ดอกสัก

วิดีทัศน์ล้านนา


ทั้งหมด 16 รายการ
 
 
ต๋ำบ่าโอ - ตำส้มโอ ต๋ำบ่าโอ - ตำส้มโอ
ต๋ำบ่าโอ - ตำส้มโอ

วัตถุดิบหลัก  ส้มโอ   วัตถุดิบ  1.ตะไคร้  2.พริกขี้หนู 3.ผักชีฝรั่ง 4.พลูลิง 5.กระเทียม 6.มะเขือเปราะ เครื่องปรุง น้ำปู๋กะปิน้ำอ้อยเกลือ  วิธีทำโดยแกะเนื้อส้มโอเตรียมไว้เครื่องปรุงประกอบด้วยกระเทียมพริกขี้หนูกะปิน้ำปูปรุงรสด้วยเกลือน้ำอ้อยหรือน้ำตาลบางแห่งนิยมใส่ปลาร้าตามใจชอบนำมาโขลกเข้าด้วยกันพอละเอียดแล้วใส่เนื้อส้มโอตะไคร้ซอยซอยมะเขือเปราะซอยใบผักชีฝรั่งซอยโขลกเบาๆคลุกเคล้าให้เข้ากันบางสูตรจะใส่ละมุดดิบปอกเปลือกลงไปด้วยโดยโขลดละเอียดให้เข้ากันกับเครื่องปรุงข้อมูลอ้างอิง:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่5
เผยแพร่เมื่อ 18 สิงหาคม 2564 • การดู 222 ครั้ง
เฮือนไทลื้อ หม่อนตุด - พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. (ภาษายอง) เฮือนไทลื้อ หม่อนตุด - พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. (ภาษายอง)
เฮือนไทลื้อ หม่อนตุด - พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. (ภาษายอง)

การเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเรือนไทลื้อ(หม่อนตุด)ภายในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนามช.ซึ่งบรรยายโดยเจ้าของภาษายองซึ่งอยู่ในชาติพันธุ์ล้านนา         เรือนหม่อนตุดเป็นเรือนของชาวไทลื้อที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างรูปแบบเรือนไทลื้อกับเรือนแบบไทยวน โดยกลุ่มชาวไทลื้อจากมณฑลยูนาน ตอนใต้ของจีนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ตั้งแต่อดีต ซึ่งแต่เดิมเรือนหลังนี้เป็นของนางตุดใบสุขันธ์ชาวไทลื้อบ้านเมืองลวงตำบลลวงเหนืออำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่  สร้างเรือนขึ้นเมื่อพ.ศ.2460โดยพ่อน้อยหลวงสามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้นเองเริ่มจากการซื้อเรือนไม้เก่าจากบ้านป่าก้างอำเภอดอยสะเก็ดแล้วใช้ช้างถึง3เชือกพร้อมวัวควายที่พ่อน้อยหลวงมีอยู่ไปชักลากมานำมาสร้างเป็นเรือนไม้ที่มีรูปทรงเรียบง่ายตามแบบเรือนสามัญชน            ปลายปี2534อาจารย์ศิริชัยนฤมิตรเรขการได้ทราบเรื่องการประกาศขายเรือนของหม่อนตุดจากดร.ธเนศวร์เจริญเมืองอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงตัดสินใจซื้อไว้แล้วมอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเก็บรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการอนุรักษ์เรือนโบราณล้านนาและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนทั่วไปได้ศึกษา            เรือนหม่อนตุดเป็นเรือนไม้ขนาดกลางมุงหลังคา“แป็นเกล็ด”ลักษณะเป็น“เรือนสองหลังหน้าเปียง”หมายถึงมีเรือนจั่วสองหลังวางต่อกันในระนาบเดียวกัน   องค์ประกอบของเรือน2หลังคือห้องด้านตะวันออกเป็น“เฮือนนอน”โล่งกว้างสำหรับสมาชิกในครัวเรือนจะนอนรวมกันในห้องนี้โดยใช้“ผ้ากั้ง”มีลักษณะเป็นเหมือนผ้าม่าน ใช้กั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆตามช่วงเสา ส่วนเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันตกคือ“เฮือนไฟ”หรือห้องครัวอยู่ระดับเดียวกับพื้นเรือนนอนตรงกลางระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันทำเป็นรางน้ำฝนเรียกว่า“ฮ่อมริน” ด้านข้างเรือนไฟทำเป็นระเบียงยาวเชื่อมกับชานหลังบ้าน มีบันได2ด้านคือที่ชานหน้าและชานหลังบ้าน หน้าเรือนทั้งสองเป็นพื้นที่โล่งไม่มีผนังกั้นเรียกว่า“เติ๋น”เป็นที่ทำงานบ้านเช่นทอผ้าปั่นฝ้ายจักสานและเป็นที่นั่งพักผ่อนในช่วงเวลากลางวัน ฝาเรือนด้านตะวันออกของเติ๋นมี“หิ้งพระ”ทำเป็นชั้นวางเพื่อสักการะบูชาพระพุทธรูปหรือเก็บรักษาเครื่องรางของขลังถัดจากเติ๋นออกมานอกชายคาคือ “ชาน” เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาแล้วเชื่อมกับบันไดทางขึ้นเรือน ด้านข้างชานมี “ฮ้านน้ำ” วางหม้อน้ำสำหรับดื่ม  ด้านล่างเป็นใต้ถุนสูงสร้างคอกวัวควายและมีครกมองตำข้าว
เผยแพร่เมื่อ 17 สิงหาคม 2564 • การดู 140 ครั้ง
วิธีการทำข้าวต้มถั่วดิน วิธีการทำข้าวต้มถั่วดิน
วิธีการทำข้าวต้มถั่วดิน

  ข้าวต้มถั่วดินหรือข้าวต้มมัดของคนล้านนา ชาวล้านนานิยมทำกันในช่วงของเทศกาลปี๋ใหม่เมืองเข้าพรรษาออกพรรษางานศพงานบุญต่างๆเป็นอาหารว่างสำหรับต้อนรับแขกที่มาร่วมงานและยังเป็นหนึ่งโภชนาหารสำหรับพิธีกรรมต่างๆในล้านนาอีกด้วยข้าวต้มมัดเป็นอาหารประเภทขนมหรือของกินเล่นหรือกินให้อิ่มท้องก็ได้ทำจากข้าวเหนียวโดยนำข้าวเหนียว(ข้าวสาร)ไปแช่น้ำให้อิ่มตัวหลังจากนั้นสะเด็ดน้ำออกแล้วนำมาห่อด้วยใบตองใส่ถั่วลิสงดิบ(ถั่วดิน)หรือกล้วยน้ำว้าก็ได้เมื่อห่อได้2-4ลูกจึงนำมาห่อรวมกันให้แน่นเป็น1มัดอีกครั้งแล้วนำไปต้มให้สุกนอกจากนี้บางตำราในขณะที่ต้มข้าวต้มนั้นมักมีการใส่ชู้ข้าวต้มลงไปด้วย(ชู้ข้าวต้มเป็นห่อใบตองเปล่าลักษณะเหมือนข้าวต้มหลอกหรือของปลอม)เชื่อว่าหากไม่ใส่ชู้ข้าวต้มลงไปต้มด้วยแล้วจะทำให้ข้าวต้มไม่สุกหรือเกิดการเสียหายได้ข้าวต้มมัด   จัดทำและเผยแพร่โดยพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2564 • การดู 904 ครั้ง
สับฟาก สับฟาก
สับฟาก

ฟากเป็นวัสดุพื้นบ้านที่ได้จากการสับท่อนไม้ไผ่ใช้ในการทำพื้นหรือผนังในอาคารที่มีอายุการใช้งานไม่ยาวนานมากนักไม้ที่นิยมใช้ทำฟากในล้านนาคือไม้ซางซึ่งเป็นไผ่นวลที่แก่หรือแก่จัดเลือกตัดไผ่ที่มีลำต้นตรงให้ท่อนมีความยาวตามความต้องการแล้วใช้ขวานหรือพร้าปลายตัดสันหนาที่เรียกว่ามีดงกสับที่ข้อให้ห่างกันประมาณ1เซนติเมตรเมื่อสับทุกปล้องแล้วจึงใช้มีดหรือขวานแล่งเพียงรอยเดียวตั้งแต่โคนถึงปลายและแบะท่อนไม้ไผ่สับนั้นหงายลงใช้มีดหรือขวานถากข้อปล้องด้านในออกและกล่อมคมที่ผิวฟากให้เรียบร้อยแล้วก็อาจนำไปใช้ได้ตามต้องการเช่นใช้ปูเป็นพื้นในตูบหรือเรือนเครื่องผูกใช้ทำเป็นฝาบ้านหรือยุ้งข้าวใช้กั้นดินหรือทรายที่ฝายฯลฯ  
เผยแพร่เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2564 • การดู 572 ครั้ง
หลังคาตองตึง หลังคาตองตึง
หลังคาตองตึง

หลังคาตองตึง          หลังคาตองตึงทำมาจากใบต้นตองตึงคือต้นพลวงในภาษากลางมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ20–30เมตรเป็นพันธุ์ไม้หลักของป่าเบญจพรรณแล้งป่าเต็งรังหรือป่าแดงที่สูงจากระดับน้ำทะเล100-600เมตร           หลังคาตองตึงใช้แพร่หลายในจังหวัดทางภาคเหนือโดยเฉพาะปัจจุบันยังพบเรือนตามชนบทของจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่อนสอนกระบวนการทำหลังคาตองตึงเกิดขึ้นในหน้าแล้งประมาณเดือนธันวาคม–มีนาคมเป็นช่วงที่ใบตองตึงกำลังร่วงเพื่อผลัดเปลี่ยนใบใหม่โดยตอนเช้าเวลาประมาณ6.00–8.00น.จะเริ่มเข้าป่าเพื่อไปเก็บใบตองตึงแห้งที่ร่วงซึ่งในช่วงเช้าของฤดูหนาวหมอกและไอน้ำช่วยให้ใบตองตึงที่แห้งอ่อนตัวลง การคัดเลือกใบไม้ที่ร่วงจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์เพราะในป่ามีพันธุ์ไม้หลากหลายโดยเฉพาะรูปทรงของใบสักใบเหียงใบตองตึงมีลักษณะคล้ายคลึงกันใบตองตึงที่นำมาใช้ได้ต้องมีขนาดใบค่อนข้างใหญ่ความกว้างของใบประมาณ20เซนติเมตรขึ้นไปก้านใบแข็งรูปใบสมบูรณ์ก่อนที่จะเย็บตองตึงนำใบตองตึงที่เก็บมาฉีดน้ำให้ทั่วพักไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง–1ชั่วโมงจากนั้นนำมาเย็บติดกับก้านไม้ไผ่ความยาวประมาณ2–3เมตรด้วยตอกเส้นที่ทำมาจากไม้ไผ่ การติดตั้งหลังคาตองตึงใช้วิธีการมัดด้วยตอกยึดแกนไม้ไผ่ของตับหลังคาเข้ากับไม้ก้านฝ้าข้อดีคือมีน้ำหนักเบาเป็นหลังคาที่ระบายอากาศได้ดีภายในตัวเรือนเย็นสบายมีอายุการใช้งาน3–5ปีหากทำกันเองในครัวเรือนก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายปัจจุบันพบเรือนที่ยังมุงหลังคาตองตึงที่บ้านเมืองปอนอำเภอขุนยวมจังหวัดแม่ฮ่องสอน  
เผยแพร่เมื่อ 5 มกราคม 2564 • การดู 1,210 ครั้ง
ว่าว ว่าวลมของเล่นในวัยเด็ก
ว่าว ว่าวลมของเล่นในวัยเด็ก

ว่าว/ว่าวลม เป็นเครื่องเล่นที่นิยมของเด็กโดยเฉพาะในหมู่เด็กชายนิยมเล่นกันในช่วงเดือนยี่สามและสี่คือตรงกับเดือนสิบสองอ้ายและเดือนยี่ของภาคกลางคือเวลาประมาณเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคมนั่นเองซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงกำลังเกี่ยวข้าวและเสร็จจากการเกี่ยวข้าวแล้วเด็กผู้ชายก็จะทำว่าวมาชักประกวดแข่งขันกันว่าว่าวของใครสูงและลอยนิ่งอยู่ในอากาศได้ดีที่สุด ว่าวที่เด็กทำขึ้นมีอยู่2แบบคือว่าวอี่หลุ้มซึ่งเป็นว่าวโครงไม้ไผ่ตรงกับว่าวอีลุ้มคือว่าวชนิดไม่มีหางและว่าวอี่หางคือว่าวอย่างเดียวกับว่าวอี่หลุ้มเพียงแต่มีหางเพิ่มขึ้นเท่านั้นในการเล่นว่าวนั้นวิธีการเล่นจะแยกไปตามระดับของผู้เล่นถ้าเด็กเล็กเล่นก็จะเล่นว่าวอี่หางคือว่าวที่มีหางเพราะว่าวจะทรงตัวในอากาศได้ดีกว่าว่าวอี่หลุ้มโดยมักจะให้ผู้ใหญ่นำเอาว่าวผูกกับเชือกที่ไม่ยาวมากนักไปโยงกับไม้แล้วยกตั้งขึ้นให้ลอยล้อลมพอเป็นเด็กระดับโตขึ้นมาอาจจะเล่นว่าวพลิกแพลงกว่าโดยเล่นว่าวอี่หลุ้มเพราะว่าวมักจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาต้องคอยดึงเชือกบังคับให้ลอยขึ้นสูงเมื่อมีประสบการณ์บังคับว่าวสูงขึ้นแล้วก็มักจะเล่นบังคับว่าวของตนไปตัดสายว่าวของผู้อื่นโดยทำป่านแก้วคือนำเศษแก้วมาจำให้ละเอียดคลุกกับแป้งเปียกแล้วเอาเชือกว่าวในส่วนที่คาดว่าจะใช้ไปตัดสายป่านว่าวตัวอื่นได้   ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่12
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2563 • การดู 649 ครั้ง
การเปลี่ยนดินขอ การเปลี่ยนดินขอ
การเปลี่ยนดินขอ

การซอนเรือนคือการซ่อมเเซมวัสดุที่ใช้มุงหลังคาเรือนโดยเฉพาะมักซ่อมตอนต้นฤดูฝนหลังจากที่ผ่านลมหลวงปีใหม่หรือพ้นช่วงพายุฤดูร้อนไปเเล้ววัสดุมุงหลังคาอาจเสื่อมสภาพชำรุดหรือถูกลมพัดเสียหายอันเนื่องจากช่วงปีที่ผ่านไปเมื่อฝนตกเเละรู้ตำเเหน่งที่หลังคารั่วเเล้วจึงจะเริ่มเเก้ไขให้ถูกจุด  ในเรือนที่มุงหลังคาด้วยดินขอหรือกระเบื้องดินเผานั้นกระเบื้องอาจชำรุดเพราะลมหลวงที่พัดผ่านหรืออาจชำรุดเพราะลูกกง(อ่านว่า"ลูกก๋ง")คือกระสุนจากหนังสติ๊กของเด็กพอฝนตกเเล้วเเละเห็นตำเเหน่งรอยรั่วพ่อเรือนจะปีนขึ้นไปเหยียบบนขัวอย้านหรือสะพานหนูซึ่งอยู่ใต้โครงหลังคาเเละดึงเอาเเผ่นกระเบื้องที่ชำรุดออกโยนทิ้งเเล้วเอากระเบื้องที่มักวางกองสำรองอยู่เป็นจุดๆตามขัวอย้านสอดเเซมเข้าไปการซอนเรือนนี้อาจทำได้เรื่อยๆเมื่อเห็นว่าเรือนรั่ว ข้อมูลอ้างอิงจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่4 
เผยแพร่เมื่อ 4 สิงหาคม 2563 • การดู 884 ครั้ง
ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง) ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง)
ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง)

ตำบ่าม่วง คือตำมะม่วงโดยเอาผลมะม่วงดิบมาปอกเปลือกออกสับแล้วฝานให้เป็นเส้นบางๆแล้วนำมาปลาย่างพริกแห้งหอมกระเทียมปลาร้าทั้งหมดย่างไฟให้สุกนำมาโขลกรวมจนละเอียดดีแล้ว(หรือใช้น้ำพริกตาแดงสำเร็จ)นำน้ำอ้อยลงโขลกด้วยจากนั้นนำมะม่วงลงไปตำคลุกเคล้าจนเข้ากันปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาตามใจชอบก็รับประทานได้แล้วนิยมรับประทานกับใบชะพลูยอดชะอมหน่อข่าดอกผักฮ้วนยอดผักเซียงดาเป็นต้น *บางสูตรอาจใส่กะปิด้วยเครื่องปรุงของตำมะม่วงนี้สามารถใช้กับตำกระท้อนตำมะยมและตำมะปรางได้ด้วย ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่๕หน้า๒๔๐๙
เผยแพร่เมื่อ 23 เมษายน 2563 • การดู 1,139 ครั้ง
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ

การรื้อย้ายเรือนที่มีอายุเก่าแก่นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก จึงต้องใช้“สล่า”คือช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการควบคุมดูแลกำกับทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรือน ก่อนที่จะรื้อย้ายต้องเตรียมการบันทึกรายละเอียดของโครงสร้างโดยเริ่มจากวัดส่วนประกอบต่างๆของตัวเรือนแล้วจึงเขียนแปลนขึ้นมา เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องหลังจากขั้นตอนการประกอบใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วซึ่งจะช่วยให้ตัวเรือนอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุดทั้งนี้สล่าจะต้องสำรวจส่วนที่ชำรุดเสียหายและส่วนใดที่มีรายละเอียดมากต้องระวังเป็นพิเศษเช่นตรวจดูว่ามี“ยันต์ฟ้าฟีก”หรือ“ยันต์หัวเสา”ของห้องนอนใหญ่หรือไม่ ซึ่งเรือนโบราณส่วนใหญ่จะพบว่ามียันต์ชนิดนี้อยู่  เนื่องจากคนล้านนาเชื่อว่าเป็นยันต์ที่ช่วยปกป้องคุ้มภัยทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยจากภูติผีปีศาจทั้งหลายหากพบยันต์บนหัวเสาแล้วจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการรื้อยันต์ออก  เพื่อไม่ให้ยันต์ชำรุดเสียหายจาการรื้อย้ายได้ ก่อนที่จะเริ่มรื้อถอนเรือนสล่าจะต้องประกอบพิธีขอขมาและบอกกล่าวกับ“ผีหอผีเฮือน”(ผีหอผีเรือน)จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำในส่วนประกอบของเรือนที่เป็นไม้ให้ชุ่มด้วยความระมัดระวัง แล้วทิ้งไว้ประมาณ20-30นาที เพื่อให้เนื้อไม้เกิดการยืดหยุ่นและไม่เปราะแตกขณะที่ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกจากกัน เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มรื้อเรือนตามขั้นตอนและวิธีการดังนี้ อันดับแรกรื้อหลังคาออกก่อนหากเป็นกระเบื้องดินขอก็ต้องถอดออกทีละแผ่นอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แตกหักเสียหายหากหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้อาจนำกระเบื้องใหม่มาทดแทนได้บ้าง เมื่อรื้อกระเบื้องออกทั้งหมดแล้วจึงเริ่มรื้อโครงหลังคาโดยวิธีการยกออกทั้งแผงเพราะหลังคาเรือน โบราณมักทำเป็นเดือยสวมทับกับจั่วในการยกจั่วออกอาจใช้รถเครนหรือรถยกเข้าช่วย ถอดฝาเรือนโดยการยกออกทั้งแผง จากนั้นจึงแกะไม้คร่าวและไม้เชน(เจน)ของฝาเรือนทั้ง4ด้านออก แกะไม้พื้นเรือนหรือฝากระดานโดยค่อยๆงัดออกจากเดือยไม้ทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง ถอดขื่อและแปโดยต้องทำรหัสตัวเลขเป็นเครื่องหมายของไม้แต่ละชิ้นก่อนถอดออก เพื่อให้ง่ายต่อการนำมาประกอบใหม่ แกะไม้ต๋งและแวง(รอด)ออกโดยต้องทำรหัสไว้ด้วยเช่นกัน ขุดเสาเรือนออกโดยขุดลึกลงไปพอประมาณแล้วรดน้ำลงในหลุม เพื่อให้ดินที่แข็งอยู่นั้นอ่อนนิ่มเป็นโคลนสะดวกต่อการถอนเสาออกจากนั้นใช้รถเครนยกถอนเสาออกจากหลุมจนครบซึ่งการถอนเสาเรือนก็ต้องทำรหัสของเสาแต่ละต้นเช่นเดียวกันกับส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้นำไปประกอบเรือนใหม่ตามตำแหน่งของเสาเอก เสานางและเสาบริวารได้อย่างถูกต้อง 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 920 ครั้ง