA.Juss.var.siamensisValetonอยู่ในวงศ์MELIACEAEเป็นพืชยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง10-15 เมตรเป็นไม้ผลัดใบลำต้นมีเปลือกหนาสีน้ำตาลเเตกเป็นสะเก็ดเเผ่นใหญ่ติดอยู่ไม่หลุดร่อนง่ายเเตกกิ่งก้านสาขามากใบเป็นใบประกอบมีใบย่อยจำนวนมากก้านใบรวมยาว4-8เซนติมเตรก้านใบย่อยสั้นใบรูปหอกขอบใบหยักเเบบฟันเลื่อยผิวใบเป็นมันเรียบดอกออกเป็นช่อประกอบด้วยดอกย่อยเป็นจำนวนมากกลีบเลี้ยงขนาดเล็ก5อันเเยกกันกลีบดอกสีขาว5อันเเยกกันรูปร่างขอบขนานกันปลายมนฐานเรียวเล็กลงเกสรตัวผู้10อันมีก้านชูติดกันเป็นหลอดชูสูงขึ้นมีอับเรณูติดอยู่ปลายหลอดเกสรตัวเมียมีรังไข่1ห้องผลเป็นแบบนุ่มเมื่อสุกมีสีเหลืองมี1เมล็ดลักษณะกรมรีระยะเวลาการออกดอกคือเดือนธันวาคม-มีนาคมมักพบสะเดาขึ้นตามดอนหัวไร่ปลายนาไม่พบบนภูเขา  คนไทยสมัยก่อนถือว่าต้นสะเดาเป็นไม้มงคลหากปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆส่วนในบางพื้นที่เชื่อกันว่ากิ่งและใบของต้นสะเดาจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจได้และด้วยความเป็นมงคลนี่เองต้นสะเดาจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีส่วนสะเดาช้างได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ประจำจังหวัดสงขลา
เผยแพร่เมื่อ 16 มีนาคม 2564 • การดู 355 ครั้ง
เอื้องเผิ้ง (เอื้องผึ้ง)
เอื้องเผิ้ง (เอื้องผึ้ง)

เอื้องเผิ้งหรือเอื้องผึ้งเป็นกล้วยไม้ที่เกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าDendrobiumlindleyiSteud-Syn.:aggregatumRoxb.ลำลูกกล้วยเบียดกันแน่นรูปลักษณะแบบกล้วยยาวราว2-3นิ้วลำลูกกล้วยหนุ่มจะอวบอ้วนพอลำแก่ๆขึ้นจะค่อยๆมีรอยย่นแต่ละลำมีเพียง1ใบใบสีเขียวเข้มยาวรีประมาณ1นิ้วช่อดอกออกด้านข้างลำลูกกล้วยยาวประมาณ7นิ้วมีดอก7-20ดอกหรือมากกว่านี้ดอกสีเหลืองอ่อนเมื่อแรกบานแล้วสีจะค่อยๆเข้มขึ้นปากสีเหลืองทองกลีบนอกรูปไข่ตั้งกลีบใบรูปไข่เกือบกลมละกว้างกว่ากลีบนอกเท่าหนึ่งปากยาวรีไปทางขวางขอบแผ่นปากจักเป็นซี่ละเอียดดอกบอบบางและบานไม่นานนัก          พบขึ้นทุกภาคยกเว้นภาคใต้มักพบตามป่าผลัดใบขึ้นตามกิ่งไม้ที่แดดส่องถึงออกดอกราวเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ดอกเอื้องชนิดนี้เป็นที่นิยมของเหล่าช่างฟ้อนชาวล้านนาทั้งหลายที่จะนำไปเกี้ยวมวยผมในการฟ้อนเนื่องในการเฉลิมฉลองสมโภชต่างๆ    ข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่15
เผยแพร่เมื่อ 2 มีนาคม 2564 • การดู 748 ครั้ง
ดอกหอมหมื่นลี้
ดอกหอมหมื่นลี้

ดอกหอมหมื่นลี้ต้นที่ส่งกลิ่นหอมไกลไปทั่วบริเวณบ้านรัศมีสิบเมตรดังชื่อของต้นนั่นเองคนนิยมปลูกกันมีอยู่สองสายพันธุ์คือดอกสีขาวนวลและดอกสีเหลืองทองอาทิในภาพนี้จะเป็นสายพันธุ์สีเหลืองทองส่วนใหญ่นิยมปลูกกันมากทางภาคเหนือถ้าปลูกในที่มีอากาศเย็นใบและกลีบดอกจะหนามากเป็นไม้ที่โตช้ามากกว่าชนิดอื่นดอกแห้งใช้นำมาอบทำน้ำหอมชงน้ำชาหรือทำเหล้าจีนเพื่อให้กลิ่นหอมหวานหอมไกลเป็นหมื่นลี้ดอกไม้ชนิดนี้แม้จะออกดอกทีละไม่มากแต่กลิ่นของดอกต้นนี้นั้นจะหอมมากโดยหอมหมื่นลี้เป็นดอกไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดทางบริเวณตอนกลางภาคใต้และทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนแต่ในปัจจุบันพบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกส่วนของประเทศซึ่งต้นหอมหมื่นลี้จัดเป็นต้นไม้ประเภทพุ่มเตี้ยๆลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็กแต่บางพันธ์มีความสูงได้ถึง8เมตรเรือนยอดรูปไข่ส่วนดอกจะออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือบริเวณซอกใบเป็นดอกเล็ก12-25ดอกมี4กลีบปลายงุ้มเข้าหากันสีขาวนวลหรือเหลืองทองดอกจะออกช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ดอกจะบานพร้อมกันทั้งช่อหากออกเต็มต้นจะสวยงามมากพร้อมกับส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวันดอกหอมหมื่นลี้สามารถนำมาทำเครื่องดื่มชา,ไวน์และยารักษาโรคหรือแม้กระทั่งนำมาสกัดเป็นหัวน้ำหอมซึ่งลำต้นของมันเป็นวัสดุชั้นยอดในการทำไม้แกะสลักและเปลือกไม้ยังสามารถนำมาสกัดเป็นสีย้อมได้   ข้อมูลอ้างอิง: https://idofragrance.com
เผยแพร่เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2564 • การดู 5,378 ครั้ง
ส้มป่อยกับพิธีกรรมชำระสิ่งอัปมงคล
ส้มป่อยกับพิธีกรรมชำระสิ่งอัปมงคล

ส้มป่อย “ส้มป่อย”ชื่อวิทยาศาสตร์คือAcaciaconcinna(Wild.)D.C.ในวงศ์LEGUMINOSAE–MIMOSOIDEAEชาวล้านนาใช้ฝักแห้งในพิธีกรรมชำระสิ่งอัปมงคลในวรรณกรรมชาดกเรื่อง“พรหมจักร”กล่าวถึงเรื่องของส้มป่อยตอนที่ควายทรพีต่อสู้กับควายทรพาผู้เป็นพ่อนั้นควายทรพีใช้เขาขวิดซุ้มเถาส้มป่อยที่เปียกอยู่น้ำส้มป่อยได้ตกลงชะโลมตัวควายทรพีจนเปียกชุ่มและเมื่อต่อสู้กันควายทรพาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกขวิดตายในที่สุดเรื่องนี้เป็นเหตุหนึ่งของความเชื่อในอานุภาพของน้ำส้มป่อยในด้านวิธีปฏิบัติจะใช้ฝักแห้งปิ้งไฟให้เกรียมจนมีกลิ่นหอมซึ่งกล่าวกันว่าส้มป่อยที่ผ่านการปิ้งไฟจะมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มขึ้นจากนั้นนำไปแช่ในน้ำสะอาดที่มีผงขมิ้นละลายเจืออยู่เรียกน้ำนี้ว่า“น้ำขมิ้นส้มป่อย”ภายหลังไม่นิยมใช้ขมิ้นแต่นิยมเติมน้ำหอมและดอกแห้งของดอกไม้หอมเช่นดอกคำฝอยประยงค์พยอมและสารภีเป็นต้นอนึ่งฝักส้มป่อยที่พึงประสงค์ควรเป็นส้มป่อยที่เก็บในวันเพ็ญเดือนห้าเหนือไม่ขึ้นในป่าช้าไม่ขึ้นบริเวณทางแยกและไม่เป็น“ส้มป่อยงำเงา”คือขึ้นริมน้ำและมีเงาพาดบนหิวน้ำที่สำคัญยิ่งควรเลือกฝักที่มีเจ็ดข้อและใช้จำนวนเจ็ดฝักจึ้งจะศักดิ์สิทธิ์นักแล
เผยแพร่เมื่อ 28 มกราคม 2564 • การดู 1,634 ครั้ง