ดอกสัก

ศิลปหัตถกรรมล้านนา


ทั้งหมด 11 รายการ
 
 
ตุงตั๋วเปิ้ง
ตุงตั๋วเปิ้ง

ปีเปิ้งหรือปีเกิดสิบสองราศีใช้รูปสัตว์12นักษัตรแทนในรอบ12ปีโดยความเชื่อเรื่องนักษัตรนี้ทั้งไทยและ ล้านนาได้รับมาจากระบบปฏิทินจีนโบราณแต่ล้านนาเปลี่ยนปีใค้(ปีกุน)จากเดิมนักษัตรหมูมาเป็นช้างแทนซึ่งการนับปีเปิ้งจะเริ่มจากปีใจ้นักษัตรหนูแล้วสิ้นสุดที่ปีใค้นักษัตรช้าง          นอกจากนั้นชาวล้านนายังมีความเชื่อเรื่องชุธาตุหรือการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนเองโดยสัมพันธ์กับปีนักษัตรเรียงตามลำดับดังนี้   1.ปีชวด(หนู)        ล้านนาเรียก     ปีใจ้    ไหว้พระธาตุศรีจอมทอง     จังหวัดเชียงใหม่ 2.ปีฉลู(วัว)             ล้านนาเรียก     ปีเปล้า ไหว้พระธาตุธาตุลำปางหลวง    จังหวัดลำปาง 3.ปีขาล(เสือ)         ล้านนาเรียก     ปียี     ไหว้พระธาตุช่อแฮ            จังหวัดแพร่ 4.ปีเถาะ(กระต่าย)   ล้านนาเรียก     ปีเหม้า ไหว้พระธาตุแช่แห้ง          จังหวัดน่าน 5.ปีมะโรง(งูใหญ่)   ล้านนาเรียก     ปีสี     ไหว้พระธาตุวัดพระสิงห์     จังหวัดเชียงใหม่ 6.ปีมะเส็ง(งูเล็ก)    ล้านนาเรียก     ปีใส้    ไหว้พระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา    ประเทศอินเดียหรือไหว้เจดีย์พุทธคยาจำลองวัดเจ็ดยอดจังหวัดเชียงใหม่ 7.ปีมะเมีย(ม้า)       ล้านนาเรียก     ปีสะง้า ไหว้พระธาตุตะโก้ง(เจดีย์ชเวดากอง)ประเทศพม่าหรือไหว้พระบรมธาตุบ้านตากจังหวัดตาก 8.ปีมะแม(แพะ)      ล้านนาเรียก     ปีเม็ด   ไหว้พระธาตุดอยสุเทพ       จังหวัดเชียงใหม่ 9.ปีวอก(ลิง)          ล้านนาเรียก     ปีสัน    ไหว้พระธาตุพนม             จังหวัดนครพนม 10.ปีระกา(ไก่)       ล้านนาเรียก     ปีเร้า  ไหว้พระธาตุหริภุญชัย        จังหวัดลำพูน 11.ปีจอ(หมา)        ล้านนาเรียก     ปีเส็ด   ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือไหว้เจดีย์วัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ 12.ปีกุน,กุญ(ช้าง)  ล้านนาเรียก     ปีใค้    ไหว้พระธาตุดอยตุง          จังหวัดเชียงราย   ในช่วงปีใหม่เมืองหรือสงกรานต์ชาวล้านนามักทำตุงปีเปิ้งหรือตุงสิบสองราศีด้วยกระดาษมีความกว้าง ประมาณ4-6นิ้วยาวประมาณ1เมตรติดรูปตัวปีเปิ้ง12ตัวเริ่มจากปีใจ้นักษัตรหนูแล้วสิ้นสุดที่ปีใค้นักษัตรช้างนำไปปักไว้ที่เจดีย์ทรายร่วมกับตุงมงคลประเภทอื่นๆในวันปีใหม่เมืองหรือใช้ปักกองทรายบริเวณที่ทำพิธีทานใจบ้านหรือแปลงบ้านการใช้ตุงสิบสองราศีนี้เชื่อว่าเป็นตัวนามประจำปีเกิดเมื่อปักตุงในพื้นที่ทำพิธีแล้วจะช่วยให้พ้นเคราะห์โศกโรคภัยในปีนั้น ข้อมูลอ้างอิง:มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.(2542).สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม6.กรุงเทพฯ:มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.หน้า2835.  
เผยแพร่เมื่อ 12 เมษายน 2564 • การดู 3,752 ครั้ง
กุบ
กุบ

กุบหมายถึงหมวกที่มีปีกซึ่งทำจากไม้ไผ่สานประกบกัน2ชิ้นแล้วกรุด้วยวัสดุจำพวกใบไม้ที่สวมสานด้วยไม้ไผ่และกุบจะมี”หย่อง”คือโครงสานสำหรับสวมหัวซึ่งจะผูกติดกับกุบไว้ซึ่งดังในภาพนี้เรียกว่ากุบใบลานคือหมวกที่ใช้ใบลานกรุบนโครงไม้ไผ่สานในสมัยก่อนอาจกล่าวได้ว่ากุบเป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวบ้านทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ความสำคัญของกุบลดน้อยลงไปด้วยหากไม่นับชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ยังใช้กุบในชีวิตประจำวันผู้ที่ใช้กุบในปัจจุบันก็คงมีแต่ชาวไร่ชาวสวนและชาวนาเท่านั้น หากใช้คำว่ากุบร่วมกับคำอื่นก็จะได้ความหมายใหม่ซึ่งอาจจะใกล้เคียงกับคำเดิมเช่น ทือกุบหมายถึงมียศมีตำแหน่งกุบกะแอ หมายถึงหมวกปีกกว้างส่วนกลางทำเป็นยอดแหลม กุบแข่หมายถึงหมวกที่ไม่มีปีกหรือหมวกแบบจีน กุบจิกฅำหมายถึงหมวกที่มีปีกยอดแหลมประดับทองและมีโครงเป็นไม้ไผ่สานกรุด้วยกระดาษสาทาด้วยรักหรือชาดให้หนามียันต์ปิดทองใช้เป็นเครื่องประกอบยศหรือใช้ในการออกศึก กุบชีโวหมายถึงหมวกจีโบหรือหมวกที่ทำจากขนสัตว์ส่วนข้างๆหมวกจะยาวลงมาปกหูเพื่อกันความหนาวแต่สามารถม้วนขึ้นได้ถ้าไม่ใช้   ข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่1
เผยแพร่เมื่อ 8 ธันวาคม 2563 • การดู 1,264 ครั้ง
โคมผัด โคมยี่เป็งโบราณ
โคมผัด โคมยี่เป็งโบราณ

การจุดโคมนั้นนิยมทำกันอย่างมากในเทศกาลยี่เพง(อ่าน“ยี่เป็ง”)คือวันเพ็ญเดือนยี่ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของไทยกลางในวันนั้นจะมีการจุดประทีปโคมไฟรวมทั้งบอกไฟดอกคือดอกไม้เพลิงบอกไฟดาวคือพลุที่ยิงขึ้นไปเห็นเป็นดาวตกจากท้องฟ้าพร้อมทั้งบอกไฟหรือดอกไม้ไฟชนิดอื่นๆอีกเป็นอันมากในตอนพลบค่ำของวันยี่เพงนั้นจะมีการเทศน์จากคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปเมื่อจบแล้วก็จะจุดประทีปโคมไฟตามบ้านเรือนขึ้นพร้อมๆกันอาทิโคมผัดคือโคมที่หมุนได้ซึ่งคล้ายกับที่ทางภาคกลางเรียกว่าโคมเวียนโคมนี้ทำเป็นรูปกระบอกขนาดกว้างประมาณ50เซนติเมตรสูงประมาณ70เซนติเมตรหุ้มด้วยกระดาษสาหรือกระดาษว่าวสีขาวอาจทำเป็นสองชั้นหรือชั้นเดียวก็ได้หากทำครอบสองชั้นแล้วชั้นในจะมีภาพต่างๆปิดไว้เป็นระยะๆให้พองามมีสายหรือซี่โยงจากกรอบเข้าหาแกนกลางซึ่งทำเป็นตุ่มใส่ไว้ในก้นถ้วยปิดแถบกระดาษเข้ากับสายหรือซี่นั้นโดยให้มีมุมและระยะที่ลงตัวเมื่อจุดเทียนซึ่งติดตั้งไว้กลางโคมนั้นความร้อนจากเปลวเทียนจะไปกระทบแถบกระดาษและจะผลักให้ส่วนที่เป็นโครงครอบนั้นให้ผัดคือหมุนไปเรื่อยๆเงาของภาพที่ปิดไว้จะส่องไปกระทบกับครอบชั้นนอกสร้างความเคลื่อนไหวด้วยแสงและเงาได้ในระดับหนึ่ง     ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่3 
เผยแพร่เมื่อ 22 ตุลาคม 2563 • การดู 1,380 ครั้ง
น้ำต้นกับตำนานเเละความเชื่อ
น้ำต้นกับตำนานเเละความเชื่อ

น้ำต้นกับตำนานและความเชื่อ        น้ำต้นหรือภาษาไทยภาคกลางเรียกว่าคนโทเป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภทที่เผาด้วยไฟแรงต่ำใช้สำหรับใส่น้ำดื่มความพิเศษของน้ำที่ใส่ในน้ำต้นคือจะมีความเย็นกว่าอุณหภูมิห้องปกติเล็กน้อยเพราะเนื้อดินเผามีรูพรุนเล็กๆสามารถระบายอากาศได้ดีโดยความร้อนที่อยู่ในน้ำต้นจะซึมออกมาตามรูพรุนนี้เมื่อความชื้นเจอกับความร้อนก็จะเกิดการระเหยของน้ำ ทำให้ผิวภาชนะดินเผาเย็นลงโมเลกุลน้ำที่อยู่ในภาชนะน้ำต้นก็เย็นลงตามการดื่มน้ำจากน้ำต้นจึงให้ความสดชื่นและมีกลิ่นของดินผสมอยู่       ลักษณะน้ำต้นเป็นรูปทรงขวดมีส่วนฐานส่วนลำตัวที่กลมป่องออกมาส่วนคอและปากน้ำต้นคาดว่าน่าจะพัฒนาการมาจากน้ำเต้าซึ่งเป็นภาชนะใส่น้ำดื่มทำมาจากผลน้ำเต้าผ่านกรรมวิธีนำเมล็ดและเนื้อภายในออกจนกลวงเหลือเพียงแต่ผิวภายนอกที่เป็นเปลือกแข็งและแห้งส่วนหัวตัดขั้วออกพอให้รินน้ำดื่มกินได้ทั้งนิยมสานหวายหรือไม้ไผ่ครอบผลน้ำเต้าเพื่อให้ตั้งวางกับพื้นได้และสะดวกในการพกพายามเดินทางไปค้าขายหรือเดินทางไปที่ต่างๆ      ทั้งนี้ความน่าสนใจของผลน้ำต้นยังเชื่อมโยงไปถึงจุดเริ่มต้นของการกำเนิดบรรพบุรุษของคนซึ่งมีตำนานความเชื่อของกลุ่มคนไทดำไทขาวและคนลาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นคือ“น้ำเต้าปุง”โดยมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏอยู่ทั้งในจดหมายเหตุของชาวไทดําในพงศาวดารเมืองแถงและพงศาวดารล้านช้างของลาวที่กล่าวถึงเหตุการณ์หลังจากน้ำท่วมโลกแล้วพญาแถนเอาหมากน้ำเต้าปุงลงมายังโลกมนุษย์ซึ่งในผลน้ำเต้ามีมนุษย์อาศัยอยู่ข้างในบางตำนานก็เล่าว่าพญาแถนเอาเหล็กแหลมจี้ลงไปในผลน้ำเต้าจากนั้นก็มีมนุษย์ออกมาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆส่วนในตำนานของชาวไทลื้อสิบสองปันนากล่าวถึงปู่สังกะสาย่าสังกะสีนำผลน้ำเต้าลงมายังโลกทุบน้ำเต้าจนแตกแล้วโยนขึ้นบนฟ้าแล้วหว่านลงดินสอนคนให้เพาะปลูกเป็นทั้งนี้ในเรื่องของการกำเนิดขึ้นของมนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวที่กล่าวถึงการตีข้าวและการแบ่งข้าวเป็นส่วนๆอาจพออนุมานได้ว่าหากผลน้ำเต้าและข้าวถูกบรรจุในตำนานเมื่อครั้งโบราณกาลแล้วก็เป็นสิ่งที่เชื่อมั่นได้ว่าน้ำเต้าและข้าวต้องเป็นพืชพันธุ์อาหารที่หล่อเลี้ยงผู้คนในอดีตหลายร้อยหลายพันปีมาแล้วจึงมีความสำคัญต่อการสร้างอารยธรรมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้       เมื่อถึงจุดหนึ่งที่อารยธรรมยุคโบราณเริ่มอิ่มตัวเกิดศาสนาและจารีตที่เป็นแนวทางการปฏิบัติร่วมในสังคมให้เกิดระเบียบจะมีสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์นี้แฝงอยู่ในรูปแบบงานศิลปกรรมทางศาสนาในพุทธศาสนาภาพความอุดมสมบูรณ์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับน้ำเพราะน้ำเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิตที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่งในโลกรวมถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาโดยมีตัวแทนหรือวัตถุสิ่งของเป็นภาพจำให้สื่อถึงความเจริญงอกงามไม่ว่าจะเป็นนาคและหม้อบูรณะกฏะ      หม้อบูรณะกฏะหรือหม้อน้ำหรือแจกัน(ในปัจจุบัน)เป็นสัญลักษณ์สำคัญในพุทธศาสนามีความหมายครอบคลุมถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งมวลถือเป็นความงามในอุดมคติมีการใช้สัญลักษณ์นี้อย่างแพร่หลายในกลุ่มที่นับถือพุทธศาสนาทั้งพุทธนิกายเถรวาทและมหายาน ส่วนรูปลักษณ์ของน้ำเต้าและน้ำต้นมีความคล้ายคลึงกับหม้อปูรณะกฏะในช่วงตัวที่กลมป่องเพื่อใช้ใส่น้ำจึงสื่อความหมายใกล้เคียงกับความดีงามชุ่มชื่นสดชื่นมีชีวิต          โดยภาพรวมแล้วพัฒนาการของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันกับสังคมมีความสอดคล้องกันอย่างเหมาะสมเริ่มจากการทำเครื่องใช้ประเภทต่างๆเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยทุ่นแรงและตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันระหว่างทางของกาลเวลาก็มีพัฒนาประยุกต์ใช้และถ่ายทอดมายังรุ่นหลังอย่างต่อเนื่องกลายเป็นภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นเมื่อสังคมมีพัฒนาการเป็นอารยธรรมเกิดความซับซ้อนของวิธีคิดมีการนำเอาปรัชญาและศาสนาเข้ามาเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันเกิดการจำกัดความและให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวมีการให้ความหมายเชิงสัญญะกับวัตถุข้าวของเครื่องใช้จนกลายมาเป็นความเชื่อที่สืบต่อกันมา     เขียนโดย:ฐาปนีย์เครือระยาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช. ปฐมหงส์สุวรรณ.กาลครั้งหนึ่งว่าด้วยตำนานกับวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2550.หน้า73-75.  MeherMcArthur.ReadingBuddhistArtanIllustratedGuidetoBuddhistSignsandSymbols.UnitedKingdom:Thames&HudsonLtd.2002.P.118-119.  
เผยแพร่เมื่อ 11 มิถุนายน 2563 • การดู 2,532 ครั้ง
เครื่องเขินล้านนา
เครื่องเขินล้านนา

วิถีคนเมืองกับเครื่องเขินล้านนา      คำว่า “เครื่องเขิน”หมายถึง ภาชนะเครื่องมือหรือ ของใช้ ที่ผลิตขึ้นโดยชาวเชียงใหม่ที่มีเชื้อสายสืบมาจากไทเขินแต่โบราณ คำนี้น่าจะบัญญัติขึ้นโดยคนไทยภาคกลาง หรือข้าราชการจากส่วนกลางที่ขึ้นมาอยู่ในภาคเหนือเมื่อประมาณ100ปีที่แล้ว เพราะว่าคำนี้มิได้ปรากฏอยู่ในภาษาพื้นถิ่นของชาวเชียงใหม่       ชาวเชียงใหม่เรียกชื่อภาชนะของใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานช่างฝีมือประเภทใด ตามลักษณะการใช้งานมากกว่าการระบุถึงวัสดุหรือเทคนิคการผลิต แม้บางครั้งอาจกล่าวถึงบ้าง ถ้าวัสดุนั้นเป็นของมีค่า เช่นขันเงิน(พานทรงสูงตีจากเนื้อเงินบริสุทธิ์) หรือแอ็บหมากคำ(ตลับใส่หมากทำด้วยโลหะทองคำ)      ไทเขิน คือชนพื้นเมือง หรือ  คนกลุ่มตระกูลไท–ลาว  ที่ตั้งรกรากสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ในที่ราบลุ่มของแม่น้ำเขิน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญดุจสายเลือดของแคว้นเชียงตุง โดยเชื้อสาย ภาษาพูด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ศิลปวัฒนธรรมชาวไทเขินเป็นชนกลุ่มหนึ่งในตระกูลไทลื้อที่กระจายอยู่ทั่วไปในลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางอยู่กันมานับพันปี     มีศูนย์กลางการปกครองสำคัญภายใต้การปกครองแบบระบบกษัตริย์เรียกว่า“สิบสองปันนา”  มีเมืองเชียงรุ่งเป็นราชธานี  แคว้นเชียงตุงมิได้ขึ้นอยู่กับสองสองพันนาโดยตรง แต่มีความสัมพันธ์และผูกพันกันอย่างใกล้ชิด   ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เจ้านายและราชวงศ์ที่ปกครองเชียงใหม่ เชียงตุงและเชียงรุ่ง มีความเกี่ยวพันฉันท์เครือญาติ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   คำว่า“เขิน”  ออกเสียงเป็นสำเนียงพื้นเมืองเชียงตุงว่า “ขืน”  ซึ่งแปลว่าย้อนขึ้น หรือขัดขืน หรือฝืน ดังนั้นแม่น้ำที่ไหลผ่านเชียงตุงจึงเรียกว่า“แม่น้ำขืน”เพราะว่าสายน้ำไหลย้อนขึ้นทางเหนือก่อนที่จะรวมเข้ากับแม่น้ำโขง ปัจจุบันเชียงตุงเป็นพื้นที่การปกครองเทียบเท่ากับจังหวัด ตั้งอยู่ในรัฐฉานตะวันออกของประเทศพม่า หรือเมียนม่าร์      เครื่องเขินในความคิดและความเข้าใจของคนทั่วไปในปัจจุบันคือภาชนะของใช้หรือของตกแต่งบ้าน ที่มีโครงภายในเป็นเครื่องจักสานทำจากวัสดุไม้ไผ่หวายหรือไม้จริง ภายนอกเคลือบทาด้วยยางจากต้นไม้รักที่มีลักษณะเป็นสีดำเพื่อให้เกิดความคงทน มีคุณสมบัติที่กันน้ำและความชื้นได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสวยงามให้แก่ผิวของภาชนะด้วย  ลักษณะที่มันเงาหรือบางทีปรับเป็นพื้นผิวลักษณะต่างๆทำให้น่าสนใจ  เครื่องเขินจีนและญี่ปุ่นมีพัฒนาการด้านการตกแต่งผิวอย่างก้าวไกลมากจนเป็นการสร้างสรรเชิงศิลปะระดับสูง   มีความวิจิตรพิสดารและความงามอย่างลึกซึ้ง      ในอดีตเครื่องเขินที่เป็นของใช้ในครัวเรือนทั่วๆไป นิยมออกแบบให้มีลักษณะแข็งแรงทนทาน  แต่มีน้ำหนักเบา ชาวล้านนาแต่เดิมมีที่อยู่อาศัยเป็นเรือนเครื่องผูก มีส่วนประกอบและโครงสร้างเป็นไม้ไผ่เสียส่วนใหญ่ ดังนั้นในวัฒนธรรมการกินอยู่จึงไม่มีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนที่ใหญ่และหนักเทอะทะ      คุณสมบัติสำคัญของเครื่องเขิน คือมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นบิดตัวได้บ้าง ไม่แตกหักเสียหายอย่างทันทีทันใดเช่นเครื่องปั้นดินเผา วัสดุการผลิตเป็นสิ่งที่เสาะหาได้ง่ายโดยทั่วไปในท้องถิ่นและเทคนิคประกอบกับการตกแต่งไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป      ในพิธีกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นพิธีเลี้ยงผีแบบพื้นเมืองหรือพิธีกรรมทางพุทธ   แต่เดิมจะต้องใช้ภาชนะเครื่องเขินเกือบทั้งสิ้นขบวนขันหมากเจ้าบ่าวไปขอลูกสาวหรือขบวนแห่นำเครื่องไทยทานไปถวายหรือแม้แต่เจ้านายเสด็จไปทางไหนจำต้องมีพานขันดอกเครื่องเขินนำขบวน ชนชั้นสูงไปไหนมาไหนจะมีบ่าวไพร่ยกขันหมากกระโถนแอ็บยาเส้นพานคนโทนำมาเป็นแถวซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องเขินมาก่อนเพิ่งมาปรับเป็นเครื่องโลหะในยุคหลังๆเมื่อไม่นานมานี้    ตามบ้านเรือนรุ่นเก่าในล้านนา เราพบเครื่องเขินของใช้อยู่ตามมุมต่างๆในตำแหน่งที่มีการใช้สอยเช่นหีบผ้าเอิบและกล่องใส่ของมีค่าอยู่บนหิ้งหรือฝ้าเพดานขันดอกขันไหว้ผีปู่ย่าบรรพบุรุษอยู่ที่หิ้งไหว้ผีหัวนอนของผู้สูงอายุขันหมากขันเมี่ยงอยู่ที่หน้าเรือนพร้อมทีจะใช้รับแขกขันโตกปุงเมล็ดผักพันธุ์พืชอยู่ในห้องครัวไฟของใช้เหล่านี้นอกเหนือจากรองรับหน้าที่ปกติในบ้านเรือนแล้วยังเป็นสมบัติที่มีไว้อวดไว้แสดงบ้านเรือนใดมีขันหมากลวดลายสวยงามย่อมเป็นเกียรติเป็นศรีแก่เจ้าของเรือนหีบผ้าเจ้าบ่าวเมื่อแห่ไปถึงบ้านเจ้าสาวย่อมบ่งถึงฐานะความมั่งมีของครอบครัวฝ่ายชายอีกทั้งลวดลายประดับยังบอกถึงรสนิยมและฐานะทางสังคมของผู้เป็นพ่อแม่    งานประเพณีฟ้อนผีมดผีเม็งเซ่นไหว้ผีบรรพชนของแต่ละสายตระกูล จำเป็นต้องใช้ภาชนะเซ่นไหว้มากมายในแต่ละครั้งญาติพี่น้องเชื้อสายเดียวกันย่อมนำเอาภาชนะขันดอกขันไหว้ของตนมาชุมนุมที่บ้านเจ้าภาพสำหรับพิธีการตระกูลใดมีเครื่องเขินขันดอกสวยงามก็เป็นที่โจษขานไม่น้อยหน้าวงศ์ตระกูลอื่นสายวงศ์ใดไม่มีภาชนะของใช้ที่วิจิตรงดงามมักจะเป็นที่ดูถูกดูแคลนในสังคมจำต้องขวนขวายหาเก็บหาเก็บหาซื้อไว้เป็นสมบัติ   คัดลอกข้อมูลมาจาก:หนังสือเครื่องเขินในวัฒนธรรมล้านนาเขียนโดยอาจารย์วิถีพานิชพันธ์
เผยแพร่เมื่อ 4 มิถุนายน 2563 • การดู 3,017 ครั้ง
พระเจ้าไม้
พระเจ้าไม้

พระเจ้าไม้หมายถึงพระพุทธรูปที่แกะจากไม้ชนิดต่างๆตามความเชื่อซึ่งโดยทั่วไปแกะขึ้นจากไม้ท่อนเดียวชนิดเดียวแต่ก็มีบางองค์แกะจากไม้หลายชนิดแล้วนำมาประกอบกัน ประเภทไม้ที่ใช้สร้างพระเจ้าจากการศึกษาของผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลักษณ์ศรีป่าซางพบว่าไม้ที่นิยมนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูปหรือพระเจ้านั้นโดยทั่วไปจะใช้ไม้สักไม้สะหรี(โพธิ์)ไม้สะเลียม(สะเดา)ไม้แก่จันทน์(จันทน์หอม)เป็นต้นนอกจากนี้ยังพบว่ามีไม้ชนิดอื่นๆอีกเช่นไม้แก้ว(พิกุล)ไม้จำปาไม้จำปีไม้เดื่อปล่องเดื่อเกลี้ยงไม้ประดู่ คติเกี่ยวกับไม้มงคลที่สร้างพระเจ้านั้นบางส่วนได้รับความเชื่อมาจากไม้โพธิ์ฤกษ์คือไม้ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประทับใต้ร่มไม้นั้นๆในการตรัสรู้โดยปกติแล้วพระเจ้าไม้ขนาดใหญ่มักเป็นพระเจ้าของเจ้าภาพระดับผู้มีอำนาจหรือคนหมู่มากระดับชุมชนแต่ที่มีโดยทั่วไปมักเป็นพระเจ้าขนาดเล็กแกะจากไม้ท่อนเดียวมีทั้งหมด4อิริยาบถคือพระเจ้ายืนพระเจ้าเดินพระเจ้านอนและพระเจ้านั่งที่ปรากฎมากที่สุดคือพระเจ้านั่งซึ่งมี2ปางคือปางสมาธิและปางชนะมารมีจำนวนมากที่สุดส่วนมากอายุประมาณ70-150ปีสร้างถวายวัดเพื่ออานิสงส์และสืบต่ออายุพระศาสนา  ส่วนพระเจ้าที่แกะจากไม้หลายชนิดประกอบกันเป็นองค์พระมักเป็นพระเจ้าไม้ประจำชะตาปีเกิดสร้างขึ้นเพื่อเอาไว้สักการบูชาหวังเป็นความสิริมงคล การสร้างพระเจ้าไม้มีวัตถุประสงค์2อย่างอย่างหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายไว้เพื่อสืบต่อพระศาสนาแล้วตั้งความปรารถนารับอานิสงส์ไปตลอดตราบจนเข้าพระนิพพานเป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งสร้างเป็นพระพุทธรูปประจำตัวหรือประจำชาตาปีเกิดเพื่อตั้งไว้สักการบูชาโดยมุ่งหวังความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต  ข้อมูล :อาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.
เผยแพร่เมื่อ 29 พฤษภาคม 2563 • การดู 1,333 ครั้ง
โบราณวัตถุในพะเยา
โบราณวัตถุในพะเยา

โบราณวัตถุเช่นศิลาจารึก เศียรพระพุทธรูปฯลฯในพะเยามีจำนวนมาก นายอำเภอพะเยาคนแรกคือนายคลายบุษบรรณ(ต่อมาเป็นหลวงสิทธิประศาสน์)ให้นำมากองไว้ที่ที่ว่าการอำเภอพะเยา ครั้งรัชกาลที่7เสด็จพะเยาเมื่อพ.ศ.2469ได้แบ่งเป็น3ส่วนส่วนแรกสภาพดีให้นำส่งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  ส่วนที่สองสภาพดีพอสมควรให้นำส่งพิพิธภัณฑ์ที่ลำพูน ส่วนที่สามชำรุดยังเก็บไว้ที่พะเยา โดยต่อมาราวทศวรรษ2510มีผู้นำเศียรพุทธรูปจำนวนหนึ่งจากพะเยาไปไว้ที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรมเชียงใหม่ พะเยามีพระสงฆ์2องค์เก็บสะสมโบราณวัตถุที่หลงเหลือจำนวนมากคือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์(ปวงธมฺมปญฺโญ)เกิดเมื่อวันที่11กรกฏาคมพ.ศ.2460ที่บ้านสางเหนือต.บ้านสางอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาเมื่อพ.ศ.2475อุปสมบทเมื่อพ.ศ.2481เริ่มเก็บโบราณวัตถุส่วนที่สามที่ยังเหลืออยู่ในพะเยาในวัดศรีโคมคำตั้งแต่พ.ศ.2508ต่อมานับโบราณวัตถุได้ประมาณ1ชิ้นศิลาจารึกประมาณ30ชิ้นตำราคัมภีร์ใบลานจำนวนมากต่อมาลูกศิษย์ผู้ศรัทธาได้สร้างหอวัฒนธรรมนิทัศน์ในบริเวณวัดศรีโคมคำเป็นที่จัดแสดงพร้อมจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับจารึกเมืองพะเยาและหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพะเยาเผยแพร่หลายเล่ม พระครูอนุรักษ์บุรานันท์(บุญชื่นฐิตธมฺโม)เกิดพ.ศ.2482ที่บ้านแม่ต๋ำสายในต.แม่ต๋ำอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาพ.ศ.2497อุปสมบทพ.ศ.2503เก็บรวมรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัดแม่ต๋ำเมืองชุมต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดลีก็ขนย้ายโบราณวัตถุมาไว้ที่วัดลีเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดลี  จนถึงพ.ศ.2549จังหวัดพะเยาได้มีโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)นำโบราณวัตถุในวัดลีจัดทำทะเบียนและจัดแสดงในอาคารเปิดตั้งแต่พ.ศ.2551ทั้งหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำและพิพิธภัณฑ์เวียงพะเยาวัดลีถือเป็นแหล่งที่มีโบราณวัตถุเมืองพะเยาที่สำคัญยิ่ง   ของดีในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)          1.ศิลาจารึกพะเยามีศิลาจารึกจำนวนมากหลักที่มีสภาพสมบูรณ์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  หลักที่มีสภาพรองลงมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลำพูนเมื่อมีการลงทะเบียนจารึกจึงใช้อักษรย่อตามแหล่งที่เก็บเช่นเก็บไว้ที่ลำพูนก็ลงทะเบียนจารึกว่า“ลพ.”          จารึกจากพะเยาหลักหนึ่งคือ  ลพ.9 เป็นจารึกสำคัญจารึกรายชื่อกษัตริย์ราชวงศ์มังรายตั้งแต่พญามังรายถึงพญาสามฝั่งแกนและการแต่งตั้งเจ้าเมืองพยาวการสร้างวัดสำคัญในพะเยา  เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันว่า(1)พญาติโลกราชเป็นกษัตริย์องค์ที่9ของราชวงศ์มังรายเพราะพญาสามฝั่งแกนพระราชบิดาของพญาติโลกราชนับพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่8  (2)พญาสามฝั่งแกนครองราชย์เมื่ออายุ13ปีด้วยการสนับสนุนของพระนางติโลกจุฑาเทวีมเหสีของพญาแสนเมืองมาผู้อยู่ในตำแหน่งมหาเทวีและอาวเลี้ยง จึงตอบแทนอาวเลี้ยงโดยแต่งตั้งอาวเลี้ยงให้ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นครอง“เมิงพยาว”(3)เจ้าสี่หมื่นเจ้าเมืองพยาวและมหาเทวีเป็นประธานสร้างวัดพระสุวรรณมหาวิหารแล้วกัลปนาเป็นที่นา21,685แปลง(ราคา4,686,000)หมากหมื่นคำเศษข้าวัด187บ้าน246เรือนให้วัดพระสุวรรณมหาวิหาร          ในพะเยาทั้งที่วัดศรีโคมคำและวัดลีจึงเหลือจารึกที่ชำรุดแต่ล้วนมีคุณค่าเช่นจารึกลาวงำเมือง(พย.54)เศษจารึกขนาดกว้าง26.5ซม.สูง12ซม.หนา5.5ซม.พบที่วัดสบร่องขุย จารึกด้วยอักษรฝักขามมีชื่อลาวงำเมืองและพญาร่วงแม้ขาดชื่อพญามังรายไปเพราะจารึกชำรุดก็บ่งบอกให้เห็นว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์เป็นเรื่องที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ประเภทจารึกรองรับเพิ่มเติมจากหลักฐานประเภทตำนานเช่นชินกาลมาลินีหรือชินกาลมาลีปกรณ์ จารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่วัดลี ต่อมาเมื่อพบเครื่องปั้นดินเผาที่แหล่งเตาเวียงบัว ต.แม่กาอ.เมืองจ.พะเยาตรวจด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่ามีอายุถึงยุคลาวงำเมือง ทำให้ยุคพญางำเมืองมีทั้งหลักฐานเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ          จารึกสำคัญของวัดคือจารึกวัดลีเป็นจารึกอักษรฝักขามกว้าง52ซ.ม.สูง96ซ.ม.หนา17ซ.ม.ระบุว่าสร้างโดยเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นราชครูของพญายอดเชียงรายเมื่อพ.ศ.2038ปีดังกล่าวเป็นปีที่พระเจ้ายอดเชียงรายสวรรคต จึงอาจเป็นการสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานสำคัญยืนยันความเป็นมาของวัดลีเช่นเดียวกับจารึกวัดศรีสุพรรณที่เชียงใหม่ซึ่งพญาเมืองแก้วและพระราชมารดาโปรดฯให้หมื่นจ่าคำรังการสร้างวัดเมื่อพ.ศ.2043ซึ่งมีวัดจำนวนไม่มากที่พบจารึกประวัติวัด   2.จารึกและพระพุทธรูปที่พบที่วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยา กว๊านพะเยาเพิ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่กลางเมืองพะเยาตั้งแต่พ.ศ.2482เมื่อมีการสร้างประตูกั้นน้ำที่สถานีประมงน้ำจืดพะเยา ช่วงก่อนหน้านั้นเป็นเส้นทางผ่านของน้ำแม่อิง น้ำแม่ใสน้ำแม่ไฮมีหนองน้ำเช่นหนองเต่า หนองเอี้ยงฯลฯและมีวัดร้างหลายวัด  เมื่อครั้งน้ำเต็มกว๊านในปีพ.ศ.2550กรมศิลปากรได้สำรวจโบราณคดีใต้น้ำพบร่องรอยวัดร้าง หนองน้ำที่สำคัญได้พบจารึกแผ่นหินทรายสีเทาคล้ายใบเสมาสภาพชำรุดขนาดกว้าง36ซ.ม.สูง30ซ.ม.หนา7ซ.ม.    เมื่อวันที่9ก.พ.2550 ณบริเวณเนินสันธาตุใกล้ท้ายบ้านร่องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาเดิมชาวบ้านเรียกสันธาตุหรือวัดบวกสี่แจ่งเมื่อพบจารึกก็ทราบชื่อวัดแห่งนี้ว่าชื่อวัดติโลกอารามครั้นนั้นได้นำจารึกและพระพุทธรูปที่พบจากวัดติโลกอารามไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์วัดลี มีการฟื้นวัดติโลกอารามเป็นวัดกลางกว๊านพะเยาเป็นสถานที่ทำบุญเวียนเทียนกลางกว๊านในวันมาฆบูชา(เป็งเดือนห้า)ตั้งแต่นั้นมา จารึกที่พบณเนินสันธาตุกลางกว๊านพะเยาเขียนด้วยอักษรฝักขามเขียน2ด้านด้านหนึ่งเหลือ11บรรทัดอีกด้านเหลือ12บรรทัดกล่าวถึงความเป็นมาของการสร้างวัดติโลกอารามที่หนองเตาสมัยพระญายุธิษฐิระ“ลูกพระเป็นเจ้า”(โอรสบุญธรรม)ของพระเจ้าติโลกราชมีการผูกพัทธสีมาและบวชพระภิกษุ4รูปครั้งนั้นพระเป็นเจ้า(พระเจ้าติโลกราช)ได้ถวายพระพุทธรูป1องค์พร้อมถวายที่นา เงินจำนวน1ล้านเบี้ยข้าวัดจำนวน5ครัว โดยมีรายชื่อพระสังฆาธิการจากหลายวัดในเมืองพะเยา ผู้สนใจจารึกหลักนี้เข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดลีโดยมีคำอ่านติดไว้ที่แท่นตั้งทุกหลักที่จัดแสดง ช่วงปลายปีพ.ศ.2558-พ.ศ.2559ประเทศไทยประสบภัยเอลนีโญเกิดความแห้งแล้งหนักบริเวณกว๊านพะเยาน้ำแห้งกลายเป็นบ่อโคลน มองเห็นเนินดินที่เป็นซากโบราณสถานโบราณวัตถุจำนวนมากหลายแห่งในการสำรวจเมื่อเมษายน2559พบร่องรอยวัดโลกติลกสังฆาราม วัดโบราณขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากวัดติโลกอารามค่อนไปทางเหนือ พบฐานเสาวิหารทำด้วยหินทราย กระเบื้องดินขอเศษเครื่องปั้นดินเผาเคลือบส่วนหนึ่งมาจากแหล่งเตาบ้านโป่งแดงอ.พานจ.เชียงรายแหล่งเตาเวียงกาหลงอ.เวียงป่าเป้าจ.เชียงรายพบร่องน้ำที่ไหลลงน้ำแม่อิงพบร่องรอยหนองใหญ่ที่เรียกว่า“หนองเต่า” พ.ศ.2560กรมศิลปากรมีโครงการขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดีบ้านร้องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาบริเวณริมกว๊านพะเยาด้านใต้โดยเฉพาะบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว”พบฐานวิหารขนาดใหญ่ฐานอุโบสถโดยมีพัทธสีมาหัวรูปบัวตูมเรียงราย พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชีประมาณ4องค์นอนทับกันต้นปีพ.ศ.2561คุณวิวรรณแสงจันทร์นักโบราณคดีนำผู้เขียนและศ.สรัสวดีชมแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮและบริเวณที่พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชี เห็นว่าเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากวัดติโลกอารามกลางกว๊านแล้ว บริเวณนี้ควรได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อให้คนในเมืองพะเยาและผู้สนใจเข้ามานมัสการ โดยต้องมีงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับป้องกันน้ำท่วมแต่โครงการขุดค้นและขุดแต่งก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการนำพระพุทธรูปและโบราณวัตถุทั้งหมดขึ้นเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุฯพะเยาเพื่อเตรียมนำส่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากรต่อไป เมื่อผู้เขียนได้เห็นจารึกและพระพุทธรูปของวัดติโลกอารามที่เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดลีเมื่องานเป็งเดือนห้า จึงมีความคิดใคร่ขอเสนอต่อจังหวัดพะเยาให้ทำหนังสือราชการถึงกรมศิลปากรขออนุญาต“ยืม”พระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่พบในบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว” จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี เพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเวียงพะเยาของคนในพะเยาเพราะทั้งวัดติโลกอาราม และบริเวณริมกว๊านที่ชาวบ้านเรียก“สันธาตุหน่อแก้ว”และแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮอาจเป็นเขตที่เรียกว่า“โลกติลกสังฆาราม”โดยมีวัดใหญ่อีกวัดคือวัดโลกติลกสังฆารามในบริเวณกว๊านรอการฟื้นฟู  อาณาบริเวณดังกล่าวเป็นยุคสมัยที่พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์แห่งล้านนาโปรดฯให้พระญายุธิษฐิระเจ้าเมืองสองแควที่เข้ามาสวาภิภักดิ์ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นปกครองพะเยา  เป็นการเพิ่มจุดแข็งของเมืองพะเยาก่อนที่จะมีการส่งพระพุทธรูปที่พบเข้าเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์เชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากร   3.พระบฏหรือพระบตที่เขียนเรื่องราวทศชาติชาดกสมัยเทศาภิบาล โดยทั่วไป“พระบฏ”หรือพระบตเป็นภาพเขียนพระพุทธเจ้าบนแผ่นผ้าองค์เดียวเช่นพระบตของวัดป่าชี่(อ่านว่าวัดป่าจี้) จ.เชียงใหม่ซึ่งนำมาใช้ในพิธีไหว้ผีปู่เสะย่าเสะทุกปี  หรืออาจมีพระสาวกองค์สำคัญคือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ข้างพระพุทธองค์ดังเช่นพระบตของวัดพระนอนขอนม่วงอำเภอแม่ริมจ.เชียงใหม่ซึ่งพระเจ้าอินทวโรรสกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดฯให้ปักบนแผ่นผ้าถวายวัดแต่พระบตในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีจัดแสดงแตกต่างจากทุกแห่งที่เคยเห็นมาเพราะพระบตที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีเป็นภาพเขียนเรื่องทศชาติชาดกบนแผ่นผ้าเป็นภาพเขียนบนแผ่นผ้าในสมัยเทศาภิบาลดังนั้นตัวเอกในแต่ละชาติมีคนแต่งกายชุดข้าราชการสยามแทรกอยู่ด้วย ผู้เขียนภาพคงเป็นไทใหญ่ในพะเยาเพราะเขียนคำอธิบายภาพด้วยภาษาไทใหญ่และหลายภาพมีชาวบ้านแต่งกายชุดไทใหญ่ หากนับว่าภาพเขียนทศชาติบนแผ่นผ้าเป็น“พระบต”ตามคำอธิบายงานที่จัดแสดงก็นับเป็นพระบตหรือพระบฏที่มีเรื่องราวทศชาติชาดกและแทรกยุคสมัยเทศาภิบาลชุดแรกที่ได้พบ   รองศาสตราจารย์สมโชติอ๋องสกุล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์โครงการจัดทำแผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าพะเยา 1 โบราณวัตถุในพะเยา โบราณวัตถุเช่นศิลาจารึก เศียรพระพุทธรูปฯลฯในพะเยามีจำนวนมาก นายอำเภอพะเยาคนแรกคือนายคลายบุษบรรณ(ต่อมาเป็นหลวงสิทธิประศาสน์)ให้นำมากองไว้ที่ที่ว่าการอำเภอพะเยา ครั้งรัชกาลที่7เสด็จพะเยาเมื่อพ.ศ.2469ได้แบ่งเป็น3ส่วนส่วนแรกสภาพดีให้นำส่งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  ส่วนที่สองสภาพดีพอสมควรให้นำส่งพิพิธภัณฑ์ที่ลำพูน ส่วนที่สามชำรุดยังเก็บไว้ที่พะเยา โดยต่อมาราวทศวรรษ2510มีผู้นำเศียรพุทธรูปจำนวนหนึ่งจากพะเยาไปไว้ที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรมเชียงใหม่ พะเยามีพระสงฆ์2องค์เก็บสะสมโบราณวัตถุที่หลงเหลือจำนวนมากคือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์(ปวงธมฺมปญฺโญ)เกิดเมื่อวันที่11กรกฏาคมพ.ศ.2460ที่บ้านสางเหนือต.บ้านสางอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาเมื่อพ.ศ.2475อุปสมบทเมื่อพ.ศ.2481เริ่มเก็บโบราณวัตถุส่วนที่สามที่ยังเหลืออยู่ในพะเยาในวัดศรีโคมคำตั้งแต่พ.ศ.2508ต่อมานับโบราณวัตถุได้ประมาณ1ชิ้นศิลาจารึกประมาณ30ชิ้นตำราคัมภีร์ใบลานจำนวนมากต่อมาลูกศิษย์ผู้ศรัทธาได้สร้างหอวัฒนธรรมนิทัศน์ในบริเวณวัดศรีโคมคำเป็นที่จัดแสดงพร้อมจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับจารึกเมืองพะเยาและหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพะเยาเผยแพร่หลายเล่ม พระครูอนุรักษ์บุรานันท์(บุญชื่นฐิตธมฺโม)เกิดพ.ศ.2482ที่บ้านแม่ต๋ำสายในต.แม่ต๋ำอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาพ.ศ.2497อุปสมบทพ.ศ.2503เก็บรวมรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัดแม่ต๋ำเมืองชุมต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดลีก็ขนย้ายโบราณวัตถุมาไว้ที่วัดลีเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดลี  จนถึงพ.ศ.2549จังหวัดพะเยาได้มีโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)นำโบราณวัตถุในวัดลีจัดทำทะเบียนและจัดแสดงในอาคารเปิดตั้งแต่พ.ศ.2551ทั้งหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำและพิพิธภัณฑ์เวียงพะเยาวัดลีถือเป็นแหล่งที่มีโบราณวัตถุเมืองพะเยาที่สำคัญยิ่ง   ของดีในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)          1.ศิลาจารึกพะเยามีศิลาจารึกจำนวนมากหลักที่มีสภาพสมบูรณ์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  หลักที่มีสภาพรองลงมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลำพูนเมื่อมีการลงทะเบียนจารึกจึงใช้อักษรย่อตามแหล่งที่เก็บเช่นเก็บไว้ที่ลำพูนก็ลงทะเบียนจารึกว่า“ลพ.”          จารึกจากพะเยาหลักหนึ่งคือ  ลพ.9 เป็นจารึกสำคัญจารึกรายชื่อกษัตริย์ราชวงศ์มังรายตั้งแต่พญามังรายถึงพญาสามฝั่งแกนและการแต่งตั้งเจ้าเมืองพยาวการสร้างวัดสำคัญในพะเยา  เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันว่า(1)พญาติโลกราชเป็นกษัตริย์องค์ที่9ของราชวงศ์มังรายเพราะพญาสามฝั่งแกนพระราชบิดาของพญาติโลกราชนับพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่8  (2)พญาสามฝั่งแกนครองราชย์เมื่ออายุ13ปีด้วยการสนับสนุนของพระนางติโลกจุฑาเทวีมเหสีของพญาแสนเมืองมาผู้อยู่ในตำแหน่งมหาเทวีและอาวเลี้ยง จึงตอบแทนอาวเลี้ยงโดยแต่งตั้งอาวเลี้ยงให้ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นครอง“เมิงพยาว”(3)เจ้าสี่หมื่นเจ้าเมืองพยาวและมหาเทวีเป็นประธานสร้างวัดพระสุวรรณมหาวิหารแล้วกัลปนาเป็นที่นา21,685แปลง(ราคา4,686,000)หมากหมื่นคำเศษข้าวัด187บ้าน246เรือนให้วัดพระสุวรรณมหาวิหาร          ในพะเยาทั้งที่วัดศรีโคมคำและวัดลีจึงเหลือจารึกที่ชำรุดแต่ล้วนมีคุณค่าเช่นจารึกลาวงำเมือง(พย.54)เศษจารึกขนาดกว้าง26.5ซม.สูง12ซม.หนา5.5ซม.พบที่วัดสบร่องขุย จารึกด้วยอักษรฝักขามมีชื่อลาวงำเมืองและพญาร่วงแม้ขาดชื่อพญามังรายไปเพราะจารึกชำรุดก็บ่งบอกให้เห็นว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์เป็นเรื่องที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ประเภทจารึกรองรับเพิ่มเติมจากหลักฐานประเภทตำนานเช่นชินกาลมาลินีหรือชินกาลมาลีปกรณ์ จารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่วัดลี ต่อมาเมื่อพบเครื่องปั้นดินเผาที่แหล่งเตาเวียงบัว ต.แม่กาอ.เมืองจ.พะเยาตรวจด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่ามีอายุถึงยุคลาวงำเมือง ทำให้ยุคพญางำเมืองมีทั้งหลักฐานเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ          จารึกสำคัญของวัดคือจารึกวัดลีเป็นจารึกอักษรฝักขามกว้าง52ซ.ม.สูง96ซ.ม.หนา17ซ.ม.ระบุว่าสร้างโดยเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นราชครูของพญายอดเชียงรายเมื่อพ.ศ.2038ปีดังกล่าวเป็นปีที่พระเจ้ายอดเชียงรายสวรรคต จึงอาจเป็นการสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานสำคัญยืนยันความเป็นมาของวัดลีเช่นเดียวกับจารึกวัดศรีสุพรรณที่เชียงใหม่ซึ่งพญาเมืองแก้วและพระราชมารดาโปรดฯให้หมื่นจ่าคำรังการสร้างวัดเมื่อพ.ศ.2043ซึ่งมีวัดจำนวนไม่มากที่พบจารึกประวัติวัด   2.จารึกและพระพุทธรูปที่พบที่วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยา กว๊านพะเยาเพิ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่กลางเมืองพะเยาตั้งแต่พ.ศ.2482เมื่อมีการสร้างประตูกั้นน้ำที่สถานีประมงน้ำจืดพะเยา ช่วงก่อนหน้านั้นเป็นเส้นทางผ่านของน้ำแม่อิง น้ำแม่ใสน้ำแม่ไฮมีหนองน้ำเช่นหนองเต่า หนองเอี้ยงฯลฯและมีวัดร้างหลายวัด  เมื่อครั้งน้ำเต็มกว๊านในปีพ.ศ.2550กรมศิลปากรได้สำรวจโบราณคดีใต้น้ำพบร่องรอยวัดร้าง หนองน้ำที่สำคัญได้พบจารึกแผ่นหินทรายสีเทาคล้ายใบเสมาสภาพชำรุดขนาดกว้าง36ซ.ม.สูง30ซ.ม.หนา7ซ.ม.    เมื่อวันที่9ก.พ.2550 ณบริเวณเนินสันธาตุใกล้ท้ายบ้านร่องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาเดิมชาวบ้านเรียกสันธาตุหรือวัดบวกสี่แจ่งเมื่อพบจารึกก็ทราบชื่อวัดแห่งนี้ว่าชื่อวัดติโลกอารามครั้นนั้นได้นำจารึกและพระพุทธรูปที่พบจากวัดติโลกอารามไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์วัดลี มีการฟื้นวัดติโลกอารามเป็นวัดกลางกว๊านพะเยาเป็นสถานที่ทำบุญเวียนเทียนกลางกว๊านในวันมาฆบูชา(เป็งเดือนห้า)ตั้งแต่นั้นมา จารึกที่พบณเนินสันธาตุกลางกว๊านพะเยาเขียนด้วยอักษรฝักขามเขียน2ด้านด้านหนึ่งเหลือ11บรรทัดอีกด้านเหลือ12บรรทัดกล่าวถึงความเป็นมาของการสร้างวัดติโลกอารามที่หนองเตาสมัยพระญายุธิษฐิระ“ลูกพระเป็นเจ้า”(โอรสบุญธรรม)ของพระเจ้าติโลกราชมีการผูกพัทธสีมาและบวชพระภิกษุ4รูปครั้งนั้นพระเป็นเจ้า(พระเจ้าติโลกราช)ได้ถวายพระพุทธรูป1องค์พร้อมถวายที่นา เงินจำนวน1ล้านเบี้ยข้าวัดจำนวน5ครัว โดยมีรายชื่อพระสังฆาธิการจากหลายวัดในเมืองพะเยา ผู้สนใจจารึกหลักนี้เข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดลีโดยมีคำอ่านติดไว้ที่แท่นตั้งทุกหลักที่จัดแสดง ช่วงปลายปีพ.ศ.2558-พ.ศ.2559ประเทศไทยประสบภัยเอลนีโญเกิดความแห้งแล้งหนักบริเวณกว๊านพะเยาน้ำแห้งกลายเป็นบ่อโคลน มองเห็นเนินดินที่เป็นซากโบราณสถานโบราณวัตถุจำนวนมากหลายแห่งในการสำรวจเมื่อเมษายน2559พบร่องรอยวัดโลกติลกสังฆาราม วัดโบราณขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากวัดติโลกอารามค่อนไปทางเหนือ พบฐานเสาวิหารทำด้วยหินทราย กระเบื้องดินขอเศษเครื่องปั้นดินเผาเคลือบส่วนหนึ่งมาจากแหล่งเตาบ้านโป่งแดงอ.พานจ.เชียงรายแหล่งเตาเวียงกาหลงอ.เวียงป่าเป้าจ.เชียงรายพบร่องน้ำที่ไหลลงน้ำแม่อิงพบร่องรอยหนองใหญ่ที่เรียกว่า“หนองเต่า” พ.ศ.2560กรมศิลปากรมีโครงการขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดีบ้านร้องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาบริเวณริมกว๊านพะเยาด้านใต้โดยเฉพาะบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว”พบฐานวิหารขนาดใหญ่ฐานอุโบสถโดยมีพัทธสีมาหัวรูปบัวตูมเรียงราย พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชีประมาณ4องค์นอนทับกันต้นปีพ.ศ.2561คุณวิวรรณแสงจันทร์นักโบราณคดีนำผู้เขียนและศ.สรัสวดีชมแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮและบริเวณที่พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชี เห็นว่าเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากวัดติโลกอารามกลางกว๊านแล้ว บริเวณนี้ควรได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อให้คนในเมืองพะเยาและผู้สนใจเข้ามานมัสการ โดยต้องมีงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับป้องกันน้ำท่วมแต่โครงการขุดค้นและขุดแต่งก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการนำพระพุทธรูปและโบราณวัตถุทั้งหมดขึ้นเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุฯพะเยาเพื่อเตรียมนำส่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากรต่อไป เมื่อผู้เขียนได้เห็นจารึกและพระพุทธรูปของวัดติโลกอารามที่เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดลีเมื่องานเป็งเดือนห้า จึงมีความคิดใคร่ขอเสนอต่อจังหวัดพะเยาให้ทำหนังสือราชการถึงกรมศิลปากรขออนุญาต“ยืม”พระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่พบในบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว” จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี เพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเวียงพะเยาของคนในพะเยาเพราะทั้งวัดติโลกอาราม และบริเวณริมกว๊านที่ชาวบ้านเรียก“สันธาตุหน่อแก้ว”และแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮอาจเป็นเขตที่เรียกว่า“โลกติลกสังฆาราม”โดยมีวัดใหญ่อีกวัดคือวัดโลกติลกสังฆารามในบริเวณกว๊านรอการฟื้นฟู  อาณาบริเวณดังกล่าวเป็นยุคสมัยที่พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์แห่งล้านนาโปรดฯให้พระญายุธิษฐิระเจ้าเมืองสองแควที่เข้ามาสวาภิภักดิ์ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นปกครองพะเยา  เป็นการเพิ่มจุดแข็งของเมืองพะเยาก่อนที่จะมีการส่งพระพุทธรูปที่พบเข้าเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์เชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากร   3.พระบฏหรือพระบตที่เขียนเรื่องราวทศชาติชาดกสมัยเทศาภิบาล โดยทั่วไป“พระบฏ”หรือพระบตเป็นภาพเขียนพระพุทธเจ้าบนแผ่นผ้าองค์เดียวเช่นพระบตของวัดป่าชี่(อ่านว่าวัดป่าจี้) จ.เชียงใหม่ซึ่งนำมาใช้ในพิธีไหว้ผีปู่เสะย่าเสะทุกปี  หรืออาจมีพระสาวกองค์สำคัญคือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ข้างพระพุทธองค์ดังเช่นพระบตของวัดพระนอนขอนม่วงอำเภอแม่ริมจ.เชียงใหม่ซึ่งพระเจ้าอินทวโรรสกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดฯให้ปักบนแผ่นผ้าถวายวัดแต่พระบตในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีจัดแสดงแตกต่างจากทุกแห่งที่เคยเห็นมาเพราะพระบตที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีเป็นภาพเขียนเรื่องทศชาติชาดกบนแผ่นผ้าเป็นภาพเขียนบนแผ่นผ้าในสมัยเทศาภิบาลดังนั้นตัวเอกในแต่ละชาติมีคนแต่งกายชุดข้าราชการสยามแทรกอยู่ด้วย ผู้เขียนภาพคงเป็นไทใหญ่ในพะเยาเพราะเขียนคำอธิบายภาพด้วยภาษาไทใหญ่และหลายภาพมีชาวบ้านแต่งกายชุดไทใหญ่ หากนับว่าภาพเขียนทศชาติบนแผ่นผ้าเป็น“พระบต”ตามคำอธิบายงานที่จัดแสดงก็นับเป็นพระบตหรือพระบฏที่มีเรื่องราวทศชาติชาดกและแทรกยุคสมัยเทศาภิบาลชุดแรกที่ได้พบ   รองศาสตราจารย์สมโชติอ๋องสกุล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์โครงการจัดทำแผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าพะเยา 1
เผยแพร่เมื่อ 22 เมษายน 2563 • การดู 1,502 ครั้ง