ดอกสัก

ศิลปกรรม หัตถกรรม ดนตรีและนาฏยกรรม


ทั้งหมด 9 รายการ
 
 
ตุงตั๋วเปิ้ง
ตุงตั๋วเปิ้ง

ปีเปิ้งหรือปีเกิดสิบสองราศีใช้รูปสัตว์12นักษัตรแทนในรอบ12ปีโดยความเชื่อเรื่องนักษัตรนี้ทั้งไทยและ ล้านนาได้รับมาจากระบบปฏิทินจีนโบราณแต่ล้านนาเปลี่ยนปีใค้(ปีกุน)จากเดิมนักษัตรหมูมาเป็นช้างแทนซึ่งการนับปีเปิ้งจะเริ่มจากปีใจ้นักษัตรหนูแล้วสิ้นสุดที่ปีใค้นักษัตรช้าง          นอกจากนั้นชาวล้านนายังมีความเชื่อเรื่องชุธาตุหรือการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนเองโดยสัมพันธ์กับปีนักษัตรเรียงตามลำดับดังนี้   1.ปีชวด(หนู)        ล้านนาเรียก     ปีใจ้    ไหว้พระธาตุศรีจอมทอง     จังหวัดเชียงใหม่ 2.ปีฉลู(วัว)             ล้านนาเรียก     ปีเปล้า ไหว้พระธาตุธาตุลำปางหลวง    จังหวัดลำปาง 3.ปีขาล(เสือ)         ล้านนาเรียก     ปียี     ไหว้พระธาตุช่อแฮ            จังหวัดแพร่ 4.ปีเถาะ(กระต่าย)   ล้านนาเรียก     ปีเหม้า ไหว้พระธาตุแช่แห้ง          จังหวัดน่าน 5.ปีมะโรง(งูใหญ่)   ล้านนาเรียก     ปีสี     ไหว้พระธาตุวัดพระสิงห์     จังหวัดเชียงใหม่ 6.ปีมะเส็ง(งูเล็ก)    ล้านนาเรียก     ปีใส้    ไหว้พระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา    ประเทศอินเดียหรือไหว้เจดีย์พุทธคยาจำลองวัดเจ็ดยอดจังหวัดเชียงใหม่ 7.ปีมะเมีย(ม้า)       ล้านนาเรียก     ปีสะง้า ไหว้พระธาตุตะโก้ง(เจดีย์ชเวดากอง)ประเทศพม่าหรือไหว้พระบรมธาตุบ้านตากจังหวัดตาก 8.ปีมะแม(แพะ)      ล้านนาเรียก     ปีเม็ด   ไหว้พระธาตุดอยสุเทพ       จังหวัดเชียงใหม่ 9.ปีวอก(ลิง)          ล้านนาเรียก     ปีสัน    ไหว้พระธาตุพนม             จังหวัดนครพนม 10.ปีระกา(ไก่)       ล้านนาเรียก     ปีเร้า  ไหว้พระธาตุหริภุญชัย        จังหวัดลำพูน 11.ปีจอ(หมา)        ล้านนาเรียก     ปีเส็ด   ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือไหว้เจดีย์วัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ 12.ปีกุน,กุญ(ช้าง)  ล้านนาเรียก     ปีใค้    ไหว้พระธาตุดอยตุง          จังหวัดเชียงราย   ในช่วงปีใหม่เมืองหรือสงกรานต์ชาวล้านนามักทำตุงปีเปิ้งหรือตุงสิบสองราศีด้วยกระดาษมีความกว้าง ประมาณ4-6นิ้วยาวประมาณ1เมตรติดรูปตัวปีเปิ้ง12ตัวเริ่มจากปีใจ้นักษัตรหนูแล้วสิ้นสุดที่ปีใค้นักษัตรช้างนำไปปักไว้ที่เจดีย์ทรายร่วมกับตุงมงคลประเภทอื่นๆในวันปีใหม่เมืองหรือใช้ปักกองทรายบริเวณที่ทำพิธีทานใจบ้านหรือแปลงบ้านการใช้ตุงสิบสองราศีนี้เชื่อว่าเป็นตัวนามประจำปีเกิดเมื่อปักตุงในพื้นที่ทำพิธีแล้วจะช่วยให้พ้นเคราะห์โศกโรคภัยในปีนั้น ข้อมูลอ้างอิง:มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.(2542).สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม6.กรุงเทพฯ:มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.หน้า2835.  
เผยแพร่เมื่อ 12 เมษายน 2564 • การดู 2,881 ครั้ง
เสวียน เครื่องสานขนาดใหญ่
เสวียน เครื่องสานขนาดใหญ่

เสวียนเป็นเครื่องสานขนาดใหญ่โดยปกติมักทำเป็นทรงกลมไม่มีก้นและไม่มีฝาสานด้วยซีกไม้ไผ่ขนาดกว้างประมาณ2-3เซนติเมตรเป็นลายข้ามตัวเสวียนมักจะกว้างประมาณ1-2เมตรตามประโยชน์ใช้สอยในกรณีที่ใช้เสวียนเป็นเครื่องป้องกันดินขอบบ่อน้ำถล่มนั้นชาวบ้านมักจะเริ่มสานเสวียนจากก้นบ่อจนสูงพ้นผิวดิน                เท่าที่มีการใช้งานทั่วไปนั้นผู้ที่ยังไม่มีฐานะดีพอที่จะสร้างยุ้งข้าวได้มักจะใช้เสวียนเป็นที่เก็บข้าวเปลือกไว้บริโภคในครัวเรือนของตนเจ้าของเสวียนจะกะขนาดของเสวียนให้พอเหมาะกับปริมาณข้าวเปลือกที่ตนทำมาหาได้ซึ่งมีปริมาณไม่มากนักถ้าจะทำยุ้งข้าวก็ไม่สมกับจำนวนข้าวที่จะเก็บหรือแม้แต่ผู้ที่มีที่นามากแต่ยังไม่มียุ้งสำหรับเก็บข้าวก็จะใช้เสวียนขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กแต่จำนวนหลายเสวียนเป็นที่เก็บข้าวเปลือกก่อนจะมีหลองเข้าหรือยุ้งข้าวเป็นที่เก็บข้าวเปลือกอย่างถาวรการใช้เสวียนเป็นการใช้ชั่วคราวเมื่อใดที่สามารถปลูกยุ้งข้าวได้ก็เลิกใช้เสวียนเมื่อนั้น                มีนิทานเรื่องการสานเสวียน ที่เล่ากันเป็นเรื่องตลกว่ามีลูกเขยมาอยู่กับเมียตอนแรกๆลูกเขยคนนี้ทำอะไรไม่ค่อยเป็นวันหนึ่งพ่อเมียใช้ให้ลูกเขยสานเสวียนลูกเขยจะบอกว่าสานไม่เป็นก็อายความจริงก็เคยเห็นคนอื่นสานมาบ้างแต่ไม่ได้สนใจเมื่อเตรียมอุปกรณ์ได้แล้วจึงลงมือสานตั้งแต่กินข้าวงาย(อาหารมื้อเช้า)แล้วจนใกล้จะกินข้าวตอน(ข้าวกลางวัน)จึงสานเสร็จพอดีฝ่ายเมียก็เตรียมสำรับข้าวอยู่บนบ้านและเรียกสามีให้ขึ้นไปกินข้าวแต่ลูกเขยใหม่ไม่รู้จะออกจากเสวียนไปได้อย่างไรเพราะไม่เคยสังเกตว่าคนอื่นสานแล้วเขาออกทางไหนทั้งนี้เสวียนเมื่อวานแล้วก็จะมีความสูงท่วมหัวจะปีนขึ้นทางปากเสวียนก็ไม่ได้เพราะไม่มีอะไรพออาศัยปีนขึ้นได้เมียก็เรียกกินข้าวอยู่นั่นแหละคิดหาทางออกอย่างไรก็คิดไม่ออกทำเอาลูกเขยเหงื่อแตกจะตะโกนถามเมียก็จะเสียเหลี่ยมพอดีมองออกมาข้างนอกเห็นน้องเมียกำลังเล่นฝุ่นอยู่จึงทำเป็นแกล้งถามน้องเมียว่า“ไอ่น้องคิงว่าพี่ชายจะออกจากเสวียนทางใดเอ้า”น้องเมียก็ตอบขึ้นทันทีว่า“พี่ชายก็พึดออกทางลุ่มน่าก่าลูกเขยจึงนึกได้และ“พึด”คือยกส่วนล่างของเสวียนข้างหนึ่งขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ลอดออกมาแล้วพูดกับน้องเมียว่า“เอ่อมึงเก่ง”  
เผยแพร่เมื่อ 18 สิงหาคม 2563 • การดู 968 ครั้ง
การเปลี่ยนดินขอ การเปลี่ยนดินขอ
การเปลี่ยนดินขอ

การซอนเรือนคือการซ่อมเเซมวัสดุที่ใช้มุงหลังคาเรือนโดยเฉพาะมักซ่อมตอนต้นฤดูฝนหลังจากที่ผ่านลมหลวงปีใหม่หรือพ้นช่วงพายุฤดูร้อนไปเเล้ววัสดุมุงหลังคาอาจเสื่อมสภาพชำรุดหรือถูกลมพัดเสียหายอันเนื่องจากช่วงปีที่ผ่านไปเมื่อฝนตกเเละรู้ตำเเหน่งที่หลังคารั่วเเล้วจึงจะเริ่มเเก้ไขให้ถูกจุด  ในเรือนที่มุงหลังคาด้วยดินขอหรือกระเบื้องดินเผานั้นกระเบื้องอาจชำรุดเพราะลมหลวงที่พัดผ่านหรืออาจชำรุดเพราะลูกกง(อ่านว่า"ลูกก๋ง")คือกระสุนจากหนังสติ๊กของเด็กพอฝนตกเเล้วเเละเห็นตำเเหน่งรอยรั่วพ่อเรือนจะปีนขึ้นไปเหยียบบนขัวอย้านหรือสะพานหนูซึ่งอยู่ใต้โครงหลังคาเเละดึงเอาเเผ่นกระเบื้องที่ชำรุดออกโยนทิ้งเเล้วเอากระเบื้องที่มักวางกองสำรองอยู่เป็นจุดๆตามขัวอย้านสอดเเซมเข้าไปการซอนเรือนนี้อาจทำได้เรื่อยๆเมื่อเห็นว่าเรือนรั่ว ข้อมูลอ้างอิงจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่4 
เผยแพร่เมื่อ 4 สิงหาคม 2563 • การดู 846 ครั้ง
เครื่องเขินล้านนา
เครื่องเขินล้านนา

วิถีคนเมืองกับเครื่องเขินล้านนา      คำว่า “เครื่องเขิน”หมายถึง ภาชนะเครื่องมือหรือ ของใช้ ที่ผลิตขึ้นโดยชาวเชียงใหม่ที่มีเชื้อสายสืบมาจากไทเขินแต่โบราณ คำนี้น่าจะบัญญัติขึ้นโดยคนไทยภาคกลาง หรือข้าราชการจากส่วนกลางที่ขึ้นมาอยู่ในภาคเหนือเมื่อประมาณ100ปีที่แล้ว เพราะว่าคำนี้มิได้ปรากฏอยู่ในภาษาพื้นถิ่นของชาวเชียงใหม่       ชาวเชียงใหม่เรียกชื่อภาชนะของใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานช่างฝีมือประเภทใด ตามลักษณะการใช้งานมากกว่าการระบุถึงวัสดุหรือเทคนิคการผลิต แม้บางครั้งอาจกล่าวถึงบ้าง ถ้าวัสดุนั้นเป็นของมีค่า เช่นขันเงิน(พานทรงสูงตีจากเนื้อเงินบริสุทธิ์) หรือแอ็บหมากคำ(ตลับใส่หมากทำด้วยโลหะทองคำ)      ไทเขิน คือชนพื้นเมือง หรือ  คนกลุ่มตระกูลไท–ลาว  ที่ตั้งรกรากสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ในที่ราบลุ่มของแม่น้ำเขิน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญดุจสายเลือดของแคว้นเชียงตุง โดยเชื้อสาย ภาษาพูด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ศิลปวัฒนธรรมชาวไทเขินเป็นชนกลุ่มหนึ่งในตระกูลไทลื้อที่กระจายอยู่ทั่วไปในลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางอยู่กันมานับพันปี     มีศูนย์กลางการปกครองสำคัญภายใต้การปกครองแบบระบบกษัตริย์เรียกว่า“สิบสองปันนา”  มีเมืองเชียงรุ่งเป็นราชธานี  แคว้นเชียงตุงมิได้ขึ้นอยู่กับสองสองพันนาโดยตรง แต่มีความสัมพันธ์และผูกพันกันอย่างใกล้ชิด   ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เจ้านายและราชวงศ์ที่ปกครองเชียงใหม่ เชียงตุงและเชียงรุ่ง มีความเกี่ยวพันฉันท์เครือญาติ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   คำว่า“เขิน”  ออกเสียงเป็นสำเนียงพื้นเมืองเชียงตุงว่า “ขืน”  ซึ่งแปลว่าย้อนขึ้น หรือขัดขืน หรือฝืน ดังนั้นแม่น้ำที่ไหลผ่านเชียงตุงจึงเรียกว่า“แม่น้ำขืน”เพราะว่าสายน้ำไหลย้อนขึ้นทางเหนือก่อนที่จะรวมเข้ากับแม่น้ำโขง ปัจจุบันเชียงตุงเป็นพื้นที่การปกครองเทียบเท่ากับจังหวัด ตั้งอยู่ในรัฐฉานตะวันออกของประเทศพม่า หรือเมียนม่าร์      เครื่องเขินในความคิดและความเข้าใจของคนทั่วไปในปัจจุบันคือภาชนะของใช้หรือของตกแต่งบ้าน ที่มีโครงภายในเป็นเครื่องจักสานทำจากวัสดุไม้ไผ่หวายหรือไม้จริง ภายนอกเคลือบทาด้วยยางจากต้นไม้รักที่มีลักษณะเป็นสีดำเพื่อให้เกิดความคงทน มีคุณสมบัติที่กันน้ำและความชื้นได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสวยงามให้แก่ผิวของภาชนะด้วย  ลักษณะที่มันเงาหรือบางทีปรับเป็นพื้นผิวลักษณะต่างๆทำให้น่าสนใจ  เครื่องเขินจีนและญี่ปุ่นมีพัฒนาการด้านการตกแต่งผิวอย่างก้าวไกลมากจนเป็นการสร้างสรรเชิงศิลปะระดับสูง   มีความวิจิตรพิสดารและความงามอย่างลึกซึ้ง      ในอดีตเครื่องเขินที่เป็นของใช้ในครัวเรือนทั่วๆไป นิยมออกแบบให้มีลักษณะแข็งแรงทนทาน  แต่มีน้ำหนักเบา ชาวล้านนาแต่เดิมมีที่อยู่อาศัยเป็นเรือนเครื่องผูก มีส่วนประกอบและโครงสร้างเป็นไม้ไผ่เสียส่วนใหญ่ ดังนั้นในวัฒนธรรมการกินอยู่จึงไม่มีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนที่ใหญ่และหนักเทอะทะ      คุณสมบัติสำคัญของเครื่องเขิน คือมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นบิดตัวได้บ้าง ไม่แตกหักเสียหายอย่างทันทีทันใดเช่นเครื่องปั้นดินเผา วัสดุการผลิตเป็นสิ่งที่เสาะหาได้ง่ายโดยทั่วไปในท้องถิ่นและเทคนิคประกอบกับการตกแต่งไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป      ในพิธีกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นพิธีเลี้ยงผีแบบพื้นเมืองหรือพิธีกรรมทางพุทธ   แต่เดิมจะต้องใช้ภาชนะเครื่องเขินเกือบทั้งสิ้นขบวนขันหมากเจ้าบ่าวไปขอลูกสาวหรือขบวนแห่นำเครื่องไทยทานไปถวายหรือแม้แต่เจ้านายเสด็จไปทางไหนจำต้องมีพานขันดอกเครื่องเขินนำขบวน ชนชั้นสูงไปไหนมาไหนจะมีบ่าวไพร่ยกขันหมากกระโถนแอ็บยาเส้นพานคนโทนำมาเป็นแถวซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องเขินมาก่อนเพิ่งมาปรับเป็นเครื่องโลหะในยุคหลังๆเมื่อไม่นานมานี้    ตามบ้านเรือนรุ่นเก่าในล้านนา เราพบเครื่องเขินของใช้อยู่ตามมุมต่างๆในตำแหน่งที่มีการใช้สอยเช่นหีบผ้าเอิบและกล่องใส่ของมีค่าอยู่บนหิ้งหรือฝ้าเพดานขันดอกขันไหว้ผีปู่ย่าบรรพบุรุษอยู่ที่หิ้งไหว้ผีหัวนอนของผู้สูงอายุขันหมากขันเมี่ยงอยู่ที่หน้าเรือนพร้อมทีจะใช้รับแขกขันโตกปุงเมล็ดผักพันธุ์พืชอยู่ในห้องครัวไฟของใช้เหล่านี้นอกเหนือจากรองรับหน้าที่ปกติในบ้านเรือนแล้วยังเป็นสมบัติที่มีไว้อวดไว้แสดงบ้านเรือนใดมีขันหมากลวดลายสวยงามย่อมเป็นเกียรติเป็นศรีแก่เจ้าของเรือนหีบผ้าเจ้าบ่าวเมื่อแห่ไปถึงบ้านเจ้าสาวย่อมบ่งถึงฐานะความมั่งมีของครอบครัวฝ่ายชายอีกทั้งลวดลายประดับยังบอกถึงรสนิยมและฐานะทางสังคมของผู้เป็นพ่อแม่    งานประเพณีฟ้อนผีมดผีเม็งเซ่นไหว้ผีบรรพชนของแต่ละสายตระกูล จำเป็นต้องใช้ภาชนะเซ่นไหว้มากมายในแต่ละครั้งญาติพี่น้องเชื้อสายเดียวกันย่อมนำเอาภาชนะขันดอกขันไหว้ของตนมาชุมนุมที่บ้านเจ้าภาพสำหรับพิธีการตระกูลใดมีเครื่องเขินขันดอกสวยงามก็เป็นที่โจษขานไม่น้อยหน้าวงศ์ตระกูลอื่นสายวงศ์ใดไม่มีภาชนะของใช้ที่วิจิตรงดงามมักจะเป็นที่ดูถูกดูแคลนในสังคมจำต้องขวนขวายหาเก็บหาเก็บหาซื้อไว้เป็นสมบัติ   คัดลอกข้อมูลมาจาก:หนังสือเครื่องเขินในวัฒนธรรมล้านนาเขียนโดยอาจารย์วิถีพานิชพันธ์
เผยแพร่เมื่อ 4 มิถุนายน 2563 • การดู 2,552 ครั้ง
วงกลองล้านนา แผ่น4
วงกลองล้านนา แผ่น4

วงกลองล้านนา LannaPercussionMusicแผ่น4 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม   เต่งถิ้ง วงเต่งถิ้งเป็นวงดนตรีประเภทปี่พาทย์เครื่องดนตรีทุกชิ้นมีเสียงดังมากประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องตีเครื่องเป่าเป็นเครื่องเป่าประเภทปี่ที่เรียกว่า“แน”มี2เลาด้วยกันคือแนหน้อย(ขนาดเล็ก)และแนหลวง(ขนาดใหญ่)ส่วนเครื่องตีไก่ระนาดเอกระนาดทุ้ม(เรียก-ป้าดไม้)ระนาดเอกเหล็ก(เรียกป้าดเหล็ก)ฆ้องวงใหญ่(เรียกกลองป่งโป้ง)และกลองใหญ่คล้ายตะโพนมอญ(เรียกกลองเต่งถิ้ง)ชื่อวง“เต่งถิ้ง”ได้จากเสียงกลองใหญ่ที่ดัง“เต่ง-ถิ้ง”โอกาสที่บรรเลงมีหลายโอกาสได้แก่งานบุญงานวัดแห่ขบวนงานศพงานฟ้อนผีนอกจากนี้ยังใช้บรรเลงประกอบการชกมวยการฟ้อนเชิงฟ้อนดาบและฟ้อนม่านมุ่ยเชียงตาอีกด้วย มองเซิง มองเซิงเป็นวงกลองพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่เป็นที่นิยมกันในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเชียงใหม่ลำพูนและลำปางคำว่า”มอง”หมายถึงฆ้องและ”เซิง”หมายถึงชุด“มองเซิง”คือ”ฆ้องชุด”ซึ่งมักใช้ฆ้องตั้งแต่5-9ใบใช้ฉาบขนาดใหญ่ตีประกอบส่วนกลองใช้กลองมองเซิงซึ่งเป็นกลางสองหน้าไม่ติดถ่วงมีลักษณะคล้ายตะโพนมอญแต่น้ำหนักเบากว่าวงมองเซิงใช้ประโคมในงานบุญของวัดขบวนแห่นาคสามเณรที่ล้านนาเรียก“ลูกแก้ว”ไทใหญ่เรียก”ส่างลอง”ขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนพื้นเมือง ปูเจ่ ปู่เจ่เป็นชื่อของกลองชนิดหนึ่งเรียกต่างกันไปเช่นปั๊ดเจ่อุเจ่อู่เจ่เป็นต้นเดิมนิยมเล่นในหมู่ชาวไทยใหญ่ซึ่งเรียกกลองชนิดนี้ว่า“กลองก้นยาว”เครื่องประกอบจังหวะของกลองปูเจ่มีฉาบขนาดกลาง1คู่ฆ้องประมาณ3-6ใบใช้ตีในขบวนแห่ตีประกอบการฟ้อนเชิงที่ชาวไทยใหญ่เรียก“ก้าลาย”และการฟ้อนดาบที่ชาวไทยใหญ่เรียก“ก้าแลว” ตึ่งนง ตึ่งนงเป็นวงดนตรีที่ประกำอบด้วยเครื่องเป่าและตีเครื่องเป่าได้แก่“แน”มี2เลาคือแนหน้อยและแนหลวงเครื่องตีได้แก่ฆ้องขนาดใหญ่(เรียกก๊องอุ้ย)ฆ้องขนาดกลาง(เรียกก๊องโหยง)ฉาบใหย่(เรียกสว่า)กลองขนาดเล็กหุ้มสองหน้าที่เรียกว่า“กลองตะหลดปด”และกลองแอวชื่อวงตึ่งนงได้มาจากเสียงกลองแอวที่มีเสียง”ตึ่ง”รับกับฆ้องที่มีเสียง“นง”ใช้ประโคมในงานบุญของวัดขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนเล็บ สะบัดชัย สะบัดชัยเป็นชื่อของกลองประเภทหนึ่งแต่เดิมใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเหตุเป็นสัญญาณโจมตีข้าศึกและตีในงานรื่นเริงต่อมาใช้ตีเป็นพุทธบูชาและประโคมในงานบุญของวัดนอกจากนี้ยังพบว่า“สะบัดชัย”เป็นชื่อทำนองที่เรียกว่า”ระบำ”ในการตีกลอง“ปูจา”(ออกเสียงปู๋จา)อีกด้วย กลองสะบัดชัยที่มีคานหามในปัจจุบันพัฒนามาจากการย่อส่วนของกลองปูชาเพื่อให้มีน้ำหนักเบาสะดวกในการหามการย่อส่วนตอนแรกย่อเหมือนของเดิมกล่าวคือมีกลองเล็กอีก2-3ใบที่เรียกว่า“ลูกตูบ”มีไม้ไผ่ที่มีลักษณะบางตีประกอบจังหวะเรียกว่า“ไม้เสะ”ภายหลังเมื่อมีการใช้ชั้นเชิงและลีลาการต่อสู้ซึ่งใช้อวัยวะที่เป็นอาวุธของผู้ตีเข้าไปด้วยจึงตัดลูกตูบและไม้เสะออก การตีกลองสะบัดชัยในปัจจุบันใช้กลองใหญ่ขนาดพอห้ามได้1ใบฉาบขนาดกลางและฆ้องตั้งแต่2-9ใบลีลาในการตีมีการใส่ชั้นเชิงในการต่อสู้และความสามารถใช้อวัยวะที่เป็นอาวุธเช่นศอกเข่าเท้าหมัดตีประกอบด้วยโอกาสที่ตีส่วนใหญ่จะตีในขบวนแห่ ถิ้งบ้อม ถิ้งบ้อมชื่อวงกลองประเภทหนึ่งมีลาลีในการตีกระชับและเร้าใจเครื่องตีประกอบด้วยกลอง(คล้ายกองยาวภาคกลาง)3-5ใบกลองสองหน้าที่เรียก“กลองตัด”1ใบฉาบขนาดกลาง1คู่ฉาบเล็กที่เรียก”ฉาบล่อ”1คู่ สิ้งหม้อง สิ้งหม้องเป็นชื่อของวงกลองประเภทหนึ่งซึ่งมีลีลาในการตีง่ายๆไม่ซับซ้อนเครื่องตีประกอบด้วยกลองสิ้งหม้องฉาบขนาดกลางและฆ้อง3-5ใบใช้ตีในขบวนแห่ครัวทานตีประกอบการฟ้อนเชิงฟ้อนดาบและขบวนแห่ทั่วไป   LannaPercussionMusicDisc4 Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:-Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region1 Teng–ting ThispieceofMusicisplayedbyloudwindandpercussioninstrumentsincludingxylophonesandalarge-sizeddrumcalledteng-ting.Itisusuallyplayedinvariousreligiousceremoniesandisalsousedtoaccompanythemartialartsdances. Mong-soeng ThisisthetraditionalmusicoftheShanswhichispopularinMaeHongSon,ChiangMai,LamphunandLumpangprovinces.Mongreferstogongsandsoengmeansaset.Togetheritmeansasetofgongwhichisplayedtogetherinsetsof5to9pieces.Itisoftenplayedinmeritmakingeventincludingordinationceremonies. Pu-che Pu-cheisthenameofalongdrumthatiswidelyusedbytheShans.Thispleceisplayedtoaccompanymartialartsdances. Tueng-nong Thisisasetofwindandpercussioninstrumentsincludingalarge-sizedgongcalledgong-ui.Itisusedtoaccompanyfingernailandcandledancesortoleadamerit-makingprocessiontothetemple. Sabat-chai Sabat-chaiisthenameofonetypeofdrumoriginallyusedtosignalanenemyattackandothers.Atthepresenttimeitisplayedonauspiciousoccasionsinthetemplewithlivelyandartfuldrummerswhostylizethedrummingwiththemartialartsdances. Thing-bom Thing-bomisanotherpercussiontypeofmusicthatisplayedatafastandlivelytempo. Sing-mong Sing-mongisatypeofdrumthatdoesnotrequireelaboraterhythm.Itisusedtoaccompanysworddancesandalsotoleadprocessions.   แผ่น4วงกลองล้านนาLannaPercussionMusic นักดนตรีผู้บรรเลงวงเต่งถิ้ง(พ.ศ.2537) นายระเด่นดวงเดชา–กลองเต่งถิ้ง นายอุดมดวงเดชา  -กลองป่งโป้ง นายหมื่นจันตะนา–แนหน้อย นายอดุลย์ดวงเดชา–แนหลวง นายบุญเชิดฃำวัง–ระนาดเอก นายประเสริฐไชยวัณณ์–ระนาดทุ้ม นายสุพจน์ฃำวัง–ระนาดเหล็ก นายอินทรัตน์มูลชัยลังการ์–ฆ้องวงใหญ่ นายประดิษฐ์ดวงเดชา–ฆ้องวงเล็ก นางวรรณาจันตะนา–ฉาบ นายอินถาไชยวรรณ–ฉิ่ง ถิ้งบอม นายชายชัยชนะ(ประสานงาน)–กลอง นายเนตรพันธ์ชัยศรี -กลอง นายธวัชชัยเทพวงศ์–กลอง นายชีพชัยชนะ-กลองตัด นายประเสริฐสุวรรณปัญญา–ฉาบ นายสนั่นธรรมธิ(ประสานงาน)–ฉาบล่อ นักดนตรีวงกลองต่างๆ มองเซิง นายเนตรพันธ์ชัยศรี–กลองมองเซิง นายเอนกพันธ์ชัยศรี–ฉาบ ปู่เจ่ นายชายชัยชนะ–กลองปู่เจ่ นายมานพ(พัน)ยารณะ–ฉาบ ตึ่งนง นายชีพชัยชนะ–กลองแอว นายชายชัยชนะ–กลองตะหลดปก นายประเสริฐสุวรรณปัญญา–ฉาบ นายอินทรัตน์มูลชัยลังการ์–แนหน้อย นายอดุลย์ดวงเดชา–แนหลวง สะบัดชัย นายสนั่นธรรมธิ–กลองสะบัดชัย นายมานพ(พัน)ยารณะ–ฉาบ จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 2,943 ครั้ง
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น 3
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น 3

ดนตรีสะล้อ–ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลง TraditionalNorthernThaiMusicแผ่น3 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ตั้งเชียงใหม่ ตั้งเชียงใหม่เป็นชื่อทำนองสำหรับประกอบการขับซอ(เฉพาะที่ใช้วงปี่ชุม)ทำนองแรกก่อนทำนองอื่นใดทั้งหมดและเมื่อขับซอทำนองต่อไปคือ“ชาวปุ”จะใช้ทำนองเชียงแสนเป็นทำนองเชื่อมเรียกว่า“กลายเชียงแสน” ชาวปุ ชาวปุหรือที่เรียกกันว่า“จะปุ”เป็นทำนองที่สองที่ช่างซอใช้ขึ้นบทซอรับจากทำนองเชียงแสน ละม้าย ละม้ายเป็นทำนองที่ช่างซอใช้ประกอบการซอเป็นทำนองที่สาม เพลงตั้งเชียงใหม่ชาวปุและละม้ายปกติใช้วงปี่ชุมบรรเลงการนำวงสะล้อ-ซึงมาบรรเลงในครั้งนี้นับเป็นงานสร้างสรรค์ที่ทำให้ท่วงทำนองเพลงได้อรรถรสแปลกออกไป น้อยไชยา เพลงน้อยไชยาทำนองเดิมคือ“ล่องน่าน”เมื่อแต่งคำซอเรื่องพระลอโดยอาศัพทำนองนี้จึงเรียก”พระลอ”ต่อมาเมื่อพระราชชายาดารารัศมีโปรดให้ท้าวสุนทรพจนกิจแต่งคำซอเรื่องน้อยไชยาขึ้นโดยใช้ทำนองนี้โดยเฉพาะตอนไชยาและแว่นแก้วนัดพบกันที่ห้วยแก้วและเพื่อให้สอดคล้องกับการฟ้อนในฉากนี้จึงมีนักดนตรีฝีมือดีแต่งสร้อยเพลง(Introduction)ก่อนการขับซอทำนองนี้จึงนิยมเรียกชื่อทำนองอีกชื่อหนึ่งคือ“น้อยไชยา” ซอเงี้ยว ซอเงี้ยวเป็นทำนองที่ใช้ประกอบในการขับซออีกทำนองหนึ่งซึ่งนิยมขับซอในเนื้อหาเศร้าสลดปัดเคราะห์อวยชัยให้พรและอำลาเจ้าภาพ ซอน่าน ซอน่านเป็นทำนองสำหรับการขับซอแบบเมืองน่านช่างซอส่วนใหญ่นิยมใช้ซอดำเนินเรื่องทำนองที่บรรเลงนี้แบ่งเป็น3ท่อนท่อนแรกสำหรับขึ้นต้นก่อนขับซอท่อนที่สองเป็นดนตรีประกอบการขับซอและท่อนที่สามสำหรับเชื่อมรับบทใหม่ ลับแล ลับแลเป็นทำนองเพลงที่ใช้ประกอบการขับซอเมืองน่านจากการให้สัมภาษณ์ของนายไชยลังกาเครือเสนศิลปินแห่งชาติครูซออาวุโสของจังหวัดน่าน(2448-2535)บอกว่าท่านเป็นเป็นผู้นำทำนองนี้มาจากอำเภอลับแลจังหวัดอุตรดิตถ์แล้วคิดเนื้อใส่ทำนองและถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ ชื่อเพลงบางแห่งเรียก“ลับแลง”ตามชื่อเดิมของเมืองลับแลสำหรับช่างซอโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เรียกทำนองนี้ว่า“ล่องน่าน”สาเหตุคงเป็นเพราะเห็นว่ามาจากเมืองน่าน เสเลเมา เสเลเมาเป็นทำนองเพลงที่ตัดตอนมาจากทำนองซอ“เงี้ยวลา”กล่าวคือตัดตอนเอาเฉพาะท่อนที่หนี่งมาเท่านั้นที่ได้ชื่อเสเลเมาเพราะคำร้องมักขึ้นต้นด้วยคำว่า“เสเลเมา”   TraditionalNorthernThaiMusicDisc3Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee -TourismAuthorityofThailand:Northernoffice,Region1 "TangChiangMaior"StartingfromChiangMai" ThisisasongwithoutoriginallyricattachedandisusedaspartofaNorthernThaimusicaldramacalledso. ChaoPu Alsoknownas"Cha-pu,"thissongisusedtoaccompanytheintroductoryrecitationinthesomusicaldrama. Lamai Thisisthethirdpieceofthesuiteusedtoaccompanythemusicaldramaso.Heretheadditionofsaloandsueng,twotypesofLanNastringinstrument,givesadistinctiveflavourtothesongwhichisusuallyplayedsolelyonwindinstruments. Noi-Chaiya Noi-ChaiyaisthenameofaheroinamusicalplaysupportedbyPrincessDararatsami,theroyalconsortofKingRamaV.ThaoSunthonphotchanakitwrotethelyricstothesongusingtheoriginalmelodyofLongNan. SoNgiao Accompanyingthesomusicaldrama,thissongisoftenusedtoemphasizesorrowandtogiveblessings. SoNan Thisisthelastpieceofathree-piecesuiteusedinthesomusicaldramainNanprovince. Lap-lae Lap-laeisthenameofadistrictinUttraraditprovincewhereMr.ChailangkaKhruea-sen,anationalartistfromNan,discoveredthesong.Thissongisalsousedaspartofthesomusicaldrama. Se-le-mao Thissongisnamedafterthelyricsthatbeginwiththeword'Se-le-mao."Itistakenfrompartofthesuiteusedintheso. ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลงแผ่น3 TraditionNorthernThaiMusic นักดนตรีวงนาคทันต์เชียงใหม่(2537) ภานุทัตอภิชนาธง(หัวหน้าวง)–ขลุ่ยสะล้อหน้อยซึงหลวง อุดมหลีตระกูล–สะล้อหน้อยกลองสะล้อกลาง ลิปิกรมาแก้ว–สะล้อกลางซึงหลวง สมบูรณ์กาวิชัย–ซึงกลางสะล้อกลางซึงหน้อย วีณาครุฑเงิน–ซึงหน้อยซึงหลวง ธนานนท์ลิขิตอนุรักษ์–ซึงหลวง วรพันธ์แสนเขียววงศ์–กลอง ฉัตรณรงค์รัตรวงศ์–ฉิ่ง ณฐพงศ์งามระเบียบ–ฉาบซึงหลวง สนั่นธรรมธิ(ควบคุมวง)–ซึงหน้อย จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 1,347 ครั้ง
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น2
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น2

ดนตรีสะล้อ–ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลง TraditionalNorthernThaiMusicแผ่น2 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ผีมดกินน้ำมะพร้าว เพลงผีมดกินน้ำมะพร้าวเป็นเพลงบรรเลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีโดยเฉพาะการฟ้อนผีมดเพลงนี้จะใช้บรรเลงขณะที่ร่างทรงกำลังดื่มน้ำมะพร้าวตามพิธีภายหลังนิยมนำไปบรรเลงในการฟ้อนผีอื่นๆเช่นฟ้อนผีเม็งผีเจ้านายผีเจ้าบ้านเป็นต้น ผีมดห้อยผ้า เพลงผีมดห้อยผ้าเป็นเพลงบรรเลงอีกเพลงหนึ่งที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีมดโดยพาะในขณะที่ผู้ที่จะฟ้อนกำลังห้อยผ้าตามพิธีของการลงผี มวย เพลงมวยเดิมคือเพลงแขกบรเทศซึ่งประพันธ์ทำนองโดยพระประดิษฐ์ไพเราะ(ครูมีแขก)ชาวล้านนานำมาประกอบการชกมวยโดยบรรเลงในอัตราจังหวะ2ชั้นชั่วขณะที่นักมวยไหว้ครูและบรรเลงในอัตราจังหวะชั้นเดียวขณะที่นักมวยชกกันนอกจากนี้ยังนิยมบรรเลงประกอบการฟ้อนเชิงฟ้อนดาบและหอกอีกด้วย มอญลำปาง เพลงมอญลำปางเป็นเพลงบรรเลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีเม็งของชาวลำปางซึ่งเรียกเพลงว่า”มอญเก๊าห้า”(มอญต้นหว้า)นายอุดมหลีตระกูลไปพบเมื่อปีพ.ศ.2536จึงนำมาเผยแพร่จนเป็นที่นิยมในเชียงใหม่และลำพูนจึงมีชื่อเรียกตามแหล่งที่มาว่า“มอญลำปาง” ปราสาทไหวยอง เพลงปราสาทไหวยองเป็นเพลงบรรเลงที่นิยมกันในเขตเมืองยองประเทศพม่าชาวไทยองแถบนั้นเรียกชื่อเพลงว่า“ปราสาทไหว”นายลิปิกรมาแก้วไปพบเมื่อปีพ.ศ.2536จึงนำมาเผยแพร่ในเชียงใหม่และเรียกชื่อตามแหล่งที่มาว่า“ปราสาทไหวยอง” กล่อมนางนอน เพลงกล่อมนางนอนเป็นเพลงบรรเลงของชาวล้านนาทั่วไปไม่ปรากฎที่มาและชื่อผู้แต่ง รำวงแม่ปิงกระต่ายลอยคอเปิดปราสาท เพลงทั้งสามจัดเป็นเพลงรำวงเทียบได้กับเพลงรำโทนของภาคกลางซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยจอมพลป.พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   TraditionalNorthernThaiMusicDisc2 Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee -TourismAuthorityofThailand:Northernoffice,Region1   PhiMotKinNam-ma-phraoor"AncestorSpiritDrinkingCoconutjuice" Thissongisusedtoaccompanytheancestorspiritdance,particularlywhenthespiritmediumsaredrinkingcoconutjuicebeforebeingpossessed. PhiMotHoiPhaor"AncestorSpiritHangingaCloth"Thisisanothersongusedtoaccompanytheancestorspiritdance. Muaior"Boxing' ThissongwascomposedbyLuangPraditPhairo,oneofthegreatestmasterofThaimusicinthe20thcentury.ItisusedbythepeopleofLanNatoaccompanytheboxingdanceaswellasothermartialartsdances. MonLampang ThisMon-accentedsonghasitsorigininLampang.DiscoveredandrevivedbyMr.UdomLeetrakunin1993,ithasbecomepopularinChiangMaiandLamphun. Prasat-waiYongor'YongMovingCastle" In1993Mr.LipikonMakaewmadeatriptoYong,acityoftheTaiLuepeopleinBurma,andbroughtbackthissong.Hepromoteditandnameditafterthecitywhereitoriginated.Klom-nong-nonor"ALullabytoInviteaLadytoSleep" ThisisasongoftheLanNapeoplethatiswidelyknown.Itsoriginisunknown. Ram-wongMae-ping,Kra-tailoykho,PoetPrasat PopularlyknownatthetimewhenFieldMarshalPhibunwasPrimeminister,thesethreepiecesareusedtoaccompanytheRam-wongorcircledance.   ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลงแผ่น2 TraditionNorthernThaiMusic นักดนตรีวงนาคทันต์เชียงใหม่(2537) ภานุทัตอภิชนาธง(หัวหน้าวง)–ขลุ่ยสะล้อหน้อยซึงหลวง อุดมหลีตระกูล–สะล้อหน้อยกลองสะล้อกลาง ลิปิกรมาแก้ว–สะล้อกลางซึงหลวง สมบูรณ์กาวิชัย–ซึงกลางสะล้อกลางซึงหน้อย วีณาครุฑเงิน–ซึงหน้อยซึงหลวง ธนานนท์ลิขิตอนุรักษ์–ซึงหลวง วรพันธ์แสนเขียววงศ์–กลอง ฉัตรณรงค์รัตรวงศ์–ฉิ่ง ณฐพงศ์งามระเบียบ–ฉาบซึงหลวง สนั่นธรรมธิ(ควบคุมวง)–ซึงหน้อย จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 737 ครั้ง
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น1
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น1

ดนตรีสะล้อ–ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลง TraditionalNorthernThaiMusicแผ่น1 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปราสาทไหว เพลงปราสาทไหวเป็นเพลงเก่าแก่ของล้านนาไม่ปรากฎชื่อผู้แต่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปบ้างในบางทิ้งถิ่นเช่นเพลงแห่เพลงแหย่งและเพลงลากเป็นต้น ฤาษีหลงถ้ำ เพลงฤาษีหลงถ้ำเป็นเพลงโบราณอีกเพลงหนึ่งของล้านนาไม่ปรากฎชื่อผู้แต่งทำนองเพลงที่มีแต่เดิมนั้นมีจังหวะลงตัวแบบล้านนาหากำม่เอาหน้าทับกลองในอัตราจังหวะสองชั้นของดนตรีไทยมาจับเพราะหากเอาเกณฑ์ของดนตรีมาจับจะขาดหน้าทับไปจังหวะต่อมาเจ้าสุนทรณเชียงใหม่เห็นว่าควรเพิ่มเติม จึงเพิ่มตรง----รฟซฟดจากครั้งเดียวเป็น2ครั้งเป็น---รฟซฟด---รฟซฟด พม่า เพลงพม่าเป็นทำนองเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการขับซอชื่อเพลงบางแห่งเรียกเพลง”เจ้าสุวัตร”หรือ”นางบัวคำ”สาเหตุเพราะท้าวสุนทรพจนกิจแต่งบทซอเรื่อง“เจ้าสุวัตร-นางบัวคำ”โดยใช้ทำนองนี้ พระลอเลื่อน เพลงพระลอเลื่อนหรือบางแห่งเรียก“ล้อเลื่อน”เป็นเพลงเดียวกับเพลง“นาคบริพัตร”ซึ่งแต่งโดยครูเทวาประสิทธิ์พาทยโกศลเมื่อชาวล้านนานำมาบรรเลงทำให้สำเนียงออกทางล้านนาซึ่งมิได้ผิดเพี้ยนจากของเดิมมากนัก ปุมเหม้นหรือปุมเป้ง เพลงปุมเหม้นหรือปุมเป้งไม่ปรากฎนามผู้แต่งเพลงนี้มีท่วงทำนองคล้ายครึงกับเพลงมากโดยเฉพาะหมากตัดช่วงดลซม–รดซดรม–ซ-ลดลซมออกจะมีความคล้ายครึงจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงเดียวกันเลยทีเดียวเพลงนี้ยังเป็นความสับสนเรื่องชื่อเพลงอยู่บางแห่งเรียก“ขงเบ้ง”“ปุ๋มเปง”ฯลฯ แห่หน้อย เพลงแห่หน้อยเป็นเพลงบรรลงที่มีทางเพลงคล้ายเพลงปราสาทไหวนิยมบรรเลงแพร่หลายในเขตอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายชมรมพื้นบ้านล้านนาสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำมาเผยแพร่เมื่อพ.ศ.2527จนเป็นที่นิยมในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน รอบเวียง เพลงรอบเวียงเป็นทำนองเพลงที่มีสำเนียงคล้ายเพลงล่องแม่ปิงไม่ปรากฎนามผู้แต่งเพลงนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเช่นมอญคำมอญดำสร้อยเวียงพิงค์กล่องนางนอนและลาวเดินดงเป็นต้นเพลงรอบเวียงแต่เดิมมีท่อนเดียวต่อมามีผู้แต่งเพิ่มอีก2ท่อนและเรียกชื่อว่า“แหย่งลำพูน” ล่องแม่ปิง เพลงล่องแม่ปิงเป็นทำนองเพลงที่ไพเราะอ่อนหวานไม่ปรากฎนามผู้แต่ง ปั่นฝ้าย เพลงปั่นฝ้ายเป็นทำนองประเภทการขับซอทำนองหนึ่งของเมืองน่านผู้แต่งคือนายไชยลังกาเครือเสนช่างซอศิลปินแห่งชาติ(2448-2535)โดยปรับปรุงจากเพลงรำวงโบราณชื่อเพลง“ชักใบ”ต่อมาเจ้าสุนทรณเชียงใหม่ได้แต่งท่อนที่สองเพิ่มเติมอีกเพลงปั่นฝ้ายทางบรรเลงจึงมีสองท่อนปัจจุบันเพลงนี้นิยมใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนสาวไหม กุหลาบเชียงใหม่ เพลงกุหลาบเชียงใหม่เป้นเพลงที่มีท่วงทำนองอันไพเราะและอ่อนหวานอีกเพลงหนึ่งไม่ปรากฎนามผู้แต่ง อื่อ อื่อเป็นทำนองโบราณของล้านนาใช้ประกอบการขับซอไม่ปรากฎชื่อผู้แต่งเพียงแต่สันนิษฐานกันว่ามีวิวัฒนาการมากจากเพลงกล่อมเด็กนิยมใช้ประกอบการขับซอในเนื้อหาพรรณาทั่วไปตลกขบขันและอวยชัยอวยพรทำนองนี้นิยมเล่นในวงปี่ชุมและวงสะล้อ-ซึงโดยทั่วไปจังหวะเพลงนี้ลงจังหวะแบบล้านนาแต่หากเอาหน้าทับกลองในอัตราสองชั้นแบบดนตรีไทยมาจับจะไม่ลงจังหวะ   TraditionalNorthernThaiMusicDisc1 Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee -TourismAuthorityofThailand:Northernoffice,Region1   "Prasat-waior"MovingCastle" ThisisanoldLanNasongwhoseoriginisunknown.ItiswidelypopularinallupperNorthernThaiprovinceswithvariationsofnamesineachlocality.Thissongisusuallyplayedondifferentoccasionsandoftenatfuneralrites. "RuesiLongThamor"AHermitlostinaCave" ThisisanotheroldNorthernThaisongbyananonymouscomposer. "PhamaorBurma” ComposedwithaBurmeseaccent.ThissongisusedtoaccompanyaNorthernThaidramaticplaycalledso. Phralo-luean KnowninCentralThailandas"NakBoriphat."ThissongisplayedonNorthernThaimusicalinstrumentsretainingtheoriginalmelody. Pum-menorPum-peng ThisisalsoanotheroldandanonymousLanNacomposition. Hae-noi ThisisoriginallyasongwidelyknowninChiangKhongDistrict,ChiangRaiProvince.LaterChiangMaiUniversitystudents'NorthernThaiMusicandDanceclubplayedandpromotedsuccessfullymakingitpopularinChiangMaiandLamphun.ThemelodyisverysimilartothatofPrasat-wai. Rop-wiangor"AroundTown" Althoughthecomposerisanonymous.ItisevidentthatthisisLao-accentedsongknownelsewherebydifferenttitles. LongMaePingor"DownthePingRiver" ThisisanothersongintheLaotianstyleandisanonymous. PanFaior"CottonYarnSpinning" Mr.ChailangkaKhruea-sen,anationallyrecognizedartist,composedthissongusingtheancienttuneknownas'ChakBai."ThissongwasoriginallyusedaspartofmusicaldramainNanprovince.Atthepresenttimeitisusedtoaccompany'FonSaoMai'ortheCottonYarnDrawingDance. KulapChiangMaior'RoseofChiangMai" ComposedintheLaotianstylebyanunknownartist,thissongisplayedataslowtempoexpressingromanticandsweetqualities. Ue Despiteitsunknownorigin,thissongisbelievedtohavederivedfromalullabywhichwaspopularintheoldtimes.Todayitisplayedonauspiciousoccasions.   ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลงแผ่น1 TraditionNorthernThaiMusic นักดนตรีวงนาคทันต์เชียงใหม่(2537) ภานุทัตอภิชนาธง(หัวหน้าวง)–ขลุ่ยสะล้อหน้อยซึงหลวง อุดมหลีตระกูล–สะล้อหน้อยกลองสะล้อกลาง ลิปิกรมาแก้ว–สะล้อกลางซึงหลวง สมบูรณ์กาวิชัย–ซึงกลางสะล้อกลางซึงหน้อย วีณาครุฑเงิน–ซึงหน้อยซึงหลวง ธนานนท์ลิขิตอนุรักษ์–ซึงหลวง วรพันธ์แสนเขียววงศ์–กลอง ฉัตรณรงค์รัตรวงศ์–ฉิ่ง ณฐพงศ์งามระเบียบ–ฉาบซึงหลวง สนั่นธรรมธิ(ควบคุมวง)–ซึงหน้อย จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 2,667 ครั้ง