ดอกสัก

วิถีชีวิตล้านนา


ทั้งหมด 8 รายการ
 
 
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก

หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขามากกว่าหน้าอกจริงหรือไม่?   ผู้หญิงล้านนาในอดีตนั้นไม่ว่าอยู่ในภูมิภาคไหนภาษาชนเผ่าชาติพันธุ์ใดไพร่ชาวบ้านหรือผู้ดีจะไม่นิยมสวมเสื้อนอกจากอากาศจะร้อนแล้วการเปลือยหน้าอกเดินโทงเทงยังถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติเต้านมเป็นแค่เพียงอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย จะไม่หวงหน้าอกตัวเองเป็นเหตุให้หวงช่วงบริเวณน่องขาขาอ่อนมากกว่าหน้าอกหากสาวล้านนาดึงซิ่นให้เห็นบริเวณน่องหรือขาอ่อนนั้นถือเป็นการเปิดใจยินยอมให้ชายนั้นเป็นเจ้าของได้ทันที ซึ่งภายหลังในช่วงที่ได้รับอิทธิพลค่านิยมมาจากฝั่งตะวันตกชาวยุโรปที่มาพร้อมกับคำว่า“สุภาพสตรีชั้นสูง”ต้องรู้จักรักนวลสงวนนมการปกปิดหน้าอกเริ่มแพร่หลายไปจนถึงการออกกฎหมายให้พสกนิกรหญิงสาวบ่าวไพร่สวมเสื้อกันทุกคน
เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2564 • การดู 602 ครั้ง
ฝาลับนาง
ฝาลับนาง

ฝาลับนาง วิถีชีวิตของชาวล้านนาสมัยก่อนในยามค่ำคืนขณะที่คนอื่นๆเรือนนอนหลับกันในเรือนหญิงสาวจะออกมานั่งทำงานด้านนอกบ้างก็ปั่นฝ้ายนั่งเย็บผ้าและรอต้อนรับชายหนุ่มที่มาเยี่ยมเยือนพูดคุยกันเรียกวัฒนธรรมนี้ว่า“การแอ่วสาว”ซึ่งลูกสาวจะนั่งรอชายหนุ่มอยู่ที่เติ๋นและหากบ้านไหนมีน้องชายก็จะอยู่เฝ้าพี่สาวทำหน้าที่จัดคิวชายหนุ่มที่เข้ามาพูดคุยกับพี่สาว เมื่อถึงชายหนุ่มมานั่งที่เติ๋นก็จะพูดคุยสัมภาษณ์เรื่องต่างอาทิว่ามาจากบ้านไหนเมืองไหนบางทีก็เป็นคนต่างถิ่นจากหมู่บ้านอื่นเนื่องจากสมัยก่อนไม่นิยมแต่งงานกับคนในพื้นที่เดียวกันเพราะรู้จักนิสัยใจคอกันหมดแล้วซึ่งแม่จะมาแอบฟังข้อมูลการสัมภาษณ์ด้วยและหากบ้านนั้นมีน้องสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานก็จะใช้ประโยชน์จากการนั่งฟังข้าง“ฝาลับนาง”ที่ยื่นออกมาปิดด้านข้างของเติ๋นโดยการไปหลบหลังฝาฟังการซักถามพูดคุยกันอย่างไรเพื่อศึกษาเรียนรู้ไว้ในภายภาคหน้าฝาลับนางเป็นฝาที่มีลักษณะพิเศษพบได้เฉพาะเรือนกาแลแต่พบเพียงไม่กี่แห่งมีลักษณะสำคัญคือเป็นฝาที่ยื่นยาวกว่าส่วนที่จะกั้น40-50ซม.พบที่ฝาด้านยาวด้านในของเรือนมีความยาวพันเสายื่นเลยออกมาจากส่วนที่กั้นห้องนอนไปข้างหนู่บริเวณเติ๋นส่วนยื่นเลยนี้นัยว่าเป็นที่กำบังหญิงสาวขณะทำงานบนเรือน  
เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2564 • การดู 480 ครั้ง
ครกมอง
ครกมอง

ครกกระเดื่อง เป็นของใช้พื้นบ้านซึ่งใช้สำหรับตำข้าวตำถั่วตำข้าวโพดและตำแป้งเป็นต้นบางทีก็เรียกครกกระดกหรือเรียกว่ามองก็มี ปัจจุบันการใช้ครกกระเดื่องมีใช้กันน้อยมากจะมีอยู่ในบางหมู่บ้านที่ไม่มีโรงสีข้าวหรืออาจจะอยู่ห่างไกลพวกชนกลุ่มน้อยบางพวกเช่นพวนโซ่งแม้วอีก้อซึ่งอยู่ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือยังคงใช้ครกกระเดื่องกันอยู่มากพอสมควร ตัวครกทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ตัดให้เป็นท่อนสูงประมาณ๕๐-๖๐เซนติเมตรขุดส่วนที่สำหรับใส่เพื่อตำข้าวหรือสิ่งอื่นๆให้เป็นเบ้าลึกลงไปให้สามารถบรรจุเมล็ดข้าวเปลือกได้ครั้งละเกือบ๑ถังทำคานไม้ยาวประมาณ๓-๔เมตรเพื่อใช้สำหรับเจาะรูเส้าหรือสากไว้ตำข้าวตั้งเสา๒ต้นฝังดินให้แน่นอยู่ในแนวเดียวกันกลางเสาทั้ง๒ต้นใช้สิ่วเจาะรูหรือบากไม้ให้เป็นร่องแล้วสอดคานที่รูยึดเสาทั้ง๒ต้นให้ขนานกับพื้นดินวางคานเส้าหรือสากให้ค่อนไปอยู่ปลายคานด้านตรงข้ามกับสากใช้คานสากตอกยึดกับคานไม้ที่ยึดเสา๒ต้น วิธีใช้จะวางครกไม้ให้ตรงกับเส้าหรือสากเมื่อใส่ข้าวข้าวโพดที่เป็นฝักๆไปแล้วจะใช้แรงเหยียบที่ปลายคานด้านที่ยึดติดกับเสา๒ต้นเมื่อใช้แรงเหยียบกดลงไปสากจะยกขึ้นเหมือนการเล่นไม้หกเวลาจะให้ตำสิ่งที่ต้องการก็ยกเท้าลงสากจะตำสิ่งของที่เราต้องการในเบ้าครกการตำข้าวตำฝักถั่วตำฝักข้าวโพดจะต้องมีคนช่วยกันคนหนึ่งเป็นคนเหยียบอีกคนหนึ่งจะเป็นคนกวนหรือพลิกกลับมาให้สากทุบตำได้ทั่วถึงหากเมล็ดข้าวถูกแรงตำด้วยท่อนไม้สากบ่อยๆจะทำให้ข้าวเปลือกกะเทาะหลุดออกจากเมล็ดชาวบ้านจะนำเมล็ดข้าวสารไปใส่กระด้งอีกทีหนึ่งเพื่อฝัดให้เศษผงต่างๆปลิวออกไปแล้วเลือกเมล็ดข้าวเปลือกหรือเศษกรวดดินออกก่อนที่จะนำไปหุงต่อไป (ขอขอบคุณข้อมูล:http://www.openbase.in.th/node/6892) (ภาพวาด:สุขธรรมโนบางนักช่างศิลป์สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
เผยแพร่เมื่อ 8 กรกฎาคม 2564 • การดู 344 ครั้ง
การทำนาแบบล้านนาโบราณ (อุปกรณ์ เครื่องใช้ และขั้นตอนการทำนาล้านนาโบราณ)
การทำนาแบบล้านนาโบราณ (อุปกรณ์ เครื่องใช้ และขั้นตอนการทำนาล้านนาโบราณ)

1.ชาวนาจะถือเคียวด้วยมือข้างที่ถนัดแล้วใช้เคียวเกี่ยวตะหวัดกอข้าวทีละกอในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับกอข้าวนั้นและออกแรงดึงเคียวให้คมเคียวตัดลำต้นข้าวให้ขาดออกมา 2.“หลาวหาบข้าว”ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับหาบฟ่อนข้าวหรือฟางข้าวมีลักษณะเป็นไม้เสี้ยมปลายทั้งสองด้านมีขาหยั่งรองรับน้ำหนัก 3.กองข้าวการขนย้ายฟ่อนข้าวหรือเฟ่าเข้ามารวมกันมีวิธีกองรวมเป็นกระจุกเรียกว่า"กองพุ่ม"กองเรียงตาลางเรียกว่า"กองรอม" 4.การตีข้าวเป็นการฟาดรวงข้าวให้เมล็ดหลุดจากรวงนั้นโดยฟาดใน"คุ"โดยอุปกรณ์หลักคือ"ไม้หีบ"หรือ"ไม้หนีบ"ช่วงต้นมีสายรัดสำหรับรัดฟ่อนข้าวเเละช่วงปลายสำหรับจับ 5.การหะข้าวคือการตักข้าวเปลือกด้วยช้อนไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า“ผาก”แล้วสาดหรือซัดให้กระจายไปขณะเดียวกันก็จะมีคนคอยพัดเอาเศษฟางหรือข้าวลีบให้ปลิวออกซึ่งเรียกว่า“กาหรือกาวี”มีลักษณะกลมแบนสานด้วยไม้ไผ่กว้างประมาณ2คืบมีด้ามจับยาวประมาณหนึ่งศอกโดยมีเสื่อปูรองพื้นสำหรับใส่เมล็ดข้าวเรียกว่า"สาดกะลา"เป็นเสื่อที่สานจากไม้ไผ่ 6.การขนย้ายข้าวเปลือกหากไม่หาบก็บรรทุกเกวียนซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกเกวียนว่า“ล้อ”ใช้เทียมวัวเรียกว่า“ล้อวัว” การขนย้ายข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดเรียกว่า“ลากเข้า” 7.การขนข้าวขึ้นหลองโดยการนำเกวียนมาเทียบหลองข้าวและทำการขนย้ายข้าวขึ้นบน“หลอง”เพื่อจัดเก็บ   ภาพประกอบโดย:สุขธรรมโนบาง  จัดทำโดย:พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 22 มิถุนายน 2564 • การดู 518 ครั้ง
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน

ความร้อนบำบัดโรคภูมิปัญญาจากชาวบ้าน         นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าร่างกายมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันเมื่อตอบสนองต่ออุณหภูมิที่แตกต่างกันและรู้ว่าความร้อนนั้นจะกระตุ้นภูมิต้านทานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้นเช่นหากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปเช่นไวรัสหรือแบคทีเรียร่างกายจะกระตุ้นตัวมันเองให้สร้างความร้อนขึ้นมาอุณหภูมิสูงกว่า37เซลเซียสจะกระตุ้นกระบวนการของภูมิต้านทานให้ทำงานได้ดีกว่าดังนั้นการเป็นไข้เท่ากับการจุดชนวนของปฏิกิริยาของภูมิต้านทานนับเป็นปฏิกิริยาแบบธรรมชาติแท้ๆที่ร่างกายปรับตัวสู้กับเชื้อโรคหรืออาการอักเสบ          ในสมัยก่อนที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะใช้คนไทยโบราณมีวิธีใช้ความร้อนเพิ่มภูมิต้านทานให้กับตนเองภาคเหนือมีการขางแม่จีไฟการนั่งดินจี่ใช้ความร้อนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น                การอยู่ไฟในภาคเหนือในเมื่อการคลอดในสมัยโบราณเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายมีการเสียเลือดมากมายทางคลอดเกิดการฉีกขาดเป็นทางเข้าของแบคทีเรียเกิดการติดเชื้อพิธีกรรมในการคลอดการอยู่ไฟจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ผู้หญิงโบราณยึดถือกันอย่างเคร่งครัดสำหรับการอยู่ไฟของภาคเหนือแม่ก๋ำเดือนจะต้องอยู่เดือน”เข้าเส้า”อยู่กับความร้อนแต่ในห้องโดยเชื่อว่าเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วห้ามไม่ให้ออกไปไหนต้อง“ก๋ำกิ๋น”คือห้ามกินของแสลงและไม่ให้ได้กลิ่นฉุนเพราะจะทำให้ป่วยเป็นโรค“ลมผิดเดือน”ได้แต่สำหรับเวลาของการอยู่เดือนคือถ้าเป็นลูกสาวต้อง”เผื่อกี่เผื่อด้าย”แม่ก๋ำเดือนต้องอยู่ไฟ30วันเนื่องจากหากลูกสาวโตขึ้นจะต้องเรียนรู้การปั่นด้ายทอผ้าถ้าเป็นลูกชายให้อยู่ไฟ28วันถือเป็นเคล็ดให้หยุดคมหอกคมดาบจึงจะเห็นได้ว่าร่างกายของเราต้องการระยะเวลาประมาณ1เดือนเพื่อฟื้นสุขภาพตัวเองให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม                การใช้ความร้อนเฉพาะที่ในการรักษาโรคการใช้ความร้อนประคบเหมาะสำหรับอาการปวดข้อต่างๆปวดกล้ามเนื้อเช่นปวดหลังปวดไหล่ปวดขาปวดเข่าซึ่งการประคบแบบนี้เป็นการักษาเฉพาะที่ 1.การใช้ลูกประคบเป็นการใช้สมุนไพรพื้นบ้านของไทยหลายๆชนิดมาห่อรวมกันด้วยผ้าขาวเอาลูกประคบ2ลูกไปนึ่งให้ชุ่มไอน้ำแล้วเอาลูกประคบมานวดบริเวณที่ปวดอาศัยความร้อนจากลูกประคบทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายเป็นการบรรเทาปวดที่ได้ผลทันทีความร้อนทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่นวดขยายตัวทำให้ตัวยาสมุนไพรสามารถซึมเข้าไปในร่างกายมากขึ้นอาการอักเสบจะลดลง 2.การใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนสลับเย็นประคบเป็นการใช้ความร้อนประคบเฉพาะที่ปวดที่อักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้ใช้สมุนไพรการประคบร้อนวิธีนี้จะเรียกเอาเลือดมาเอ่ออยู่ในบริเวณนั้นเป็นการเอาความร้อนไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทำงานมากขึ้นอาการอักเสบและอาการปวดแทบจะลดลงทันทีส่วนการประคบเย็นจะทำให้หลอดเลือดบีบตัวไล่เลือดเก่าที่คั่งอยู่บริเวณนั้นกลับสู่ส่วนกลาวเพื่อเอาขยะและพิษจากการอักเสบไปกำจัดทิ้ง 3.การนวดย่ำข่างเป็นวิธีการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบพื้นบ้านล้านนาอีกประเภทหนึ่งโดยมากใช้สำหรับบำบัดหรือรักษาอาการเจ็บปวดตามร่างกายโดยใช้เท้าชุบน้ำยา(น้ำไพลหรือน้ำมันงา)แล้วไปย่ำลงบนขางที่เผาไฟจนร้อนแดงแล้วจึงไปย่ำบนร่างกายหรืออวัยวะของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด   ข้อมูลจาก:พญ.ลลิตาธีระสิริ รูปภาพจาก: https://jobschiangrai.com
เผยแพร่เมื่อ 9 มิถุนายน 2563 • การดู 2,338 ครั้ง
ประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันจากตำรายาแผนโบราณ
ประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันจากตำรายาแผนโบราณ

    การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นระบบการดูแลรักษาสุขภาพที่มีมาตรฐานมีจุดเด่นคือการใช้เทคโนโลยีในการหาสาเหตุแห่งโรคและอาการแบ่งระบบที่ชัดเจนเช่นระบบทางเดินหายใจระบบทางเดินอาหารแพทย์มีความรู้ทั่วไปและความรู้ความชำนาญเฉพาะทางตามระบบมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ได้การยอมรับเป็นระบบที่พัฒนาต่อเนื่องมีเหตุผลอธิบายชัดเจนต่อยอดหรือทำการศึกษาซ้ำและนักวิจัยคนอื่นสามารถพัฒนาต่อไปได้ ส่วนการแพทย์ล้านนาการแพทย์อาข่าเมี่ยนม้งเย้าและอื่นๆ(ทั้งสิ้นประมาณ๔๐ชนเผ่า)เป็นการแพทย์ประสบการณ์อ้างอิงธรรมชาติถ่ายทอดจากปากต่อปากองค์ความรู้ในการรักษาอยู่ที่เฉพาะตัวหมอหรือผู้ที่รับถ่ายทอดไม่มีตำราเป็นทางการมีเอกสารอ้างอิงหรือพับสาใบลานและสมุดบันทึกใช้หลักของศาสนาพุทธและองค์รวมในการดูแลเยียวยาร่างกายเองเห็นว่ามนุษย์แตกต่างในเรื่องของธาตุเมื่อปกติต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อน โรคจึงจะหายหรือรักษาได้โบราณใช้หลักการแพทย์เช่นการปล่อยปลิงการถอนพิษด้วยยาสมุนไพรและการถอนพิษด้วยการขับถ่ายแม้ความเจริญทางการแพทย์แผนปัจจุบันล้ำหน้ากว่าการแพทย์แผนโบราณแต่ปัจจุบันมนุษย์กลับมาแสวงหาการใช้ธรรมบำบัดหรือใช้สมุนไพรบำบัดเนื่องจากเกรงอันตรายจากสารเคมีและอาการข้างเคียงของยาแต่การนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ล้านนามาใช้ต้องผ่านการศึกษาด้านองค์ความรู้ในใบลานพับสาและเอกสารโบราณความเข้าใจในเวชกรรมหลักการตั้งตำรับยาซึ่งต้องเข้าใจตัวยาแต่ละชนิดคัดเลือกปรับใช้ให้สามารถประยุกต์กับยุคสมัยจึงจะสามารถพัฒนาต่อยอดจากฐานรากได้    เภสัชกรหญิงรศ.ดร. พาณี ศิริสะอาด
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 1,527 ครั้ง
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา

หมู่บ้านของชาวล้านนามีรูปแบบอยู่ 2 ลักษณะคือ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ขนานกับเส้นทางสัญจร และหมู่บ้านที่กระจุกตัวเป็นกลุ่ม ซึ่งในลักษณะแรกมักเป็นหมู่บ้านที่ติดกับเส้นทางการค้า รองรับการค้าขาย ส่วนหมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นกลุ่ม ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากเส้นทางสัญจรหลัก เกิดจากการสร้างบ้านเรือนกระจายออกจากจุดศูนย์กลางของตัวหมู่บ้านออกไปเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของคนในชุมชน ปัจจุบันเราไม่สามารถเห็นขอบเขตของหมู่บ้านแต่ละกลุ่มในเมืองใหญ่ได้อย่างชัดเจน เพราะการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม หมู่บ้านต่างๆอยู่ติดๆกันเป็นผืนใหญ่ แต่ในชนบทบางแห่งยังคงพบว่าหมู่บ้านแต่ละที่มีระยะห่างไกลกันพอสมควร จึงเห็นเขตของหมู่บ้านอย่างชัดเจน โดยมีที่นาหรือป่าชุมชนตั้งอยู่ระหว่างแต่ละหมู่บ้าน  ผังหมู่บ้านของชาวล้านนาในอดีต ค่อนข้างที่จะมีแบบแผนชัดเจน โดยทำเลที่เหมาะสมกับการตั้งหมู่บ้านที่ดีที่สุดคือต้องมีแหล่งน้ำ หากบริเวณนั้นมีพื้นที่ดอนและที่ราบแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะตั้งบ้านเรือนอยู่บนที่สันดอน ส่วนที่ราบนั้นจะจำกัดไว้สำหรับการเพาะปลูก เพราะเป็นบริเวณที่น้ำชุ่มตลอดทั้งปี เหมาะแก่การปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง             ใจบ้าน เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหมู่บ้านชาวล้านนาคือ ใจบ้านเปรียบได้กับขวัญของหมู่บ้าน ที่มีเทวาอารักษ์หรือเสื้อบ้านสถิตอยู่เพื่อคอยดูแลป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้านได้ นิยมกำหนดให้อยู่ในบริเวณต้นไม้ใหญ่ หรือสร้างหอเสื้อบ้านขึ้นมาหรือปักเสาหลักเป็นเสื้อบ้านก็ได้ ซึ่งใจบ้านส่วนใหญ่จะอยู่กลางหมู่บ้านบริเวณเดียวกับข่วงบ้าน เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆของคนในหมู่บ้านร่วมกัน          หอผีเสื้อบ้านหรือหอเจ้าบ้าน มักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่พิเศษแตกต่างไปจากพื้นที่โดยทั่วไป เช่น บริเวณจอมปลวก บริเวณที่ดอน เป็นต้น มีลักษณะเป็นเรือนจำลองขนาดเล็ก ในอดีตสร้างด้วยไม้ ตัวหอยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันหมู่บ้านบางแห่งหอผีเสื้อบ้านชำรุด จึงสร้างใหม่เป็นอาคารก่อปูนชั้นเดียวขนาดใหญ่กว่าแบบเดิม ภายในหอผีมีชั้นสำหรับวางเครื่องสักการะและของใช้ของผี คือ ขันหมาก น้ำต้น ดาบ รูปปั้นม้าหรือช้าง ฯลฯ  ทุกปีก็จะมีพิธีเซ่นไหว้ถวายเครื่องสังเวยให้ผีเสื้อบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและร้องขอให้ช่วยดูแลรักษาหมู่บ้านให้ปลอดภัย                      ข่วงบ้าน เป็นลานโล่งกว้าง ไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้ขึ้นมากีดขวาง มักอยู่บริเวณหน้าหอผีเสื้อบ้านหรือใจบ้าน เป็นพื้นที่สาธารณะของคนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เดิมทีใช้เป็นที่สำหรับจัดพิธีกรรมในการเลี้ยงผีบ้าน ภายหลังรูปแบบของหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลง จากการขยายตัวของชุมชน ทำให้บางหมู่บ้านแทบไม่เหลือพื้นที่นี้ไว้          กลุ่มเรือน ลักษณะของหมู่บ้านชาวล้านนาในอดีตหรือชนบท จะกระจุกตัวรวมกันอย่างหนาแน่นบริเวณกลางหมู่บ้านแล้วก็เบาบางลงบริเวณท้ายบ้าน จากนั้นก็จะเป็นที่นาคั่นระหว่างหมู่บ้าน ถนนที่ใช้ในหมู่บ้านก็จะมีขนาดเล็กแคบและคดเคี้ยว ทางเข้าบ้านมีการแบ่งซอยย่อยออกไป แต่หมู่บ้านในเมืองที่มีกลุ่มเรือนกระจายตัวทั่วไปในบริเวณหมู่บ้านจนไม่มีพื้นที่ว่าง มักมีการกำหนดเขตโดยใช้ถนน หรือแม่น้ำแบ่งเขตหมู่บ้านแทน             วัด ในแต่ละหมู่บ้านต้องมีวัดประจำของตัวเองเพื่อให้คนในชุมชนได้มีพื้นที่สำหรับการทำบุญและฟังเทศน์ธรรม อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมร่วมกันของชุมชนในพิธีกรรมประเพณีต่างๆ ส่วนใหญ่หมู่บ้านแต่ละแห่งจะมีเพียงหนึ่งวัด แต่หากเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ หรือเป็นหมู่บ้านที่แยกออกมาจากหมู่บ้านเดิม จะสร้างวัดใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อให้คนในชุมชนได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างทั่วถึง ในอดีตวัดประจำหมู่บบ้านจะตั้งชื่อเหมือนกับหมู่บ้านนั้นๆ แต่ปัจจุบันบางแห่งอาจมีการตั้งชื่อใหม่อีกชื่อเพื่อความสวยงามทางภาษา อย่างไรก็ตามคนในหมู่บ้านก็ยังคงมีบทบาทในการทำนุบำรุงวัด และพระสงฆ์ในหมู่บ้านของตนเอง ซึ่งผู้ที่ทำบุญและเข้าร่วมพิธีสงฆ์ในวัดใดวัดหนึ่งตลอดเวลา จะเรียกตนเองว่าเป็น“ศรัทธาวัด” ของวัดนั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นศรัทธาวัดในหมู่บ้านนั้นเอง            ที่นา เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ มักอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มหรือใกล้กับแหล่งน้ำในแต่ละหมู่บ้านจะมีอาณาเขตที่นาอยู่รอบๆใจกลางของหมู่บ้าน   ซึ่งหมู่บ้านก็จะมีเรือนหลายๆหลังอยู่กระจุกรวมกันเป็นกลุ่ม ถัดออกไปก็จะเป็นที่นาผืนใหญ่ ซึ่งเจ้าของที่นาแต่ละคนจะจำที่ของตนเองได้ โดยแบ่งที่นาแต่ละที่ออกจากกันด้วยคันนา 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 3,349 ครั้ง
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา

สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม            สภาพสิ่งแวดล้อมมีผลต่อวิถีชีวิตของคนแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมากในท้องถิ่นต่างๆ มักรู้จักการประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในบริเวณนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมในที่ตั้งถิ่นฐานนั้นด้วยถือเป็นการกลั่นกรองทางด้านความคิด ภูมิปัญญา     และการปรับตัวให้สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่นที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี คำว่า บ้านและเรือน ในความหมายของชาวล้านนาในอดีตมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ“บ้าน”จะหมายถึง “หมู่บ้าน” ที่มีการกำหนดอาณาเขต ทำเลที่ตั้งของเรือนที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่วนคำว่า“เรือน” คือ “อาคารที่อยู่อาศัย” ของมนุษย์ ในแต่ละหมู่บ้านต่างก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม เช่น การตั้งชื่อหมู่บ้านตามแหล่งน้ำที่มี ห้วย หนอง ท่า สบ การตั้งชื่อหมู่บ้านบริเวณ โคก สัน ดอย หลิ่ง การตั้งชื่อตามพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีในแถบนั้น เช่น บ้านขี้เหล็ก บ้านสันคะยอม บ้านสันผักหวาน ท่าส้มป่อย หรือบางครั้งอาจตั้งชื่อหมู่บ้านตามประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าและตำนาน เช่นบ้านนางเหลียว ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่นางจามเทวีเหลียวหลังกลับไป เป็นต้น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของล้านนาตั้งอยู่ทางตอนปลายของแนวเทือกเขาที่ทอดลงมาจากประเทศจีน ทำให้มีพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขาสูง   ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนาจึงขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมักสร้างเมืองตาม “แอ่ง” ใหญ่ๆ เช่น แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน แอ่งลำปาง เป็นต้น แอ่งเหล่านี้ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่และมีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งการเกิดขึ้นของเมืองก็จะกระจุกตัวอยู่ตามเส้นทางแม่น้ำสายหลัก และแม่น้ำสาขา เพื่อใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคตลอดจนใช้ในการเพาะปลูก
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 3,579 ครั้ง