ดอกสัก

ชาติพันธุ์ล้านนา


ทั้งหมด 10 รายการ
 
 
ปอยออกหว่า (ปอยเหลินสิบเอ็ด) ออกพรรษาของไทใหญ่
ปอยออกหว่า (ปอยเหลินสิบเอ็ด) ออกพรรษาของไทใหญ่

ชื่อนี้เป็นภาษาไทใหญ่ซึ่งหมายถึงการฉลองในเดือน11คือวันออกพรรษาเป็นการเฉลิมฉลองด้วยความปรีดาที่พระพุทธเจ้ากลับลงมายังโลกหลังจากที่ไปแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตลอดระยะเวลาเข้าพรรษาซึ่งนานถึง3เดือน          พบว่าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีงานนี้ตั้งแต่ขึ้น13ค่ำเดือน11ถึงแรม15ค่ำเดือนเดียวกันโดยชาวบ้านจะเริ่มการจับจ่ายซื้อของและจัดเตรียมเครื่องไทยทานตั้งแต่ขึ้น13ค่ำเพื่อไปถวายทานในวันขึ้น15ค่ำโดยเฉพาะจะมี“เข้าหนมจ็อก”คือขนมอย่างขนมเทียนอาหารที่นิยมทำกันก็คือแกงฮังเลและเนื้อลุง(เนื้อสับละเอียดผสมเครื่องแกงทำเป็นก้อนกลมคล้ายลูกชิ้นแล้วนำไปทอด)ขนมนี้นอกจากจะนำไปถวายพระแล้วยังแจกกันกินตามหมู่ญาติมิตรและใกล้บ้านเรือนเคียง          วันที่สนุกสนานที่สุดก็คือตอนเย็นของวันขึ้น13ค่ำจะมีการจัดตลาดนัดซึ่งของส่วนใหญ่คือของที่จะนำไปถวายพระตลาดนี้จะดำเนินต่อไปทั้งคืนจนรุ่งเช้าแล้วต่อเนื่องไปถึงเย็นของวันขึ้น14ค่ำอีกด้วยนอกจากจัดอาหารและขนมไปวัดแล้วบางบ้านอาจะทำประทีปโคมไฟและจองพาราหรือพุทธบัลลังก์อีกด้วย          ในวันขึ้น15ค่ำนั้นชาวบ้านจะตื่นแต่เช้าแล้วเตรียมต่างซอมต่อคือถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธรูปและแม่ธรณีเจ้าที่แล้วจึงไปวัดเมื่อเสร็จพิธีกรรมแล้วผู้เฒ่าบางท่านอาจนอนค้างที่วัดเพื่อบำเพ็ญกุศลกรรมจำศีลภาวนาอีกคืนหนึ่งในเย็นวันขึ้น15ค่ำนี้ชาวบ้านจะจุดเทียนประดับที่จองพาราและจุดเทียนสว่างที่หน้าบ้านหรือตามแนวรั้วบ้างก็ใช้ไม้สนมัดรวมกันแล้วจุดไฟตั้งไว้ที่หน้าบ้านซึ่งการจุดไม้สนนี้จะจุดไม่นานนักก็จะดับไฟเพื่อใช้จุดในวันต่อๆไปอีกตั้งแต่คืนวันขึ้น15ค่ำเป็นต้นไปพอตกกลางคืนประชาชนนิยมไปจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปและเจดีย์ตามวัดจากนั้นจึงจะพากันไปจุดเทียนบูชาผีเจ้าบ้านเจ้าเมือง          นอกจากจะมีการจุดเทียนบูชาดังกล่าวแล้วในบางคืนอาจมีการฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆเช่นฟ้อนนกปลาโตผีเสื้อหรือสัตว์อื่นๆเพื่อแสดงการที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับลงมายังโลกนั้นนอกจากมนุษย์และเทวดาแล้วส่ำสัตว์ทั้งหลายก็พากันดีใจออกมาฟ้อนรำรับเสด็จด้วยการฟ้อนนี้จะมีไปจนถึงคืนวันแรม14ค่ำ          ในคืนแรม14ค่ำนั้นจะมีการแห่ต้นแปกหรือต้นสนอันได้จากการนำไม้สนมาจักแล้วมัดรวมกันทำเป็นต้นไม้เมื่อแห่ไปถึงวัดแล้วก็จะมีพิธีจุดไฟที่ต้นไม้ดังกล่าวและปล่อยให้ไหม้จนหมดการจุดไฟให้ไหม้หมดนี้เรียกว่ามอดไฟเทียนซึ่งถือว่าเสร็จสิ้นปอยเหลินสิบเอ็ด    ขอบคุณข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม7
เผยแพร่เมื่อ 12 ตุลาคม 2564 • การดู 8 ครั้ง
วิถีผ้าทอไทยลื้อท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
วิถีผ้าทอไทยลื้อท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

      ปัจจุบันสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไปทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และกระแสโลกาภิวัตน์ วิถีชีวิตของมนุษย์จึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย อาทิเช่น การแต่งกาย อาหารการดำรงชีวิต จะสังเกตเห็นว่า ในสมัยโบราณการดำรงชีวิตของผู้คนจะมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย งดงาม ใช้ชีวิตโดยเคารพในธรรมชาติ ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติได้อย่างมีความสุข ความสุขของคนสมัยนั้นสามารถหามาได้ง่ายๆกับชีวิตรอบตัว ชีวิตไม่จำเป็นต้องดิ้นรนตามความต้องการที่มีมากเกินความจำเป็นดังเช่นสมัยปัจจุบัน           วิถีชีวิตของคนชนบทในสมัยโบราณมักเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและเกษตรกรรม ฤดูฝนจะมีการหว่านกล้าดำนาในช่วงเดือนเก้า(เหนือ)เดือนสิบ(เหนือ) หรือช่วงเข้าพรรษา ในระหว่างการปลูกดำนาก็จะมีการหาปูหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพ พ่อบ้านที่ว่างจากการทำงานก็จะไปเป็นพรานล่าสัตว์ ส่วนแม่บ้านจะปลูกฝ้ายในเดือนแปด เดือนเก้า และเก็บเอายวงฝ้ายมาอีดและปั่นเป็นเส้นฝ้าย ซึ่งมีการนำศิลปะการแสดงมาร่วมกับการทำงานเพื่อให้การทำงานสนุกสนานไม่น่าเบื่อเกิดวรรณกรรมล้านนาขึ้นหลากหลายเรื่องราว อาทิเช่นจ๊อยจีบสาว ฟ้อนสาวไหม เพลงปั่นฝ้าย เป็นต้น   ทัศนีย์ กาตะโล ครูโรงเรียนสะเมิงพิทยาคมอำเภอสะเมิงจังหวัดเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 22 เมษายน 2563 • การดู 700 ครั้ง
ปรัชญาการรักษาโรคแบบตะวันออก- อัตลักษณ์ของอาเซียน
ปรัชญาการรักษาโรคแบบตะวันออก- อัตลักษณ์ของอาเซียน

     ประวัติศาสตร์ของแนวคิดและการรักษาโรคของตะวันออกมีความเป็นมายาวนาน และมีความคล้ายคลึงกันทั้งๆที่ทวีปเอเซียเป็นทวีปที่กว้างใหญ่โดยเฉพาะในอาเซียนไม่ว่าไทยพม่าลาวเขมรแม้กระทั่งชาวเกาะแบบฟิลิปปินส์อินโดเนเซียก็ล้วนมีปรัชญาในการรักษาแบบพื้นถิ่นที่ใกล้เคียงกันกล่าวได้ว่าอัตลักษณ์ของการแพทย์โบราณของอาเซียนนั้นเป็นอย่างเดียวกัน การแพทย์พื้นบ้านการดูแลสุขภาพของคนเอเซียหรือชาวอาเซียนนับได้ว่าเป็นปรัชญาที่มีรากเหง้าอันเดียวกัน คนเอเชียและชาวอาเซียนให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ถือว่าอาหารเป็นยา ดังนั้นจึงมีอาหารต้องห้ามในแต่ละโรค มีอาหารที่ต้องกินหากป่วยด้วยโรคหนึ่งๆ  มีการใช้สมุนไพรที่ใกล้เคียงกัน มีการนวด และแม้แต่การออกกำลังกายก็มีปรัชญาตรงกันคือ ใช้หลักกายเคลื่อนไหวใจสงบไม่ว่าจะเป็นโยคะ ชี่กงไท้เก็ก หรือฤาษีดัดตน          ปรัชญาการรักษาสุขภาพของคนเอเชียมีศูนย์กลางใหญ่อยู่ที่อินเดียและจีน ดูเหมือนว่าทั้งสองแห่งนี้ก็ได้รับอิทธิพลทางแนวคิดของกันและกันอยู่ไม่น้อย ส่วนชนชาติเอเซียอื่นๆโดยเฉพาะในอาเซียนแม้ว่าจะมีภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพของตนเองแต่ก็ได้รับอิทธิพลจากจีนบ้าง อินเดียบ้างแล้วแต่ว่าในสมัยโบราณชาติไหนจะมีการสมาคม ติดต่อกับที่ไหนมากกว่า           ในอินเดียมีการรักษาเป็นระบบมาตั้งแต่2,400ปีก่อนอินเดียมีตำราอายุรเวท ซึ่งแปลว่า“วิทยาการแห่งชีวิต” เปรียบเสมือนตำราแพทย์เล่มใหญ่ ภาคส่วนที่เป็นตำรายาชื่อ“จารกะสังหิตา”เขียนขึ้นโดยหมอยาโบราณชื่อจารกะตั้งแต่1,000 ปีก่อนคริสตกาลและมีภาคส่วนของตำราศัลยกรรมชื่อ“ศศรุต สังหิตา”ซึ่งเขียนขึ้นโดยหมอศัลยกรรมคนแรกๆของโลกก็ว่าได้ ชื่อศศรุตตั้งแต่เมื่อ400ปีก่อนคริสตกาล  จะเห็นว่าความรู้การแพทย์แผนตะวันออก มีความรอบด้านคล้ายๆกับการแพทย์ในปัจจุบันยกตัวอย่างตำราอายุรเวทจะมีการกล่าวถึงการใช้สมุนไพรเกลือแร่การผ่าตัดการรักษาโรคด้วยพิธีกรรม และการให้ทาน          ความเชื่อทางการแพทย์ตามแบบอายุรเวทเน้นหนักไปที่ปราณหรือพลังชีวิต ในร่างกายมีทางเดินของปราณที่แน่นอนการเคลื่อนที่ของปราณมีจุดตัดกันที่เรียกว่าจักระ จักระทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน7ตำแหน่ง เรียงกันอยู่ตรงกลางของลำตัวตามแนวของกระดูกสันหลัง เรียงจากบนลงล่าง ตั้งแต่กระหม่อมลงไปถึงก้นกบ แต่ละจักระมีความสัมพันธ์กับต่อมต่างๆ ในร่างกาย คนอินเดียเชื่อว่าเมื่อใดที่จักระเสียความสมดุล หรือการเคลื่อนไหลของปราณติดขัด ร่างกายก็จะป่วย การรักษาโรคจึงต้องปรับจักระที่มีปัญหา โดยการใช้ยาสมุนไพร อาศัยการนวด และการฝึกโยคะ          การแพทย์แผนจีนก็มีการพูดถึงการเคลื่อนไหวของพลังงานหรือชี่ ชี่มีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในต่างๆ กัน และแนวคิดของการเกิดโรคก็เป็นเช่นเดียวกับอินเดีย หากเมื่อใดที่ทางเดินของชี่ติดขัดก็จะเกิดความเจ็บป่วย ปรัชญาการรักษาโรคของจีนจึงอาศัยหลักคิดทำนองเดียวกับอินเดีย คือต้องแก้ไขความติดขัดของชี่โดยใช้สมุนไพร ใช้การฝังเข็มชี่กงและการรมยาเป็นต้น          ปรัชญาการใช้สมุนไพรและเกลือแร่จำแนกตามรสคือขม หวานฝาดเค็มเผ็ด และ เปรี้ยว อาศัยแนวคิดที่ว่ารสที่ต่างกันมีผลต่ออวัยวะภายในที่ต่างกันเช่นรสเผ็ดมีผลต่อปอดและลำไส้ใหญ่ รสหวานมีผลต่อกระเพาะและม้าม รสเปรี้ยวมีผลต่อตับและถุงน้ำดีเป็นต้น  การแพทย์แผนจีนและแผนไทยก็ใช้แนวคิดทำนองเดียวกันนี้ รสของสมุนไพรที่ต่างกันก็จะใช้รักษาโรคต่างกันไป แนวคิดนี้ยังครอบคลุมถึงรสชาติของอาหารด้วยคนเอเชียส่วนใหญ่ถือว่าอาหารเป็นยา ในแต่ละฤดูกาลจะกินอาหารอย่างไรจึงจะไม่ป่วย หากไม่สบายแล้วจะต้องกินอย่างไรก็อาศัยแนวคิดเรื่องรสเป็นหลัก          สำหรับการผ่าตัด ต้องยอมรับว่าอินเดียเป็นชาติที่ทำการผ่าตัดนำหน้าชาติเอเชียอื่นๆ  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อินเดียมีบทลงโทษนักโทษที่หนักหนาสาหัสรองจากการประหารชีวิตคือยังให้รักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ให้ตัดมือและเท้าเป็นการประจานซึ่งหมายความว่าต้องอาศัยฝีมือผ่าตัดเย็บแผลห้ามเลือดตกแต่งบาดแผลเพื่อรักษาชีวิตให้รอด  นอกจากนี้ยังมีการแพทย์กล่าวถึงการผ่าตัดไต ผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและการผ่าตัดอื่นๆสำหรับการผ่าตัดในช่องท้องอินเดียก็มีเทคนิคเย็บปิดหน้าท้องเฉพาะ ที่ใช้มดดำตัวใหญ่ อาศัยเขี้ยวอันโตของมันหนีบผิวหนังทั้งสองด้านให้ติดกัน มดดำยังมีกรดมดที่เข้มข้นเป็นยาแก้อักเสบของแผลได้อย่างดี  อินเดียมีเข็มสำหรับเย็บแผลที่ผิวหนังหน้าตาคล้ายเข็มเย็บผ้าผ้าธรรมดา แต่ใช้เส้นผมหรือเอ็นสัตว์หรือเส้นใยจากพืชแทนด้ายหรือไหม          ในจีนเริ่มแรกทีเดียว การแพทย์เป็นศาสตร์ที่ผสมผสานกันระหว่างการรักษากับศาสนา ราวคริสตศักราชที่500หมอจึงมีบทบาทในการรักษาอย่างแท้จริง แต่การแพทย์แผนจีนไม่ค่อยมีศัลยกรรม อย่างมากก็มีแค่การฝังเข็มการเจาะเลือดเอาเลือดออกเพื่อรักษาโรคแต่จีนเด่นในเรื่องสมุนไพร  จีนมีตำรายาสมุนไพรเป็นพันๆตำรับตำรายาที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ตำราของจักรพรรดิ์เหลือง “หวงตี้เน่ยจิ่ง”          แนวคิดทางการแพทย์ของแผนจีนต่างจากของอินเดียอย่างชัดเจนตรงที่ใช้ทฤษฎีหยิน หยาง ที่จริงความเชื่อของจีนนั้นหยินกับหยางเป็นหลักที่ใช้ได้ครอบจักรวาล ทุกอย่างรอบตัวเราประกอบด้วยความสมดุลของหยิน-พลังเย็น-กับหยาง-พลังร้อน-ทั้งนั้น           จีนยังให้ความสำคัญกับการจับชีพจรรักษาโรค หมอจีนต้องเรียนรู้ว่าชีพจรมีความแตกต่างกันแต่ละข้อมือมีตั้ง6ชีพจร สองมือรวมกันก็มีชีพจรถึง12แบบแต่ละแบบแทนการไหลของชี่แต่ละเส้น และบ่งบอกถึงนัยแห่งโรคที่แตกต่างกัน หมอจีนอาจจะอธิบายถึงลักษณะของชีพจรว่า“ไหลเหมือนน้ำ” หรือ“เหมือนน้ำหยดลงมาจากหลังคา” ซึ่งลักษณะนี้เองที่บอกถึงโรคที่แตกต่างกัน          ยาจีนมีชื่อเสียงมานานมีมากกว่า16,000ขนาน และปัจจุบันก็ใช้กันไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่นทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าไม่มีใครไม่รู้จักโสมในแง่เป็นยาชูกำลัง ใช้ได้ดีสำหรับคนแก่ และคนที่มีอาการอ่อนเพลีย          จีนยังเด่นในเรื่องของการฝังเข็ม การฝังเข็มคือการปักเข็มเข้าไปยังจุดต่างๆในร่างกายที่อยู่บนเส้นโครจรของพลัง ด้วยความเชื่อที่ว่าเข็มที่ฝังลงไปชั่วครู่ยามจะช่วยปรับสมดุลของการเคลื่อนที่ของพลังในร่างกาย การเลือกใช้จุดฝังเข็มขึ้นอยู่กับโรคและการวินิจฉัยโรค  จากตำราของจักรพรรดิเหลืองซึ่งมีอายุเกือบ2,500ปี กล่าวถึงการฝังเข็มว่ามีหลายรูปแบบ และกำหนดจุดฝังเข็มเอาไว้ประมาณ300-600จุด ซึ่งเห็นได้จากรูปสัมฤทธิ์ที่ขุดได้ในจีนเมื่อศตวรรษที่18 เป็นรูปปั้นที่แสดงถึงจุดฝังเข็มตามร่างกาย และมีเส้นโคจรของพลังงานชี่12เส้น          การแพทย์ของทิเบตรับเอาแนวคิดของนานาประเทศเอาไว้หลากหลาย ยาสมุนไพรมีส่วนคล้ายคลึงกับการแพทย์จีนค่อนข้างมาก แนวคิดเกี่ยวกับสรีระเป็นแบบกรีกและอราบิก คือเชื่อว่ามีน้ำเหลืองในร่างกาย การแพทย์ทิเบตมีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดและจิตวิญญาณซึ่งรับเอามาจากอินเดีย พระลามะยังใช้การสวดมนตร์รักษาโรค ซึ่งศาสตร์แห่งการแพทย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายวัชระยานเลยทีเดียว  หมอยาในทิเบตไม่มีสำนักแน่นอน แต่จะร่อนเร่เดินทางไปรักษาผู้คนโดยแบกร่วมยาที่เต็มไปด้วยสมุนไพร เขาสัตว์ ไม้กวาดยา แถมด้วยมีดและหินลับมีดเอาไว้ลับมีดให้คมยามที่ต้องการผ่าตัด       การแพทย์แผนไทย มีความเป็นมาของเราเอง ถือหลักเป็นการแพทย์แนวพุทธะ เดิมทีการแพทย์จึงมีศูนย์กลางอยู่ที่วัด  มีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางธรรมชาติใช้การผูกหรือมัดขวัญการเสกเป่าการแก้บนการสืบชาตาและมีการใช้น้ำมนต์ซึ่งปรับเป็นวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตของคนไทยโบราณ  คนโบราณไม่ได้มองว่าโรคมีสาเหตุจากเชื้อโรค แต่การเกิดโรคเป็นเพราะร่างกายขาดความสมดุลของธาตุสำคัญทั้งสี่ คือดินน้ำลมไฟหรือขาดความสมดุลกับธรรมชาติอากาศฤดูกาลเป็นต้นการตรวจวินิจฉัยของหมอไทยจะเน้นเรื่องของวันเดือนปีเกิด เพราะมีแนวคิดที่ว่าคนเราเกิดมามีธาตุเจ้าเรือนกำหนดมาตั้งแต่ในครรภ์มารดา จากนั้นจึงตรวจดูว่าอาการที่มีเป็นอาการของธาตุใด ธาตุทั้งสี่ไม่สมดุลอย่างไร อันไหนหย่อนอันไหนกำเริบหรือพิการอย่างไรจากนั้นจึงใช้ยาสมุนไพรรักษา          การรักษาตามแนวแผนไทยจะเน้นการใช้ยาสมุนไพรเป็นหลัก ประกอบกับการนวด อบประคบ ไม่มีการผ่าตัด แม้ว่าหมอไทยมี“มีดหมอ” แต่ก็ไม่ได้ใช้ผ่าตัด  หากใช้ข่มความเจ็บป่วยด้วยคาถาอาคม เพื่อสร้างศรัทธาและความขลังในการรักษาเท่านั้น การลงมีดหมอก็ไม่ได้เกิดบาดแผลใดๆบนร่างกาย          การแพทย์แผนไทยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ยาสมุนไพรส่วนหนึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของเราเอง แต่ก็มีบางส่วนที่รับมาจากอินเดีย มีที่รับมาจากจีนบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ฤาษีดัดตนก็เป็นศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับโยคะของอินเดียมาก ฤาษีหรือโยคีผู้ปฏิบัติโยคะก็มีที่มาจากชมพูทวีป          การแพทย์พื้นบ้านทั่วโลกล้วนมีความเป็นมาอันยาวนาน แต่ทั้งหมดมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นภูมิปัญญาพื้นถิ่น ที่มนุษย์ดิ้นรนเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บ สาเหตุของโรคเกิดจากเงื่อนไขภายในร่างกาย การรักษาจึงเป็นการอาศัยธรรมชาติรอบตัวมาปรับสมดุลให้กับร่างกายของตนเอง ปรัชญาการแพทย์โบราณไม่ว่าของชาติไหนเอเชียอาเซียนอัฟริกาหรือแผนตะวันตกจึงมีจุดอ่อนอยู่ที่ไม่สามารถรักษาอาการติดเชื้อจากเชื้อโรค          เมื่ออเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่งค้นพบเพนนิซิลินฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จุดนั้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนของการแพทย์แผนตะวันตก เป็นจุดแห่งพัฒนาการของการแพทย์แผนปัจจุบันที่อาศัยยาเป็นหลัก แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันมีบทบาทสูงมาประมาณ300ปี มนุษย์เราก็เริ่มไม่พอใจในวิธีการรักษาแผนปัจจุบันอีกโดยเฉพาะวิธีการรักษาโรคเรื้อรัง          ไม่ว่าที่ไหนในโลก คนเราต่างก็หันไปหาการแพทย์แผนพื้นถิ่นที่มีความเป็นมาที่ยาวนานกว่า ที่เน้นความเป็นสมดุลภายในร่างกายเพื่อการหายของโรค          จึงไม่น่าแปลกใจที่ยุคนี้ กลับกลายเป็นยุคเฟื่องของการแพทย์ที่นำเสนอภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายาปฎิชีวนะมีคุณยิ่งต่อการรักษาโรคติดเชื้อ ทางออกเพื่อการรักษาที่สมบูรณ์คือ จะต้องประสานปรัชญารักษาโรคแบบบรรพบุรุษให้เข้ากับการแพทย์แผนปัจจุบันการรักษาโรคจึงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น                                                                               พญ.ลลิตา ธีระสิริ                                 บัลวีเวียงพิงค์ศูนย์ธรรมชาติบำบัด  
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 2,658 ครั้ง
ไทลื้อ
ไทลื้อ

ไทลื้อ          ชาวไทลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนใต้ของจีนมีเมืองเชียงรุ่งในเขตสิบสองปันนามณฑลยูนาน เป็นศูนย์กลางชาวไทลื้อจึงมีประวัติศาสตร์ร่วมกับจีนมาเป็นเวลายาวนานในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมามีกลุ่มชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพและถูกกวาดต้อนลงมาอยู่ทางตอนเหนือของพม่า ตอนเหนือของลาวตอนเหนือของเวียดนามและทางภาคเหนือของประเทศไทยในบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูนลำปางพะเยาแพร่และน่านเมื่อย้ายมาตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆแล้วชาวไทลื้อก็มีการปรับตัวเข้ากับท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะในส่วนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยแต่เดิมนิยมสร้างเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงหลังคาขนาดใหญ่ลาดเอียงคลุมลงมาจนถึงฝาเรือน ภายในเรือนเป็นโถงกว้างและไม่นิยมทำหน้าต่างมากนักเพราะเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น เมื่อชาวไทลื้อย้ายถิ่นฐานเข้ามาจึงมีการสร้างเรือนแบบหลังคาสองจั่วตามแบบเรือนไทยวนและมีหน้าต่างเรือนมากขึ้น เพื่อให้ถ่ายเทอากาศ ชาวไทลื้อมักประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักว่างเว้นจึงนิยมทอผ้าเพื่อไว้ใช้สอยและถวายเป็นพุทธบูชา ถึงแม้ว่าถิ่นฐานของชาวไทลื้อจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปแต่การดำรงชีวิตของกลุ่มไทลื้อทุกแห่งจะมีความคล้ายคลึงกัน เนื่องจากมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เหมือนกัน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากภาษา การแต่งกายอาหารประเพณีและความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา หญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่งเพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิงการออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดารโดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆได้ด้วยเทคนิคการจกการขิดและเกาะล้วงเช่นลายนาคลายหงส์ลายปราสาทเป็นต้นผ้าทอที่ทำขึ้นนั้นใช้สำหรับเป็นเครื่องนุ่งห่มของคนในครอบครัวรวมถึงเป็นเครื่องใช้จำพวกที่นอนหมอนผ้าห่มฯลฯทั้งนี้หากต้องการทำบุญก็จะทอตุงหรือผ้าที่ใช้ในพุทธศาสนาถวายที่วัดสร้างกุศลให้ผู้หญิงแทนการบวชพระ          การแต่งกายของสตรีชาวไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ดสีเข้มเป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่จะผูกเชือกที่สาบเสื้อด้านซ้ายนุ่งซิ่นต๋าลื้ออาจมีเพิ่มลวดลายด้วยเทคนิคต่างๆเพื่อความสวยงามเกล้ามวยผมไว้บนกระหม่อมและเคียนหัวด้วยผ้าพื้นสีขาวหรือสีชมพูส่วนบุรุษนิยมสวมเสื้อแขนยาวสวมทับด้วยเสื้อปาหรือเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อมสวมกางเกงขายาวสีเดียวกับเสื้อต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาวเคียนหัวด้วยผ้าพื้นสีขาวหรือสีชมพูทั้งชายและหญิงนิยมสะพายถุงย่ามหากไปวัดจะพาดบ่าด้วยผ้าเช็ดทุกครั้ง   ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัมนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 6,242 ครั้ง
ลั๊วะ
ลั๊วะ

ลัวะ          ลัวะหรือละว้าหรือละเวือะคือชนเผ่าพื้นเมืองก่อนชาติพันธุ์ไทเป็นเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมก่อนการสร้างชาติรัฐล้านนาในอดีตลัวะเคยมีวิวัฒนาการที่เจริญรุ่งเรืองมีการสร้างบ้านแปลงเมืองมีระบอบการปกครองมีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเป็นอัตลักษณ์เป็นของตนเองเมื่อถูกชาติพันธุ์ไทรุกรานจึงถอยร่นสู่ที่ราบเชิงเขาและสันเขาปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในรัฐฉานสหภาพพม่าตอนเหนือของลาวและทางภาคเหนือของประเทศไทยโดยกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่แม่ฮ่องสอนเชียงรายและน่านในส่วนของบ้านเรือนที่อยู่อาศัยชาวลัวะนิยมสร้างเรือนไม้ยกพื้นสูงหลังคาสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดินมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตึงมีกาแลสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่วและเนื่องจากชาวลัวะมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรมรอบๆหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์          ชาวลัวะมีภาษาเป็นของตนเองคือภาษาลัวะเป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติกกลุ่มมอญ-เขมรแต่เดิมมีการนับถือผีโดยเฉพาะผีเสื้อบ้านและผีบรรพบุรุษโดยเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงจะนับถือสายผีตามสามีและบุตรชายคนเล็กจะได้สิทธิ์ในการรับมรดกและดูแลสายผีภายหลังเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนพื้นราบจึงได้มีการนับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับความเชื่อดั้งเดิมและซึมซับรับวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทเข้าไปใช้ในชีวิตประจำวัน          สตรีชาวลัวะนิยมสวมเสื้อสีขาวหรือสีดำแขนสั้นกุ๊นด้วยด้ายสีนุ่งซิ่นสั้นครึ่งเข่าสีดำมีลายคั่นเป็นแถบสีแดงชมพู และน้ำเงินแซมขาว ซึ่งได้จากการมัดย้อมหรือปั่นไกพันแขนด้วยผ้าปอเต๊ะพันขาด้วยผ้าปอซวงสตรีชาวลัวะนิยมแสกกลางศีรษะมวยต่ำไว้ท้ายทอยประดับมวยผมด้วยปิ่นขนเม่นสวมสร้อยเงินเม็ดสร้อยลูกเดือยสร้อยลูกปัดสีแดงสีส้มสีเหลืองและใส่ตุ้มหูไหมพรมยาวถึงไหล่ส่วนบุรุษนิยมสวมเสื้อแขนยาวสีขาวผ่าหน้านุ่งกางเกงสะดอขาวเคียนหัวด้วยผ้าสีแดงหรือชมพูและพกมีดด้ามงาช้าง   ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 8,276 ครั้ง
ไทยวน
ไทยวน

ไทยวน          ไทยวนหรือคนเมืองคือกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย   มักตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไหลผ่านระหว่างหุบเขา เช่นลุ่มแม่น้ำปิงเป็นที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่และลำพูน ลุ่มแม่น้ำวังเป็นที่ตั้งของเมืองลำปาง ลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่ตั้งของเมืองแพร่ และลุ่มแม่น้ำน่านเป็นที่ตั้งของเมืองน่านเป็นต้นในอดีตชาวไทยวนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักตามภูมิประเทศที่อาศัยตั้งถิ่นฐาน ทั้งนี้มีชาวไทยวนที่ถูกกวาดต้อนลงไปอยู่ในพื้นที่ภาคกลางคือตำบลเสาไห้จังหวัดสระบุรีและตำบลคูบัวจังหวัดราชบุรีเป็นต้น          ชาวไทยวนมีภาษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตและความเชื่ออันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนในสังคมของชาวไทยวนมีความคิดในเรื่องผีผสมพุทธศาสนาโดยเฉพาะผีปู่ย่า(ผีบรรพบุรุษ)จะมีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมของลูกหลานชาวไทยวนให้ประพฤติตนถูกต้องตามจารีตประเพณีและกรอบที่ดีงามของสังคมอีกทั้งมีความเชื่อเรื่อง“ขึด”คือข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติที่ถูกต้องที่ควรปฏิบัติไม่ให้เกิดสิ่งไม่ดีขึ้นกับตัวเองและครอบครัว  ภาษาเขียนและภาษาพูดของชาวไทยวนมีรูปแบบเป็นของตนเองซึ่งในปัจจุบันก็ยังพบเป็นการใช้ภาษาเขียนในพระธรรมคัมภีร์พุทธศาสนาและปั๊บสาใบลานทั้งนี้ภาษาเขียนของไทยวนหรือเรียกว่า“อักษรล้านนาหรืออักษรธรรม”ยังใช้ในกลุ่มชาวไทลื้อเชียงรุ่งและไทเขินเชียงตุงด้วยเนื่องจากในอดีตชาวล้านนาได้นำพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่ยังสองดินแดนนี้ ในส่วนของบ้านเรือนที่อยู่อาศัยชาวไทยวนนิยมสร้างเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงมีทั้งหลังคาแบบจั่วเดียวและหลังคาจั่วแฝดซึ่งรูปแบบเรือนที่นิยมทำกันมากคือเรือนจั่วแฝดแบบ“เรือนกาแล”ที่มียอดจั่วเป็นไม้ไขว้กันตกแต่งด้วยการฉลุลวดลายอย่างสวยงาม          การแต่งกายของสตรีชาวไทยวนในอดีตแต่เดิมนิยมเปลือยท่อนบนนุ่งซิ่นต๋าต่อตีนต่อเอวเกล้ามวยผมไว้ท้ายทอยเมื่อมีโอกาสพิเศษจึงมัดอกหรือห่มสะหว้ายด้วยผ้าสีพื้นหรือผ้าลายดอกนุ่งซิ่นตีนจกหรือสอดดิ้นเงินดิ้นทองตามฐานะภายหลังนิยมสวมเสื้อแขนกระบอกและห่มสไบสะหว้ายทับพร้อมหย้องเครื่องประดับสวยงามส่วนบุรุษแต่เดิมนิยมเปลือยท่อนบนนุ่งเฅ็ดม่ามนุ่งผ้าต้อยสักต้นขาภายหลังนิยมแต่งชุดราชประแตนและชุดเตี่ยวสะดอตามสมัยนิยมที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาคกลางและชาวตะวันตก   ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 6,609 ครั้ง
ปกาเกอะญอ
ปกาเกอะญอ

กะเหรี่ยง          กะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอคนล้านนามักเรียกว่า“ยาง”พม่าเรียกว่า“กะยิ่น”ชาวตะวันตกเรียกว่า“กะเรน”กลุ่มชาติพันธุ์นี้เรียกตนเองว่า“กะเหรี่ยง”ประกอบด้วยกะเหรี่ยงหลากหลายกลุ่มกลุ่มใหญ่ๆคือปกาเกอะญอ(สกอว์)โพล่ง(โปว์)ตองสู้(ปะโอ)และบะแก(บะเว)แต่เดิมกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณต้นแม่น้ำสาละวินสหภาพพม่าต่อมาได้อพยพเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่าสู่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทยใน15จังหวัดเช่นเชียงใหม่ลำพูนแม่ฮ่องสอนตากและกาญจนบุรี แม้กะเหรี่ยงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวเขาแต่ก็มิได้อาศัยบนเขาสูงเสียทั้งหมดบางส่วนสร้างบ้านแปลงเรือนอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบหรือพื้นที่ราบเชิงเขาเหมือนกลุ่มชาติพันธุ์ไทอื่นๆเช่นชาวกะเหรี่ยงในบ้านพระบาทห้วยต้มอำเภอลี้จังหวัดลำพูนเป็นต้นในส่วนของบ้านเรือนที่อยู่อาศัยชาวกะเหรี่ยงนิยมสร้างเรือนไม้ยกพื้นสูง มีชานเรือน หลังคาหน้าจั่วยาวคลุมตัวบ้านมุงด้วยหญ้าคาไม่มีหน้าต่างและดำรงชีพด้วยเกษตรกรรมและหาของป่า          กะเหรี่ยงมีภาษาเป็นของตนเองคือภาษากะเหรี่ยงเป็นภาษาในตระกูลจีน-ทิเบตสาขาทิเบต-พม่าแบ่งเป็นภาษาย่อยได้8ภาษาคือสะกอโปกะยาเฆโกมอบวา(บิลีจี,เดอมูฮา)ปาไลซิต้องสู้และเวเวานอกจากนี้ยังมีสำเนียงอีกหลายแบบซึ่งแตกต่างกันไปตามพื้นที่ตั้งถิ่นฐานแด่เดิมชาวกะเหรี่ยงนับถือผีโดยเฉพาะผีบรรพบุรุษผีอารักษ์และผีต่างๆที่สถิตตามป่าเขาลำน้ำและบริเวณหมู่บ้านต่อมาเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนพื้นราบจึงหันมานับถือพระพุทธศาสนาและบางส่วนนับถือศาสนาคริสต์ตามที่มิชชั่นนารีได้เข้ามาเผยแพร่ศาสนจักร          การแต่งกายของชาวกะเหรี่ยงแต่ละพื้นที่แต่ละกลุ่มมีการแต่งกายที่ต่างกันแต่มีจุดร่วมที่คล้ายๆกันคือเด็กและหญิงสาวจะเป็นชุดคลุมยาวเป็นผ้าฝ้ายพื้นขาวทอหรือปักประดับลวดลายให้งดงามส่วนสตรีที่แต่งงานแล้วจะสวมเสื้อสีดำน้ำเงินหรือสีเข้มและผ้านุ่งสีแดงคนละท่อนตกแต่งด้วยลูกเดือยหรือทอยกดอกยกลายส่วนบุรุษนิยมสวมเสื้อตัวยาวถึงสะโพกตัวเสื้อจะมีการตกแต่งด้วยแถบสีไม่มีการปักประดับเหมือนเสื้อสตรีนุ่งกางเกงสะดอ นิยมใช้สร้อยลูกปัดเป็นเครื่องประดับและสวมกำไลเงินหรือตุ้มหู ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 5,014 ครั้ง
ดาราอั้ง
ดาราอั้ง

ดาราอั้ง          ดาราอั้งหรือที่ชาวไทใหญ่เรียก“ปะหล่อง” เป็นชนเผ่าที่มีที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนดอยสูงกระจัดกระจายอยู่บริเวณรัฐฉานรัฐคะฉิ่นสหภาพพม่าและมณฑลยูนนานประเทศจีนแต่ด้วยภัยสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่าช่วงปีพ.ศ.2511–2527 ชาวดาราอั้งจำนวนมากต้องข้ามน้ำสาละวินลัดเลาะจากเชียงตองเมืองปั่นในเขตเชียงตุงมายังฝั่งประเทศไทยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าฯให้อาศัยบริเวณบ้านนอแลบ้านห้วยเลี้ยมบ้านแคะนุซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้กับพื้นที่รับผิดชอบของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝางและส่วนหนึ่งจัดให้อยู่บ้านปางแดงบ้านแม่จรบ้านห้วยโป่งอำเภอเชียงดาวบ้านห้วยหวายบ้านห้วยทรายขาวอำเภอแม่อายจังหวัดเชียงใหม่และบ้านสันต้นปุยอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายในส่วนของเรือนที่อยู่อาศัยชาวดาราอั้งนิยมสร้างเรือนด้วยเสาไม้ฟากและฝาเป็นไม้ไผ่สับเป็นเรือนยกพื้นสูงขึ้นอยู่กับความลาดชันบนไหล่เขาและหลังคามุงด้วยหญ้าคาดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรมปลูกข้าวปลูกข้าวโพดและเลี้ยงสัตว์          ชาวดาราอั้งมีภาษาพูดเป็นของตนเองคือภาษาดาราอั้งจัดอยู่ในกลุ่มภาษาปะหล่อง – วะแต่โดยทั่วไปแล้วชาวดาราอั้งสามารถพูดภาษาไทยใหญ่ได้ เนื่องจากถิ่นฐานเดิมอยู่ใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มไทใหญ่ชาวดาราอั้งมีชีวิตที่ค่อนข้างสงบและเรียบง่ายด้วยเพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับความเชื่อเรื่องผีอันเป็นความเชื่อดั้งเดิมของบรรพบุรุษ          สตรีชาวดาราอั้งนิยมสวมเสื้อแขนกระบอกผ่าหน้าเอวลอยสีสันสดใสส่วนมากนิยมสีดำน้ำเงินเขียวและม่วงในส่วนของสาบเสื้อเย็บด้วยผ้าสีแดงตกแต่งด้วยเลื่อมและลูกปัดหลากสีนุ่งซิ่นลายขวางสีแดงสลับลายริ้วขาวเส้นเล็กๆผืนยาวกรอมเท้าเคียนหัวด้วยผ้าพื้นสีขาวและที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นคือการสวมเอวด้วยวงหวายบางคนก็ใช้โลหะสีเงินหรือทองตัดเป็นแถบยาวตอกลายแล้วขดเป็นวงสวมใส่ปนกันเรียกว่า “หน่องว่อง”สำหรับบุรุษชาวดาราอั้งนิยมสวมเสื้อแขนยาวสีขาวกางเกงสะดอหรือกางเกงเซี่ยมสีน้ำเงินเคียนหัวด้วยผ้าพื้นสีขาวและที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นคือการแกะฟันและฝังด้วยทองคำหรืออัญมณีถือดาบสะพายย่ามสูบกล้องยาสูบ      ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 2,792 ครั้ง
ไทใหญ่
ไทใหญ่

ไทใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่รัฐฉานสหภาพพม่า เรียกตัวเองว่า“คนไต”แต่ชาวล้านนาทั่วไปมักเรียกว่า “เงี้ยว” โดยมีเมืองหลวงที่ถือเป็นศูนย์กลางคือเมืองตองจีหรือตองกี  นอกจากนั้นยังมีชาวไทใหญ่ส่วนหนึ่งที่อพยพมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย เช่นจังหวัดแม่ฮ่องสอนจังหวัดเชียงรายและอำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ยังมีกลุ่มชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เช่น เมืองมาว เมืองวัน เมืองหล้า เมืองขอน เป็นต้น และบางส่วนของรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะที่ตำบลซ้างปานี แขวงเมืองสิพพสาครและอรุณาจลประเทศซึ่งเป็นพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาทั้งสิ้นชาวไทใหญ่นินมสร้างเรือนใต้ถุนเตี้ยหลังคาจั่วเดียวหากเป็นครัวครอบใหญ่นิยมสร้างเป็นหลังคาสองจั่วและมักประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการค้าขาย ไทใหญ่มีภาษาการดำเนินชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปวัฒนธรรมโดดเด่นแตกต่างออกไปจากชาวไทลื้อและชาวไทยวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับภูตผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีวิธีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเทวดาและผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง และยึดถือในการทำบุญแต่ละประเพณีเป็นอย่างมาก ดังประโยคที่กล่าวไว้ว่า “กินอย่างม่าน ตานอย่างไต” ที่หมายถึงชาวไทใหญ่จะนิยมการทำบุญทำทานมาก            สตรีชาวไทใหญ่นิยมสวมเสื้อแซคเป็นเสื้อเนื้อบางแขนยาวหรือสามส่วนป้ายสาบเสื้อทับไปทางขวาโดยใช้กระดุมผ้าหรือกระดุมโลหะสอดยึดห่วงนุ่งซิ่นเนื้อบางเช่นซิ่นก้องซิ่นส่วยต้องซิ่นปะล่องซิ้นหล้ายซิ่นฮายย่าซิ่นถุงจ้าบและซิ่นปาเต๊ะ ทรงผมเกล้ามวยตามอายุเช่นหากเป็นเด็กมักปล่อยหน้าม้าเมื่อเจริญวัยจึงเกล้ามวยผมไว้กลางกระหม่อมที่เรียกว่า“สะต๊อก”พอแต่งงานและเริ่มสูงวัยขึ้นจึงทำผมทรงเกล้าป้าดเกล้าขัดแก้งและเกล้าจ็อกตามอายุ ส่วนบุรุษนิยมสวมเสื้อเเซคหรือเสื้อแต้กปุ่งเป็นเสื้อแขนยาวคอกลมกระดุมผ่าหน้ามีกระเป๋าเสื้อ           นุ่งกางเกงสะดอเรียกว่า“ก๋นไตหรือโก๋นโห่งโย่ง”มัดเอวและเคียนหัวด้วยผ้าสีอ่อนเช่นสีขาวชมพูหรือเหลือง   ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 3,962 ครั้ง
ไทเขิน
ไทเขิน

ไทเขิน          ไทเขินหรือไทขึนเป็นชนชาติหนึ่งที่เรียกตนเองตามพื้นที่อยู่อาศัยในลุ่มแม่น้ำ “ขึนหรือขืน” ถือเป็นรัฐที่อยู่ในหุบเขาโดยมีเมืองเชียงตุงเป็นศูนย์กลาง ในเขตการปกครองของรัฐฉาน สหภาพเมียนมาร์ ไทเขินที่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง เป็นกลุ่มไทที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากกลุ่มไทใหญ่ในรัฐฉาน ทั้งนี้แม้จะอยู่ในเขตรัฐฉานแต่ไทเขินก็มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่นด้วยเช่นไทยวนและไทลื้อเป็นต้นซึ่งทำให้รากฐานทางภาษาสังคม ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และประวัติศาสตร์มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่นๆที่ใกล้ชิดกันโดยเฉพาะความเชื่อความศรัทธาในเรื่องผีผสมผสานกับพระพระพุทธศาสนา          ภาษาเขียนของชาวไทเขินได้รับมาจากอักษรธรรมล้านนาที่ชาวไทยวนล้านนาเข้าไปเผยแพร่พร้อมกับรากฐานทางพุทธศาสนาส่วนภาษาพูดมีความใกล้เคียงกับภาษาไทลื้อและไทยองด้านวิถีชีวิตและความเป็นอยู่โดยทั่วไปชาวไทเขินมักทำการเกษตรปลูกข้าวพืชผักเลี้ยงสัตว์อย่างพอเพียงในครอบครัวและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในสังคมแบบเครือญาติ ในอดีตชาวไทเขินบางส่วนถูกกวาดต้อนลงมายังอำเภอเมืองและอำเภอสันป่าตองจังหวัดเชียงใหม่ชาวไทเขินกลุ่มนี้มีความสามารถในการทำงานหัตถกรรมประเภทเครื่องเงินเครื่องเขินส่วนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่หลงเหลือคือการสร้างเรือนไทเขินเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงหลังคาเรือนทรงจั่วปีกหลังคายื่นยาวเหมือนเรือนไทลื้อในสิบสองปันนาเมื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ก็ผสมผสานเรือนแบบหลังคาสองจั่วตามแบบเรือนไทยวนมาด้วยทั้งนี้ชาวไทเขินที่อยู่ในอำเภอสันป่าตองยังมีภาษาพูดแบบไทเขินที่ใช้สืบต่อกันมา การแต่งกายของสตรีชาวไทเขินนิยมสวมเสื้อปั๊ดผ้าแพรสีอ่อนเช่นสีชมพูสีขาวสีเหลืองสีครีม นุ่งซิ่นต๋าลื้อหรือต๋าโยนต่อตีนเขียวหากเป็นสตรีชนชั้นสูงจะนุ่งซิ่นไหมคำตีนบัวปักโลหะในโอกาสพิเศษ     เกล้ามวยผมไว้กลางกระหม่อมและเคียนหัวด้วยผ้าพื้นสีขาวหรือสีชมพู ส่วนบุรุษนิยมสวมเสื้อแขนยาวคอกลมหรือคอตั้งกระดุมผ่าหน้าสวมกางเกงสะดอและเคียนหัวด้วยผ้าพื้นสีขาวหรือสีชมพู   ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 3,261 ครั้ง