ดอกสัก

อาหารล้านนา


ทั้งหมด 11 รายการ
 
 
ผักกับลาบ
ผักกับลาบ

ชาวล้านนาในอดีตแม้กระทั่งในปัจจุบันหากมีคนถามว่า“แลงนี้เยี๊ยะหยังกิ๋นหา”(เย็นนี้ทำอะไรกินจ๊ะ)หากผู้ถูกถามมีเมนูอาหารมื้อเย็นเป็น“ลาบ”ก็จะยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจว่า“ลาบก่า!”(ลาบสิ!) เพราะการได้กินลาบในครอบครัวนั้นถือว่าเป็นเมนูอาหารที่สุดพิเศษแล้ว เนื่องจากลาบจะนิยมทำกินกันในโอกาสสำคัญหรืองานเลี้ยงในเทศกาศต่างๆโดยเฉพาะงานมงคล นอกจากการทำลาบจะมีวัตดุดิบและขั้นตอนที่ค่อนข้างละเอียดอาจต้องช่วยกันทำหลายคนและใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควรแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในขันโตกหรือสำรับในมื้อนั้นนั่นก็คือ“ผักกับลาบ”(ผักแกล้ม)เป็นผักสดนานาชนิดส่วนใหญ่จะหาได้ในท้องถิ่นหรือบริเวณโดยรอบของเรือนโดยเฉพาะสมุนไพรประเภทที่มีกลิ่นหอมฉุนมีรสขมหรือเปรี้ยวฝาดโดยนิยมกินกับลาบดังนี้ 1.ยอดบ่าปีน(ยอดอ่อนมะตูม)ช่วยขับลมรักษาอาหารท้องเสียช่วยลดไข้แก้อักเสบ  2.ยอดบ่ายม(ยอดอ่อนใบมะยม)ใบช่วยบำรุงประสาทเเละช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ 3.ผักแปมช่วยแก้อาหารท้องอืดชาวยให้เจริญอาหาร 4.ผักคาวตอง(พลูคาว)ขับลมในกระเพาะภายนอกใช้ทาแก้กลากเกลื้อน 5.ดีปลากั้งช่วยแก้เบาหวานยอดอ่อนมีรสขมอ่อนๆช่วยให้เจริญอาหาร 6.ดีปลีอ่อนหรือยอดใบอ่อนใช้เป็นธาตุช่วยขับลมในลำไส้แก้ท้องร่วงแก้ปวดท้องแก้อาการท้องอืด 7.เทียนแกลบใช้ขับลมอาหารไม่ย่อยขับปัสสาวะกระตุ้นความอยากอาหารแก้ไอละลายเสมหะเเละขับเสมหะ  8.หอมด่วนหลวง(หูเสือ)ยอดอ่อนกินเป็นผักสดช่วยขับลมช่วยย่อยช่วยเจริญอาหารน้ำคั้นจากใบแก้ปวดหูหูน้ำหนวก 9.ยอดอ่อนใบมะกอกแก้หูอักเสบแก้ปวดหูแก้ร้อนในแก้กระหายน้ำช่วยทำให้ชุ่มคอรักษาอาการปวดท้องรักษาอาการท้องเสีย 10.ผักจีฝรั่ง,หอมป้อมเป้อ(ผักชีฝรั่ง)ช่วยบำรุงกระดูกเเละฟันให้แข็งแรงช่วยยับยั้งเเละชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง 11.ฝักลิ้นไม้เผา(ฝักเพกา)ช่วยบำรุงเเละรักษาสายตาใช้เป็นยาบำรุงธาตุลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ใช้แก้ร้อนในเเละทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ช่วยในการขับลม    
เผยแพร่เมื่อ 20 กรกฎาคม 2564 • การดู 1,016 ครั้ง
ข้าวเเคบ
ข้าวเเคบ

“ข้าวแคบ” มีลักษณะคล้ายแผ่นโรตีสายไหมแต่บางกว่าแข็งกว่าและใสกว่า  เหตุผลที่ต้องทำข้าวแคบเเละข้าวควบในช่วงฤดูร้อนก่อนเทศกาลปีใหม่เมืองนั้นคาดว่าเพราะในช่วงฤดูร้อนนั้นมีแสงแดดที่ร้อนจัดเพียงพอที่จะตากข้าวควบข้าวแคบให้แห้งได้ภายในวันเดียวซึ่งในฤดูกาลอื่นๆนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากในฤดูฝน ก็มีทั้งฝนตกและความชื้นสูงส่วนในฤดูหนาวนั้นกลางคืนจะยาวกว่ากลางวันถึงเเม้แสงแดดในเวลากลางวันจะร้อนจัดแต่ระยะเวลากว่าที่แสงแดดจะส่องทำให้ข้าวเเคบสุกได้  วิธีการทำข้าวเเคบ 1.แช่ข้าวเหนียวประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปโม่หินหรือไฟฟ้า หรือตำด้วยครกกระเดื่องจนเป็นแป้งหรืออาจจะใช้แป้งข้าวเหนียวสำเร็จรูปก็ได้เเล้วนำมาผสมน้ำเปล่าสะอาดจนเหลวเป็นน้ำแป้งเติมเกลือลงไปเล็กน้อยตามใจชอบพิจารณาจากการนำไปใช้เช่นข้าวแคบหนาหรือข้าวแคบพันข้าวเหนียวจะต้องมีรสเค็มกว่าข้าวแคบที่ใช้พันหมี่ซึ่งข้าวแคบพันหมี่มักนิยมทำแผ่นบางและรสจืด 2.การเตรียมเตาและหม้อดินใช้เตาปั้นด้วยดินสำหรับใช้กับฟืนตั้งกะทะใส่น้ำวางหม้อดินปากแคบลักษณะครึ่งใบไม่มีก้นลงไปในกระทะเติมน้ำให้เหลือขอบกระทะประมาณ๒นิ้วปากหม้อขึงผ้าขาวบางให้ตึงตั้งไฟจนน้ำเดือดให้มีไอน้ำผ่านขึ้นมาเจาะรูผ้าขาวบางปากหม้อประมาณ๒นิ้วเพื่อให้ไอน้ำผ่านออกมาได้ แล้วจึงจะใช้ทัพพีตักน้ำข้าวแป้งมาละเลงบนผ้าขาวบางให้เป็นแผ่นกลมพอประมาณไม่หนามากมันจะคล้ายๆกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อเรียกว่า“การไล้ข้าวแป้ง”คนที่ทำเก่งๆนั้นจะไล้ข้าวแป้งเป็นแผ่นกลมสวยเสมอกัน 3. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีใสขึ้นและผิวหน้าเริ่มแห้งแสดงว่าข้าวแคบนั้นสุกแล้วก็จะใช้ไม้ช้อนเช็ดด้วยเปลือกไม้งิ้วเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวแป้งติดไม้แล้วยกแผ่นแป้งขึ้นและต้องพลิกไม้ขึ้นเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งไหลหลุดจากไม้จากนั้นจึงนำไปแผ่นบนไพคาโดยวางแผ่นแป้งด้านที่แห้งนั้นลงบนไพคา 4. เมื่อไล้ข้าวแคบและช้อนข้าวแคบไปวางบนไพคาจนเต็มแล้วก็จะยกไพคาไปตากแดดถ้าแดดแรงจัดก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันแผ่นข้าวแคบก็จะแห้งต้องคอยพลิกแผ่นข้าวแคบให้แห้งทั่วทั้งแผ่นเมื่อแห้งดีแล้วก็จะเก็บใส่กระบุงเก็บไว้ใช้งานต่อไป (เวลาจะรับประทานข้าวแคบในสมัยก่อนจะนำมาปิ้งไฟแล้วบดให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ(ภาษาพื้นบ้านของชาวลับแลเรียกว่า“การเนียงข้าวแคบ”) ใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวเหนียวใส่หมูปิ้งก็ได้เป็นอาหารเช้าที่รับประทานในหนึ่งมื้อได้เลยเหมือนกับกับข้าวอย่างอื่น) ความเเตกต่างของข้าวเเคบเเละข้าวควบ “ข้าวแคบ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542ได้ให้ความหมายไว้ว่าคือ"ข้าวเกรียบที่มีรสเค็มๆอย่างข้าวเกรียบกุ้ง"เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ "ข้าวแคบ"เป็นของกินชนิดหนึ่งที่ทำด้วยแป้งข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวเป็นแผ่นตากให้แห้ง “ข้าวแคบ” มีอยู่๒ชนิดชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าจะเป็นแผ่นบางๆรสจืดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๖นิ้วอีกชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเหนียวเป็นแผ่นหนากว่ามีรสเค็มและมีขนาดเล็กกว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๓นิ้วปัจจุบันผู้ทำข้าวแคบบางคนอาจปรุงรสเผ็ดเค็มเปรี้ยวหรือหวานเล็กน้อยลงไปก่อนที่จะทำให้สุกเป็นแผ่น ขอบคุณข้อมูลจากCultureLampang     
เผยแพร่เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2563 • การดู 744 ครั้ง
เมนูอาหารจากบ่าลิดไม้
เมนูอาหารจากบ่าลิดไม้

บ่าลิดไม้หรือบ่าลิ้นไม้หรือลิ้นฟ้าบางครั้งใช้คำว่า”ฝัก”แทนคำว่า“บ่า”เช่นฝักลิดไม้ฝักลิ้นฟ้าตรงกับภาษาไทยกลางเรียกว่าเพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง4-12เมตรเปลือกลำต้นสีเทาเรียบแตกเป็นร่องตื้นๆลำต้นและกิ่งมีรอยแตกเป็นช่องอากาศ“ใบ”เป็นใบประกอบแบบขนนกสามชั้นมีใบยอ่ย5ใบรูปไข่ปลายแหลมโคนใบสอบเข้าและเบี้ยว“ดอก”ออกตรงปลายยอดเป็นช่อที่มีขนาดใหญ่ก้านช่อดอกยาว1-2เมตรจะบานพร้อมกันครั้งละ2-3ดอกเท่านั้น ส่วนของบ่าลิดไม้ที่ใช้เป็นอาหารได้แก่ฝักอ่อนโดยนำไปเฝาไฟให้ไหม้เกรียมและขูดผิวที่ไหม้ไฟออกหั่นแล้วใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกเช่นน้ำพริกปลาหรือลาบวัวลาบควายหรือหั่นฝอยใช้ผัดร่วมกับหน่อไม้จะมีรสขมแต่ลำขนาดดอกบ่าลิดไม้ลวกกินกับน้ำพริกยำใส่ไข่หรือนำไปใส่เครื่องปรุงแล้วห่อใบตองปิ้งไฟเรียกแอ็บดอกบ่าลิดไม้ส่วน”ลำต้น”นั้นใช้ทำลาบวัวลาบควายซึ่งถ้าเป็นเนื้อที่ค้างคืนจะช่วยให้เนื้อจับกันไม่เละและช่วยชูรสอีกเสียด้วย ประโยชน์ทางสมุนไพรคือเปลือกต้นลิดไม้ที่มีรสฝาดเย็นและขมเล็กน้อยเป็นยาสมานแผลดับพิษส่วน”ราก”ใช้เป็นยาบำรุงธาตุทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร“ผล”เป็นฝักรูปร่างแบนยาวคล้ายดาบปลายฝักเรียวแหลมห้อยลง บ่าลิดไม้จะออกดอกเดือนมิถุนายน-ธันวาคมและออกผลเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์เป็นพืชที่มักพบในป่าผสมผลัดใบป่าแดงป่าทุ่งและบริเวณไร่สวน (ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม๑๑)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 1,088 ครั้ง
ดอกไม้กินได้
ดอกไม้กินได้

“ดอกไม้กินได้” คนเราต้องกินผักเพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระต้องกินสม่ำเสมอและให้มากพอในสมัยโบราณคนเราใช้พืชผักรอบตัวเป็นยารักษาอาการป่วยคนโบราณกินทั้งรากต้นใบดอกมีแบบกินสดและกินสุกแล้วแต่ว่ามีจุดประสงค์อะไรดังนั้นไม่แปลกอะไรที่เราจะเอาดอกไม้มากินที่เราคุ้นเคยกันดีเช่นแกงส้มดอกแคแกงแคดอกต้างสองแกงนี้ใช้แก้ไข้หัวลมเช่นเดียวกันแต่ดอกไม้กินไม่ได้หมดทุกอย่างเพราะบางอย่างเป็นพิษเช่นดอกยี่โถดอกชวนชมเนื่องจากมีไกลโคไซด์บางตัวที่จะเป็นอันตรายต่อหัวใจอย่างเช่นดอกไม้ที่สามารถกินได้ตามฤดูกาล คนไทยนิยมกินพืชผักตามฤดูกาลเสมอมาดังนั้นในฤดูต้นไม้ผลิดดอกเราก็เก็บมากินเป็นอาหารส่วนมากเอามาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริกชุบแป้งทอดเอามาแกงเอามาต้มน้ำดื่มฯลฯเช่น ดอกโสนลวกจิ้มน้ำพริกทำขนม ดอกแคแดงลวกจิ้มน้ำพริกใช้แกงส้ม ดอกขจรทำยำดอกขจรใช้ใส่ไข่เจียว แคหางค่างหรือแคนาลวกจิ้มน้ำพริกยัดไส้หมูแล้วทอด ดอกพะยอมชุบแป้งทอดแกงส้ม ดอกชมนาดใส่ข้าวแช่ทำให้หอมข้าวใหม่ ดอกลีลาวดีชุบแป้งทอด ดอกอัญชันต้มน้ำดื่มใส่ข้าวยำ ดอกดาหลาซอยใส่ข้าวยำ ดอกกวางตุ้งแกงทำผักกาดจอลวกจิ้มน้ำพริก ดอกงิ้วเกสรตากแห้งเอามาแช่น้ำแล้วใส่แกงแคใส่น้ำเงี้ยว ดอกครั่งใส่ส้าหรือยำแบบพื้นเมืองล้านนา ข้อมูลอ้างอิงจาก:พญ.ลลิตาธีระสิริ(ผู้อำนวยการบัลวีเวียงพิงค์ศูนย์ธรรมชาติบำบัด)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 1,745 ครั้ง
อาหารการกินของชาวล้านนา
อาหารการกินของชาวล้านนา

ชาวล้านนาในอดีตดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย มีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรมที่พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนในชุมชน  กลุ่มละแวกบ้านเรือนเดียวกันจะแสดงออกซึ่งมิตรไมตรีจิตที่ดี ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนบ้านในยามยาก การแบ่งปันอาหารให้กันและกัน รวมถึงการร่วมมือลงแรงทำงานต่างๆด้วยกัน ซึ่งจะเห็นว่าคนล้านนามักใช้คำว่า “ฮอม” กับการช่วยเหลือคนในชุมชน มีทั้งการฮอมแรง ฮอมเงิน ฮอมของ ดังเช่นในงานบุญพิธี เพื่อนบ้านต่างก็นำเนื้อสัตว์ ผัก และวัตถุดิบในการทำอาหารมาฮอมเจ้าภาพ คนที่มาร่วมงานได้ก็จะช่วยกันจัดข้าวของเครื่องใช้ในพิธี เตรียมสถานที่ เตรียมอาหารเลี้ยงคนภายในงาน บางครั้งหากใครที่ไม่สามารถมาได้ก็จะฮอมด้วยเงินแทน เป็นต้น            ลักษณะนิสัยของชาวล้านนาเป็นผู้มีอัธยาศัยดีเป็นกันเอง หากมีแขกมาเยี่ยมบ้านเรือนก็จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยเครื่องดื่มและอาหารที่จัดเตรียมเป็นพิเศษ บางครั้งอาจมีของฝากติดไม้ติดมือแขกผู้มาเยือนไปด้วย  อาหารของชาวล้านนาจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก กินกับอาหารพื้นถิ่นที่มีกรรมวิธีการปรุงหลากหลายประเภท อาทิ นึ่ง แกง ส้า ลาบอ่อม แต่ละประเภทต่างก็ใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งภายในบริเวณบ้านก็จะปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่ และหาอาหารตามธรรมชาติ เช่น ปลาตามหนองบึง หน่อไม้ เห็ด สัตว์ในป่า เป็นต้น หากต้องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าชนิดอื่นๆก็ต้องไปกาดลี คือตลาด สถานที่นัดพบของคน เพื่อเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นและสินค้าที่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นแหล่งกระจายข่าวสารต่างๆจากสังคมภายนอกสู่สังคมในท้องถิ่น ลักษณะของกาดมีทั้งขนาดใหญ่และเล็กตามขนาดของเมือง โดยแต่ละเมืองจะมีตลาดใหญ่ประจำเมือง คือกาดหลวง และกาดเล็กๆอยู่ตามหมู่บ้าน เช่น กาดก้อม กาดนัด เป็นต้น ส่วนการค้าขายระหว่างเมืองจะใช้เส้นทางเดินเท้า เดินทางเป็นคาระวานม้าต่างวัวต่าง โดยเชื่อมเมืองสำคัญต่างๆไว้ด้วยกันเช่น เส้นทางค้าจากเชียงรุ่งสิบสองปันนา มายังเมืองเชียงตุง เมื่อเข้าสู่เชียงรายแล้วก็ตรงมายังเชียงใหม่  ตลอดเส้นทางก็จะซื้อของตามเมืองต่างๆ ไปขายตามรายทาง โดยเฉพาะชา ผ้าไหม ที่เป็นสินค้าจากจีน จะมาขายยังเชียงตุง และล้านนา เป็นต้น แหล่งอาหาร ในอดีตคนล้านนาจะหาอาหารอย่างง่ายๆโดยการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ในบริเวณพื้นที่ของตนเอง หากต้องการอาหารที่พิเศษจากเดิมก็จะเก็บของป่าลักษณะป่าทางภาคเหนือเป็นป่าโปร่ง เรียกว่า “ป่าแพะ”   เป็นป่าชุมชนที่มีพันธุ์ไม้จำพวกต้นสัก ต้นเหียง ไม้ไผ่และไม้พุ่มอื่นๆขึ้นอยู่สลับกันบนดินร่วนที่มีส่วนผสมของก้อนหินขนาดเล็ก ในแต่ละฤดูป่าแพะก็จะผลิตอาหารที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ ฤดูร้อนมีไข่มดแดง ผักหวาน ฤดูฝนมีเห็ด แมลงต่างๆ ทั้งนี้ผลิตผลจากป่าแพะ ยังให้ไม้สักและไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบอย่างดีในการสร้างบ้านเรือนอีกด้วย จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ที่คนต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับถิ่นที่อยู่อาศัย
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 2,205 ครั้ง