วิถีชีวิตล้านนา

วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของล้านนา ที่แสดงออกจากการใช้ชีวิตประจำวัน

พบทั้งหมด 11 รายการ
 
 
ทานเข้าใหม่ ทานเข้าล้นบาตร
ทานเข้าใหม่ ทานเข้าล้นบาตร
  ในชนบทบางท้องที่นอกจากจะทำบุญทานหลัวหิงไฟพระเจ้าแล้ว ก็จะทำพิธีทำบุญทานข้าวใหม่ ข้าวล้นบาตร ไปพร้อมๆ กัน การเก็บเกี่ยวหรือที่ล้านนาว่า เกี่ยวเข้าเอาเฟือง เป็นกิจกรรมที่ทุกบ้านต้องทำให้เสร็จก่อนวันเพ็ญเดือน 4 (ตรงกับเดือน 6 เพ็ญ) เมื่อนำข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางแล้วเจ้าของบ้านจะยังไม่ตำหรือสีข้าวนั้นมากินก่อนที่จะได้นำไปทำบุญข้าวใหม่เสียก่อน การทำบุญในวาระนี้เรียกว่าทานขันเข้าใหม่เพื่ออุทิศกุศลไปถึงเทวดาขุนน้ำ มีขุนหลวงบำรังคะ (วิรังคะ) เป็นตัน อุทิศถึงปู่ย่าตายายพ่อแม่ที่เป็นเจ้าของไร่นามาแต่เดิม ขันเข้าหรือสำรับอาหารประกอบด้วยข้าวเหนียวนึ่งสุก อาหารตามความนิยมของท้องถิ่น บางแห่งในขันเข้า 1 ขัน มีห่อนึ่งหัวปลีหรือห่อนึ่งไก่ 1 ห่อ บางท้องถิ่นมีแกงวุ้นเส้น แกงอ่อมและบางท้องถิ่น เช่น บางอำเภอในจังหวัดลำปาง มีปลาย่างหรือปลาริ้ว 1 ตัวมีข้าวหลามที่แช่ข้าวสารไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่เรียกว่าไม้เข้าหลามตั้งแต่ตอนค่ำของวันก่อน ในตอนเช้าจึงนำมาเผาให้สุก แล้วปอกเปลือกผิวไม้ออกให้เหลือส่วนในของไม้เท่านั้น มีเข้าจื่ คือนำเอาข้าวนึ่งมาปั้นเสียบด้วยไม้แล้วบีบให้แบนเป็นแผ่น ปิ้งกับถ่านไฟให้เหลือง ถ้าชอบหวานก็ทาด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อยแล้วปิ้งไฟให้หอม มีกรวยดอกไม้ธูปเทียน มีสุบหมากหรือคำหมาก มือมเหมี้ยงหรือเมี่ยงที่ทำเป็นคำ มีบุหรี่ มีน้ำสำหรับกรวด เมื่อของทุกอย่างพร้อมแล้ว ใส่ในขันโตกยกไปถวายพระสงฆ์ตั้งแต่ตอนเช้ามืดเป็นต้นไป เมื่อยกประเคนพระสงฆ์แล้วต้องบอกชื่อผู้ที่จะอุทิศไปหาให้พระสงฆ์ทราบด้วยเพื่อจะได้ให้พรบอกชื่อของผู้ตายได้อย่างถูกต้องและพระสงฆ์จะเป็นผู้กรวดน้ำอุทิศไปให้ขันเข้า – ขันต่อญาติที่ตายไปแล้ว 1 คน ต่อมาเมื่อไม่มีใครกินข้าวจี่ พระเณรก็ไม่ชอบฉันกัน เข้าจี่หรือข้าวจี่จึงได้หายไป ไม่มีใครนำไปทานกับขันข้าวกันอีก ในการทานเข้าใหม่นั้น ศรัทธาจะนำเอาข้าวเปลือกตางหรือหนึ่งสัด ข้าวสาร 1 แครง หรือหนึ่งทะนานเพื่อมา ทานเป็นเข้าล้นบาตร หรือเรียกว่า หล่อเข้าบาตร หรือการทานดอยเข้า ตรงกลางวิหารจะปูเสื่อกะลาไว้ 2 จุด แต่ละจุดตั้งบาตรไว้ 1 ลูก เมื่อชาวบ้านนำข้าวมาจะนำลงเทลงไปที่บาตรข้าวเปลือกกอง - ข้าวสารกอง 1 เรียกกองข้าวสารว่าดอยเงิน และเรียกกองข้าวเปลือกว่าดอยฅำ ซึ่งข้าวที่ได้นี้พระภิกษุสามเณรจะเก็บไว้นึ่งกินในเวลาที่ฝนตกหนัก ออกบิณฑบาตไม่ได้ หรือเก็บไว้กินในเวลาที่ข้าวไม่พอฉัน ต่อมาจะเป็นด้วยยุ่งยากในการนึ่งหรือเพราะข้าวต่างพันธุ์และบางทีก็มีทั้งข้าวเหนียวข้าวเจ้าปนกัน ทำให้ข้าวที่ถวายทานนั้น ใช้บริโภคได้ไม่ถนัด พระสงฆ์จึงได้ขายทั้งข้าวเปลือกและข้าวสารให้กับชาวบ้านเพื่อแลกเป็นเงิน ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ขายไร่ขายนาไปกันมากแล้ว การทำบุญข้าวลันบาครจึงค่อยๆหมดไป เพราะไม่มีข้าวเปลือกไปหล่อบาตร บางแห่งจึงมีแต่การ"ทานดอยข้าวสาร" เท่านั้น เมื่อเสร็จจากการนำข้าวไปหล่อบาตรแล้ว ชาวบ้านจะกลับมานำเอาขันดอกไม้ และข้าวปลาอาหารชุดเดียวกับ ที่นำไปทานข้าวใหม่ ไปรวมกันในวิหาร เพื่อทำพิธีทำบุญตักบาตรตามปกติ มีการไหว้พระรับศีล   ข้อมูลจาก : สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ 
เผยแพร่เมื่อ 4 มกราคม 2565 • การดู 23 ครั้ง
ว่าว
ว่าว
ว่าว ว่าวเป็นเครื่องเล่นชนิดหนึ่งทำด้วยกระดาษสำหรับปล่อยให้ลอยไปตามลม ทั้งนี้ ว่าว ในล้านนามี 2 ประเภท คือชนิดที่ใช้สายเชือกยึดไว้ให้ดึงตัวสูงขึ้นไปในอากาศ เรียกว่า ว่าว หรือ ว่าวลม และชนิดที่ทำเป็นถุงรับความร้อนจากควันไฟ เพื่อพยุงให้ลอยขึ้นไปในอากาศได้ ได้เรียก ว่าวฅวั่น ว่าวรม หรือ ว่าวฮม และตอนหลังมักมีผู้เรียกว่า โคมลอย ว่าวฅวัน ว่าวรม (อ่าน “ว่าวฮม” แต่ก็มีผู้ออกเสียงเป็น “ว่าวลม” และเขียนว่าวลมอีกด้วย) เป็นเครื่องเล่นที่ต้องทำกันอย่างจริงจัง เพราะต้องลงทุนและทำในรูปแบบที่ละเอียด มิฉะนั้นว่าวจะบขึ้น คือไม่ยอมลอยขึ้นไปในอากาศ ว่าวฅวันนิยมทำกันอยู่ 2 แบบคือ ว่าวสี่แจ่ง คือว่าวที่ทำเป็นทรงสี่เหลี่ยม และว่าวมนคือว่าวที่ทำเป็นทรงมนทางด้านหัวและด้านท้าย ว่าวสี่แจ่ง ว่าวสี่แจ่ง ที่นิยมทำกันนั้นจะใช้กระดาษว่าว คือกระดาษสีที่เนื้อบางแน่นและเหนียว โดยใช้กระดาษว่าวนี้จำนวน 36 แผ่นมาต่อกันเข้าเป็นหกด้าน คือด้านข้างทั้งสี่รวมทั้งด้านบนและล่างด้านละ 6 แผ่น ส่วนที่สำคัญที่สุดของว่าวนี้ก็คือด้านปาก ในการทำปากว่าวนั้น ให้พับครึ่งกระดาษสองครั้ง เพื่อหาจุดศูนย์กลาง นำเอาเชือกหรือด้ายมาวัดจากจุดศูนย์กลางไปหาขอบกระดาษ แบ่งเชือกออกเป็นสามส่วน ยกมาใช้เพียงส่วนเดียวแล้วแบ่งเป็นสามส่วนอีกครั้งหนึ่ง แล้วตัดสามส่วนนั้นให้เหลือเพียงสองส่วนเพื่อเป็นความกว้างของปากว่าว ตัดกระดาษออกเป็นวงกลมให้มีขนาดย่อมกว่าปากว่าวเล็กน้อย จากนั้นนำเอาไม้ไผ่ยาวประมาณ 1.20 เมตร มาเหลาเป็นเส้นกลมขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วขดเป็นวงกลมตามขนาดที่กำหนดและผูกยึดไม้ขอบปากว่าวแล้วพับกระดาษขึ้นมาปิดด้วยกาวหรือแป้งเปียก ด้านก้นของว่าวสี่แจ้งนั้น จะทำจุกไว้ตรงกลางเพื่อที่จะใช้ไม้ส้าว(ไม้ที่มีขนาดยาว) สอดไว้ในตอนรมด้วยควันเมื่อจะปล่อยว่าว ทั้งนี้สล่าหรือช่างบางคนอาจไม่ทำหมงหรือจุกดังกล่าวก็ได้ เมื่อได้ส่วนปากและส่วนก้นเรียบร้อยแล้วก็จะนำกระดาษในแต่ละด้านมาต่อขึ้นรูปเป็น ว่าวสี่แจ่ง    ว่าวมน                 ว่าวมน คือว่าวทรงมนนั้นนิยมใช้กระดาษว่าวอย่างน้อย 64 แผ่น สำหรับทำส่วนปากและก้นอย่างละ 12 แผ่น ส่วนด้านข้างนั้นจะต้องใช้กระดาษ 40 แผ่นด้วยกัน หากจะทำให้ใหญ่กว่านี้จะต้องทำให้ได้สัดส่วนที่ลงตัวกันได้พอดี            สำหรับผู้ที่เกิดในปีเสีดหรือปีจอ(ปีหมา)นั้น ตามธรรมเนียมชาวล้านนาถือว่าชูธาตุ หรือครั้งที่วิญญาณมาปฏิสนธินั้นจะพักอยู่ที่เจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสียก่อน ดังนั้นผู้ที่เกิดในปีเส็ด(ปีหมา)จะถือว่าพระธาตุประจำปีเกิดของคนคือพระธาตุเจ้าจุฬามณี เมื่อเดินทางไปไหว้พระธาตุปีเกิดของตนไม่ได้ก็มักทำว่าวให้นำเครื่องสักการะของตนไปแทน โดยจัดทำสะทวง (อ่าน "สะตวง") คือกระบะบัตรพลีซึ่งบรรจุเครื่องบูชาต่างๆ ผูกไปกับปากว่าวด้วย และต่อมาก็มีผู้จัดทำกระบะบัตรพลีเช่นเดียวกันฝากไปกับว่าวเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ของตนก็มี ทั้งนี้พบว่ามักจะมีการเขียนที่กระดาษปะไว้ที่บริเวณปากว่าวมีใจความทำนองในที่ว่า บอกชื่อและที่อยู่ของเจ้าของว่าว เหตุผลในการทำว่าวครั้งนั้น และอาจบอกให้นำป้ายดังกล่าวไปรับเงินรางวัลจากเจ้าของว่าวก็มีวาระที่จะปล่อยว่าว หรือรมว่าว (อ่าน "ฮมว่าว") นั้นคือในวันยี่เพง (อ่าน "ญี่เป็ง") คือวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของไทยภาคกลาง พอถึงเวลาสาย น้ำค้างแห้งแล้ว ชาวบ้านจะทำสะทวง (อ่าน "สะตวง") คือกระบะบัตรพลีขนาดเล็กบรรจุเครื่องพลีกรรมห้อยไว้ที่ปากของว่าวโดยกล่าวเป็นสองนัยว่า เพื่อไปบูชาพระธาตุเกศแก้วจุพามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และบ้างก็ว่าเพื่อส่งเคราะห์ให้ลอยไปเสียชาวบ้านมักจะนำว่าวไปรมหรือปล่อยที่ลานหน้าวิหาร   ว่าวไฟ ว่าวไฟ เป็นเครื่องเล่นที่ปล่อยให้ลอยด้วยหลักเดียวกันกับ ว่าวรม หรือว่าวควัน เพียงแต่จะปล่อยว่าวไฟกันเฉพาะในกลางคืนเท่านั้น วิธีทำว่าวไฟก็เหมือนกับการทำว่าวรม เพียงแต่ว่าวไฟจะมีส่วนปากใหญ่กว่าว่าวรมเท่านั้น ในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๓๙) พบว่ามีวิธีการทำว่าวไฟง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยใช้กระดายว่าวเพียง ๑๒ แผ่นติดกาวต่อกันเป็นทรงกระบอก ส่วนปากนั้นใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑.๕ เมตร กว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร เหลาให้มีส่วนแบนเล็กน้อย ขดเป็นวงกลมขนาดเท่ากับด้านล่างของว่าวไฟ เมื่อติดเข้ากับขอบล่างดังกล่าวแล้วก็พับกระดาษจากส่วนปากขึ้นประมาณเซนติเมตรเพื่อปิดทับขอบไม้ไผ่ ส่วนหัวของว่าวไฟจะใช้กระดาษว่าว ๒ แผ่นตัดให้เป็นวงกลมต่อเข้ากับส่วนปลายของส่วนปลายเข้าแล้วนำไปตากแดดให้แห้งก็เป็นอันเสร็จเรื่องการทำตัวว่าวไฟ ส่วนแหล่งพลังงานในการยกว่าวไฟให้ลอยขึ้นนั้น แต่เดิมใช้ ขี้ย้า คือชันทำเป็นแท่งกลมหรือทรงกระบอกขนาดประมาณหนึ่งกำมือยาวประมาณหนึ่งศอก ซึ่งเรียกว่า ตวย-ว่าวไฟ หมงขี้ย้า แกนกลาง หรือกระบอง แล้วใช้ลวดมัดให้ฅวยว่าวไฟโผล่เหนือลวดที่มัดสองส่วน และจัดให้ดุ้นชันดังกล่าวไว้ตรงกึ่งกลางของปากว่าวโดยให้ท่อนนั้นหงายขึ้นเมื่อจะปล่อยว่าวไฟนั้นก็ให้นำเอาว่าวไฟที่มีดุ้นชันมัดไว้แล้วนั้นมาวางเอนไว้ เมื่อจุดดุ้นซันมีไฟลุกขึ้นแล้วก็ให้ค่อยๆ ยกว่าวไฟตั้งขึ้นเพื่อให้ส่วนปากของว่าวครอบเอาความร้อนจากดวงไฟไว้ทั้งหมด เมื่อจุดไฟได้ระยะหนึ่งแล้ว อากาศภายในว่าวจะร้อนและเบากว่าภายนอก ทำให้ว่าวลอยขึ้นสู่อากาศได้           กล่าวกันว่า ว่าวตวัน หรือว่าวไฟ ที่ตกลงในที่ดินหรือบนบ้านของผู้ใด ผู้นั้นก็มักจะโชคร้ายเพราะถือว่าเจ้าของว่าวดังกล่าวปล่อยเคราะห์ของตนไปกับว่าวดังกล่าวนั้น  แด่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวลดน้อยลงแล้ว เพราะมีผู้นิยมปล่อยว่าวควันและว่าวไฟเป็นจำนวนมากในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะการปล่อยว่าวไฟนั้นนิยมปล่อยกันทุกโอกาส เช่น งานฉลองปีใหม่ งานฉลองวันคล้ายวันเกิด ฯลฯ โดยสามารถหาซื้อหรือสั่งซื้อว่าวไฟได้จากแม่ค้าในตลาดวโรรส จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันนิยมเรียกหรือเรียกเพราะไม่รู้ตามแบบภาคกลางโดยเรียกว่าววันว่า "โคมลอย" และเรียก ว่าวไฟ ว่า "โคมไฟ" ทั้งๆ ที่ "โคม" แปลว่าเครื่องใช้ที่ให้แสงสว่างทั้งนี้ การที่คิดว่าว่าวตวันและว่าวไฟเป็นของเล่นที่เป็นมรดกสืบเนื่องกันมานานแล้วนั้น น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะกรรมวิธีการผลิตกระดาษของล้านนายังไม่สามารถผลิตกระดาษที่บางและเหนียวได้ กระดาษสาซึ่งผลิตได้ในล้านนานั้น แม้จะบางก็จริงแต่ก็มีรูพรุนไปคลอดทั้งแผ่นจนไม่มีทางที่จะอุ้มความร้อนหรือควันไว้ได้นาน หากจะผลิตกระดาบไม่ให้มีรอยรั่วก็จะต้องทำให้มีลักษณะหนาอย่าง "กระดาษหนังสา" ซึ่งไม่อาจนำมาทำว่าวควันหรือว่าวไฟได้ เพราะมีน้ำหนักมากจนเกินไป ดังนั้นหากจะมีการสันนิษฐานแล้ว ก็น่าจะเป็นไปได้ ข้อมูลจาก : สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ เล่ม 12 
เผยแพร่เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2564 • การดู 103 ครั้ง
ผ้าม่านหรือผ้ากั้ง
ผ้าม่านหรือผ้ากั้ง
                    ผ้าม่าน แต่เดิมหมายถึงผ้าที่ใช้แขวนในกรอบประตูห้องนอน ซึ่งเป็นจุดแบ่งพื้นที่ภายในส่วนตัวของเรือนกับพื้นที่รับแขกด้านหน้าตัวเรือนบุคคลภายนอกปกติจะไม่ล่วงล้ำผ่านผ้าม่านประตูเข้าไปในห้อง ถือเป็นการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวผิดผีเรือน จะต้องมาขอขมาหรือทำพิธีเซ่นไหว้ตามจารีตประเพณี มิฉะนั้นจะเกิดอาเพศและความอัปมงคลต่างๆ ตามมา ผ้าม่านนิยมทอเป็นผ้าลายตกแต่งตามรสนิยมของชุมชน บางทีมีการเพลาะให้กว้างขนาดพอดีกับประตูห้อง มีหูหรือเชือกร้อยผูกกับวงกบประตู                   ผ้ากั้ง เป็นผ้าที่ใช้แบ่งพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่หลับนอนในห้องนอนของครอบครัว หรือบริเวณหน้าเรือนในกรณีที่มีแขกมาพักที่บ้าน ผ้ากั้งนิยมทอเป็นผ้าลายแบบต่างๆ ต่อขอบผ้าด้านบนด้วยผ้าสีแดง มีหูสำหรับสอดไม้ไผ่ แขวนจากเสาหรือฝาเรือนอีกทีหนึ่ง บางทีทอเป็นผ้าบางคล้ายผ้ามุ้งเย็บต่อกันเป็นผืนใหญ่ตามต้องการ บ่อยครั้งเป็นผ้ายกหรือผ้าพิมพ์ราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ                  แต่ละหลังคาเรือนอาจมีผ้ากั้งหลายผืน ตามจำนวนที่นอนของครอบครัว นอกจากจะใช้แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนแล้ว บางครั้งก็ใช้กำหนดที่นั่งของพระสงฆ์ทั้งในวัดและบ้าน โดยแขวนไว้ด้านหลังของอาสน์สงฆ์ ชาวบ้านจะกางผ้ากั้นไปตลอดไม่นิยมปลดลงหรือเปลี่ยนจนกว่าจะเปื่อยขาดเอง ในสมัยต่อมาเมื่อนิยมสร้างห้องนอน แบบตะวันตกทำให้ความสำคัญของผ้ากั้นลดลงไปปัจจุบันแทบจะไม่พบการใช้ผ้าชนิดนี้แล้ว แต่ที่มีมาแทนก็คือ ผ้าม่านหน้าต่าง ที่ใช้สำหรับหน้าต่างขนาดใหญ่ ผ้าม่านหน้าต่างแต่เดิมไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมไท-ลาว เนื่องจากบ้านเรือนสมัยก่อนมีช่องหน้าต่างขนาดเล็กมากที่เรียกว่า “ป่อง” มีหน้าที่เพียงให้คนในบ้านมองไปด้านนอกว่ามีใครมาหาหรือใช้สังเกตเหตุการณ์นอกบ้าน ไม่ได้เปิดหน้าต่างไว้ตลอดเวลาอย่างปัจจุบัน อีกประการหนึ่ง เนื่องจากวัสดุที่ใช้สร้างบ้านที่เป็นเครื่องสานซึ่งสามารถระบายอากาศได้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมเข้า-ออก จนเมื่อมีการสร้างบ้านหลังใหญ่อย่างตะวันตกที่ใช้วัสดุกันลมและแดด จึงต้องมีหน้าต่างขนาดใหญ่เพื่อถ่ายเทอากาศ ขณะเดียวกันการเปิดหน้าต่างก็ทำให้มีแสงเข้ามามากเกินต้องการจึงต้องใช้ผ้าม่านช่วยกันแสงไว้ระดับหนึ่ง จะสังเกตได้ว่ารูปแบบและลวดลายของผ้าม่านหน้าต่าง ต่างจากผ้ากั้ง เพราะใช้ผ้าที่ทอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และเน้นสีสะอาดคือสีขาว ครีมหรือสีอ่อนเป็นหลัก ลวดลายของผ้าม่านนิยมลายลูกไม้ปักฉลุที่ใช้ด้ายสีเดียวกับผ้าทำให้ดูเรียบสง่าเมื่อมองจากภายนอก   ภาพเเละข้อมูลจาก : หนังสือผ้าและสิ่งถักทอไท โดยอาจารย์วิถี พานิชพันธ์
เผยแพร่เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2564 • การดู 238 ครั้ง
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก จริงหรือไม่ ?   ผู้หญิงล้านนาในอดีตนั้นไม่ว่าอยู่ในภูมิภาคไหน ภาษาชนเผ่าชาติพันธุ์ใด ไพร่ชาวบ้านหรือผู้ดี จะไม่นิยมสวมเสื้อ นอกจากอากาศจะร้อนแล้ว การเปลือยหน้าอกเดินโทงเทงยังถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เต้านมเป็นแค่เพียงอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย จะไม่หวงหน้าอกตัวเอง เป็นเหตุให้หวงช่วงบริเวณน่องขาขาอ่อน มากกว่าหน้าอก หากสาวล้านนาดึงซิ่นให้เห็นบริเวณน่องหรือขาอ่อนนั้น ถือเป็นการเปิดใจยินยอมให้ชายนั้นเป็นเจ้าของได้ทันที ซึ่งภายหลังในช่วงที่ได้รับอิทธิพลค่านิยมมาจากฝั่งตะวันตก ชาวยุโรปที่มาพร้อมกับคำว่า “สุภาพสตรีชั้นสูง” ต้องรู้จักรักนวลสงวนนม การปกปิดหน้าอกเริ่มแพร่หลาย ไปจนถึงการออกกฎหมายให้พสกนิกรหญิงสาวบ่าวไพร่สวมเสื้อกันทุกคน
เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2564 • การดู 1,237 ครั้ง
ฝาลับนาง
ฝาลับนาง
ฝาลับนาง วิถีชีวิตของชาวล้านนาสมัยก่อน ในยามค่ำคืน ขณะที่คนอื่นๆ เรือนนอนหลับกันในเรือน หญิงสาวจะออกมานั่งทำงานด้านนอก บ้างก็ปั่นฝ้าย นั่งเย็บผ้า และรอต้อนรับชายหนุ่ม ที่มาเยี่ยมเยือนพูดคุยกัน เรียกวัฒนธรรมนี้ว่า “การแอ่วสาว” ซึ่งลูกสาวจะนั่งรอชายหนุ่มอยู่ที่เติ๋น และหากบ้านไหนมีน้องชาย ก็จะอยู่เฝ้าพี่สาว ทำหน้าที่จัดคิวชายหนุ่มที่เข้ามาพูดคุยกับพี่สาว เมื่อถึงชายหนุ่มมานั่งที่เติ๋น ก็จะพูดคุยสัมภาษณ์เรื่องต่าง อาทิว่ามาจากบ้านไหน เมืองไหน บางทีก็เป็นคนต่างถิ่นจากหมู่บ้านอื่น เนื่องจากสมัยก่อนไม่นิยมแต่งงานกับคนในพื้นที่เดียวกัน เพราะรู้จักนิสัยใจคอกันหมดแล้ว ซึ่งแม่จะมาแอบฟังข้อมูลการสัมภาษณ์ด้วย และหากบ้านนั้นมีน้องสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ก็จะใช้ประโยชน์จากการนั่งฟังข้าง “ฝาลับนาง” ที่ยื่นออกมาปิดด้านข้างของเติ๋น โดยการไปหลบหลังฝา ฟังการซักถามพูดคุยกันอย่างไร เพื่อศึกษาเรียนรู้ไว้ในภายภาคหน้า ฝาลับนาง เป็นฝาที่มีลักษณะพิเศษพบได้เฉพาะเรือนกาแลแต่พบเพียงไม่กี่แห่ง มีลักษณะสำคัญคือเป็นฝาที่ยื่นยาวกว่าส่วนที่จะกั้น 40-50 ซม. พบที่ฝาด้านยาวด้านในของเรือน มีความยาวพันเสายื่นเลยออกมาจากส่วนที่กั้นห้องนอนไปข้างหนู่บริเวณเติ๋น ส่วนยื่นเลยนี้นัยว่าเป็นที่กำบังหญิงสาวขณะทำงานบนเรือน  
เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2564 • การดู 682 ครั้ง
ครกมอง
ครกมอง
ครกกระเดื่อง เป็นของใช้พื้นบ้านซึ่งใช้สำหรับตำข้าว ตำถั่ว ตำข้าวโพด และตำแป้ง เป็นต้น บางทีก็เรียกครกกระดก หรือเรียกว่า มอง ก็มี ปัจจุบันการใช้ครกกระเดื่องมีใช้กันน้อยมาก จะมีอยู่ในบางหมู่บ้านที่ไม่มีโรงสีข้าว หรืออาจจะอยู่ห่างไกล พวกชนกลุ่มน้อยบางพวก เช่น พวน โซ่ง แม้ว อีก้อ ซึ่งอยู่ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยังคงใช้ครกกระเดื่องกันอยู่มากพอสมควร ตัวครกทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ ตัดให้เป็นท่อน สูงประมาณ ๕๐ - ๖๐ เซนติเมตร ขุดส่วนที่สำหรับใส่เพื่อตำข้าวหรือสิ่งอื่น ๆ ให้เป็นเบ้าลึกลงไป ให้สามารถบรรจุเมล็ดข้าวเปลือกได้ครั้งละเกือบ ๑ ถัง ทำคานไม้ยาวประมาณ ๓ - ๔ เมตร เพื่อใช้สำหรับเจาะรูเส้าหรือสากไว้ตำข้าวตั้งเสา ๒ ต้นฝังดินให้แน่น อยู่ในแนวเดียวกัน กลางเสาทั้ง ๒ ต้นใช้สิ่วเจาะรู หรือบากไม้ให้เป็นร่อง แล้วสอดคานที่รูยึดเสาทั้ง ๒ ต้นให้ขนานกับพื้นดิน วางคานเส้าหรือสากให้ค่อนไปอยู่ปลายคานด้านตรงข้ามกับสาก ใช้คานสากตอกยึดกับคานไม้ที่ยึดเสา ๒ ต้น วิธีใช้ จะวางครกไม้ให้ตรงกับเส้าหรือสาก เมื่อใส่ข้าว ข้าวโพดที่เป็นฝักๆไปแล้ว จะใช้แรงเหยียบที่ปลายคาน ด้านที่ยึดติดกับเสา ๒ ต้น เมื่อใช้แรงเหยียบกดลงไป สากจะยกขึ้นเหมือนการเล่นไม้หก เวลาจะให้ตำสิ่งที่ต้องการก็ยกเท้าลง สากจะตำสิ่งของที่เราต้องการในเบ้าครก การตำข้าว ตำฝักถั่ว ตำฝักข้าวโพด จะต้องมีคนช่วยกัน คนหนึ่งเป็นคนเหยียบ อีกคนหนึ่งจะเป็นคนกวนหรือพลิกกลับมาให้สากทุบตำได้ทั่วถึง หากเมล็ดข้าวถูกแรงตำด้วยท่อนไม้สากบ่อย ๆ จะทำให้ข้าวเปลือกกะเทาะหลุดออกจากเมล็ด ชาวบ้านจะนำเมล็ดข้าวสารไปใส่กระด้งอีกทีหนึ่ง เพื่อฝัดให้เศษผงต่าง ๆ ปลิวออกไป แล้วเลือกเมล็ดข้าวเปลือกหรือเศษกรวดดินออก ก่อนที่จะนำไปหุงต่อไป (ขอขอบคุณข้อมูล: http://www.openbase.in.th/node/6892) (ภาพวาด: สุขธรรม โนบาง นักช่างศิลป์ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
เผยแพร่เมื่อ 8 กรกฎาคม 2564 • การดู 844 ครั้ง
การทำนาแบบล้านนาโบราณ (อุปกรณ์ เครื่องใช้ และขั้นตอนการทำนาล้านนาโบราณ)
การทำนาแบบล้านนาโบราณ (อุปกรณ์ เครื่องใช้ และขั้นตอนการทำนาล้านนาโบราณ)
1. ชาวนาจะถือเคียวด้วยมือข้างที่ถนัด แล้วใช้เคียวเกี่ยวตะหวัดกอข้าวทีละกอ ในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับกอข้าวนั้นและออกแรงดึงเคียวให้คมเคียวตัดลำต้นข้าวให้ขาดออกมา 2. “หลาวหาบข้าว” ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับหาบฟ่อนข้าวหรือฟางข้าว มีลักษณะเป็นไม้เสี้ยมปลายทั้งสองด้าน มีขาหยั่งรองรับน้ำหนัก 3. กองข้าว การขนย้ายฟ่อนข้าวหรือเฟ่าเข้ามารวมกัน มีวิธีกองรวมเป็นกระจุก เรียกว่า "กองพุ่ม" กองเรียงตาลางเรียกว่า "กองรอม" 4. การตีข้าว เป็นการฟาดรวงข้าวให้เมล็ดหลุดจากรวงนั้น โดยฟาดใน "คุ" โดยอุปกรณ์หลักคือ "ไม้หีบ" หรือ "ไม้หนีบ" ช่วงต้นมีสายรัด สำหรับรัดฟ่อนข้าว เเละช่วงปลายสำหรับจับ 5.การหะข้าว คือการตักข้าวเปลือกด้วยช้อนไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ผาก” แล้วสาดหรือซัดให้กระจายไป ขณะเดียวกันก็จะมีคนคอยพัดเอาเศษฟางหรือข้าวลีบให้ปลิวออก ซึ่งเรียกว่า “กาหรือกาวี” มีลักษณะกลมแบน สานด้วยไม้ไผ่ กว้างประมาณ 2 คืบ มีด้ามจับยาวประมาณหนึ่งศอก โดยมีเสื่อปูรองพื้นสำหรับใส่เมล็ดข้าว เรียกว่า "สาดกะลา" เป็นเสื่อที่สานจากไม้ไผ่ 6. การขนย้ายข้าวเปลือกหากไม่หาบก็บรรทุกเกวียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกเกวียนว่า “ล้อ” ใช้เทียมวัว เรียกว่า “ล้อวัว” การขนย้ายข้าวเปลือกที่ได้จากการนวด เรียกว่า “ลากเข้า” 7.การขนข้าวขึ้นหลอง โดยการนำเกวียนมาเทียบหลองข้าว และทำการขนย้ายข้าวขึ้นบน “หลอง”เพื่อจัดเก็บ   ภาพประกอบโดย : สุขธรรม โนบาง  จัดทำโดย : พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 22 มิถุนายน 2564 • การดู 924 ครั้ง
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน                 นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า ร่างกายมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันเมื่อตอบสนองต่ออุณหภูมิที่แตกต่างกัน และรู้ว่าความร้อนนั้นจะกระตุ้นภูมิต้านทานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น เช่น หากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไป เช่นไวรัสหรือแบคทีเรีย ร่างกายจะกระตุ้นตัวมันเองให้สร้างความร้อนขึ้นมา อุณหภูมิสูงกว่า 37 เซลเซียส จะกระตุ้นกระบวนการของภูมิต้านทานให้ทำงานได้ดีกว่า ดังนั้นการเป็นไข้ เท่ากับการจุดชนวนของปฏิกิริยาของภูมิต้านทาน นับเป็นปฏิกิริยาแบบธรรมชาติแท้ๆ ที่ร่างกายปรับตัวสู้กับเชื้อโรคหรืออาการอักเสบ                  ในสมัยก่อนที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะใช้ คนไทยโบราณมีวิธีใช้ความร้อนเพิ่มภูมิต้านทานให้กับตนเอง ภาคเหนือมีการขางแม่จีไฟ การนั่งดินจี่ ใช้ความร้อนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น                 การอยู่ไฟในภาคเหนือ ในเมื่อการคลอดในสมัยโบราณเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย มีการเสียเลือดมากมาย ทางคลอดเกิดการฉีกขาดเป็นทางเข้าของแบคทีเรีย เกิดการติดเชื้อ พิธีกรรมในการคลอด การอยู่ไฟจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ผู้หญิงโบราณยึดถือกันอย่างเคร่งครัด สำหรับการอยู่ไฟของภาคเหนือ แม่ก๋ำเดือน จะต้องอยู่เดือน ”เข้าเส้า” อยู่กับความร้อนแต่ในห้องโดยเชื่อว่า เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ห้ามไม่ให้ออกไปไหน ต้อง “ก๋ำกิ๋น” คือห้ามกินของแสลงและไม่ให้ได้กลิ่นฉุน เพราะจะทำให้ป่วยเป็นโรค “ลมผิดเดือน” ได้ แต่สำหรับเวลาของการอยู่เดือนคือ ถ้าเป็นลูกสาว ต้อง ”เผื่อกี่เผื่อด้าย” แม่ก๋ำเดือนต้องอยู่ไฟ 30 วัน เนื่องจากหากลูกสาวโตขึ้นจะต้องเรียนรู้การปั่นด้าย ทอผ้า ถ้าเป็นลูกชาย ให้อยู่ไฟ 28 วัน ถือเป็นเคล็ดให้หยุดคมหอก คมดาบ จึงจะเห็นได้ว่าร่างกายของเราต้องการระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อฟื้นสุขภาพตัวเองให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม                 การใช้ความร้อนเฉพาะที่ในการรักษาโรค การใช้ความร้อนประคบ เหมาะสำหรับอาการปวดข้อต่างๆ ปวดกล้ามเนื้อ เช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดขา ปวดเข่า ซึ่งการประคบแบบนี้ เป็นการักษาเฉพาะที่ 1.การใช้ลูกประคบ เป็นการใช้สมุนไพรพื้นบ้านของไทยหลายๆชนิด มาห่อรวมกันด้วยผ้าขาว เอาลูกประคบ 2 ลูกไปนึ่งให้ชุ่มไอน้ำ แล้วเอาลูกประคบมานวดบริเวณที่ปวด อาศัยความร้อนจากลูกประคบทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เป็นการบรรเทาปวดที่ได้ผลทันที ความร้อนทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่นวดขยายตัว ทำให้ตัวยาสมุนไพรสามารถซึมเข้าไปในร่างกายมากขึ้น อาการอักเสบจะลดลง 2.การใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนสลับเย็นประคบ เป็นการใช้ความร้อนประคบเฉพาะที่ปวด ที่อักเสบเรื้อรัง โดยไม่ได้ใช้สมุนไพร การประคบร้อนวิธีนี้ จะเรียกเอาเลือดมาเอ่ออยู่ในบริเวณนั้น เป็นการเอาความร้อนไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทำงานมากขึ้น อาการอักเสบและอาการปวดแทบจะลดลงทันที ส่วนการประคบเย็นจะทำให้หลอดเลือดบีบตัวไล่เลือดเก่าที่คั่งอยู่บริเวณนั้นกลับสู่ส่วนกลาว เพื่อเอาขยะและพิษจากการอักเสบไปกำจัดทิ้ง 3.การนวดย่ำข่าง เป็นวิธีการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบพื้นบ้านล้านนาอีกประเภทหนึ่ง โดยมากใช้สำหรับบำบัดหรือรักษาอาการเจ็บปวดตามร่างกาย โดยใช้เท้าชุบน้ำยา (น้ำไพลหรือน้ำมันงา) แล้วไปย่ำลงบนขางที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วจึงไปย่ำบนร่างกายหรืออวัยวะของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด   ข้อมูลจาก : พญ.ลลิตา ธีระสิริ รูปภาพจาก : https://jobschiangrai.com
เผยแพร่เมื่อ 9 มิถุนายน 2563 • การดู 2,711 ครั้ง
ประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันจากตำรายาแผนโบราณ
ประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันจากตำรายาแผนโบราณ
        การแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นระบบการดูแลรักษาสุขภาพ ที่มีมาตรฐาน มีจุดเด่นคือการใช้ เทคโนโลยีในการหาสาเหตุแห่งโรค และอาการ แบ่งระบบที่ชัดเจน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร แพทย์มีความรู้ทั่วไปและความรู้ความชำนาญเฉพาะทางตามระบบ มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ได้การยอมรับ เป็น ระบบที่พัฒนาต่อเนื่อง มีเหตุผล อธิบายชัดเจน ต่อยอดหรือทำการศึกษาซ้ำ และนักวิจัยคนอื่นสามารถพัฒนาต่อไปได้  ส่วนการแพทย์ล้านนา การแพทย์อาข่า เมี่ยน ม้ง เย้า และอื่นๆ (ทั้งสิ้นประมาณ ๔๐ ชนเผ่า) เป็นการแพทย์ประสบการณ์ อ้างอิงธรรมชาติ ถ่ายทอดจากปากต่อปาก องค์ความรู้ในการรักษาอยู่ที่เฉพาะตัวหมอหรือผู้ที่รับถ่ายทอด ไม่มีตำราเป็นทางการ มีเอกสารอ้างอิงหรือพับสา ใบลานและสมุดบันทึก ใช้หลักของศาสนาพุทธและองค์รวมในการดูแลเยียวยาร่างกายเอง เห็นว่ามนุษย์แตกต่างในเรื่องของธาตุ เมื่อปกติต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อน  โรคจึงจะหายหรือรักษาได้ โบราณใช้หลักการแพทย์ เช่นการปล่อยปลิง การถอนพิษด้วยยาสมุนไพร และการถอนพิษด้วยการขับถ่าย แม้ความเจริญทางการแพทย์แผนปัจจุบันล้ำหน้ากว่าการแพทย์แผนโบราณ แต่ปัจจุบัน มนุษย์กลับมาแสวงหาการใช้ธรรมบำบัด หรือใช้สมุนไพรบำบัด เนื่องจากเกรงอันตรายจากสารเคมี และอาการข้างเคียงของยา แต่การนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ล้านนามาใช้ ต้องผ่านการศึกษาด้านองค์ความรู้ในใบลาน พับสาและเอกสารโบราณ ความเข้าใจในเวชกรรม หลักการตั้งตำรับยาซึ่งต้องเข้าใจตัวยาแต่ละชนิด คัดเลือก ปรับใช้ให้สามารถประยุกต์กับยุคสมัยจึงจะสามารถพัฒนาต่อยอดจากฐานรากได้     เภสัชกรหญิง รศ.ดร. พาณี  ศิริสะอาด
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 1,792 ครั้ง
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา
หมู่บ้านของชาวล้านนามีรูปแบบอยู่  2  ลักษณะคือ  หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ขนานกับเส้นทางสัญจร  และหมู่บ้านที่กระจุกตัวเป็นกลุ่ม  ซึ่งในลักษณะแรกมักเป็นหมู่บ้านที่ติดกับเส้นทางการค้า  รองรับการค้าขาย  ส่วนหมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นกลุ่ม  ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากเส้นทางสัญจรหลัก  เกิดจากการสร้างบ้านเรือนกระจายออกจากจุดศูนย์กลางของตัวหมู่บ้านออกไปเรื่อยๆ  ตามการขยายตัวของคนในชุมชน  ปัจจุบันเราไม่สามารถเห็นขอบเขตของหมู่บ้านแต่ละกลุ่มในเมืองใหญ่ได้อย่างชัดเจน  เพราะการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม  หมู่บ้านต่างๆ อยู่ติดๆ กันเป็นผืนใหญ่  แต่ในชนบทบางแห่งยังคงพบว่าหมู่บ้านแต่ละที่มีระยะห่างไกลกันพอสมควร  จึงเห็นเขตของหมู่บ้านอย่างชัดเจน  โดยมีที่นาหรือป่าชุมชนตั้งอยู่ระหว่างแต่ละหมู่บ้าน  ผังหมู่บ้านของชาวล้านนาในอดีต  ค่อนข้างที่จะมีแบบแผนชัดเจน  โดยทำเลที่เหมาะสมกับการตั้งหมู่บ้านที่ดีที่สุดคือต้องมีแหล่งน้ำ  หากบริเวณนั้นมีพื้นที่ดอนและที่ราบแม่น้ำไหลผ่าน  ก็จะตั้งบ้านเรือนอยู่บนที่สันดอน  ส่วนที่ราบนั้นจะจำกัดไว้สำหรับการเพาะปลูก  เพราะเป็นบริเวณที่น้ำชุ่มตลอดทั้งปี  เหมาะแก่การปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง              ใจบ้าน  เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหมู่บ้านชาวล้านนาคือ  ใจบ้านเปรียบได้กับขวัญของหมู่บ้าน  ที่มีเทวาอารักษ์หรือเสื้อบ้านสถิตอยู่เพื่อคอยดูแลป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้านได้  นิยมกำหนดให้อยู่ในบริเวณต้นไม้ใหญ่  หรือสร้างหอเสื้อบ้านขึ้นมา หรือปักเสาหลักเป็นเสื้อบ้านก็ได้  ซึ่งใจบ้านส่วนใหญ่จะอยู่กลางหมู่บ้านบริเวณเดียวกับข่วงบ้าน  เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ของคนในหมู่บ้านร่วมกัน           หอผีเสื้อบ้านหรือหอเจ้าบ้าน  มักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่พิเศษแตกต่างไปจากพื้นที่โดยทั่วไป  เช่น  บริเวณจอมปลวก  บริเวณที่ดอน  เป็นต้น  มีลักษณะเป็นเรือนจำลองขนาดเล็ก  ในอดีตสร้างด้วยไม้  ตัวหอยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย  แต่ในปัจจุบันหมู่บ้านบางแห่งหอผีเสื้อบ้านชำรุด  จึงสร้างใหม่เป็นอาคารก่อปูนชั้นเดียวขนาดใหญ่กว่าแบบเดิม  ภายในหอผีมีชั้นสำหรับวางเครื่องสักการะและของใช้ของผี  คือ  ขันหมาก  น้ำต้น  ดาบ  รูปปั้นม้าหรือช้าง  ฯลฯ   ทุกปีก็จะมีพิธีเซ่นไหว้ถวายเครื่องสังเวยให้ผีเสื้อบ้าน  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและร้องขอให้ช่วยดูแลรักษาหมู่บ้านให้ปลอดภัย                       ข่วงบ้าน  เป็นลานโล่งกว้าง  ไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้ขึ้นมากีดขวาง  มักอยู่บริเวณหน้าหอผีเสื้อบ้านหรือใจบ้าน  เป็นพื้นที่สาธารณะของคนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน  เดิมทีใช้เป็นที่สำหรับจัดพิธีกรรมในการเลี้ยงผีบ้าน  ภายหลังรูปแบบของหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลง  จากการขยายตัวของชุมชน  ทำให้บางหมู่บ้านแทบไม่เหลือพื้นที่นี้ไว้           กลุ่มเรือน  ลักษณะของหมู่บ้านชาวล้านนาในอดีตหรือชนบท  จะกระจุกตัวรวมกันอย่างหนาแน่นบริเวณกลางหมู่บ้านแล้วก็เบาบางลงบริเวณท้ายบ้าน  จากนั้นก็จะเป็นที่นาคั่นระหว่างหมู่บ้าน  ถนนที่ใช้ในหมู่บ้านก็จะมีขนาดเล็กแคบและคดเคี้ยว  ทางเข้าบ้านมีการแบ่งซอยย่อยออกไป  แต่หมู่บ้านในเมืองที่มีกลุ่มเรือนกระจายตัวทั่วไปในบริเวณหมู่บ้านจนไม่มีพื้นที่ว่าง  มักมีการกำหนดเขตโดยใช้ถนน  หรือแม่น้ำแบ่งเขตหมู่บ้านแทน              วัด  ในแต่ละหมู่บ้านต้องมีวัดประจำของตัวเอง เพื่อให้คนในชุมชนได้มีพื้นที่สำหรับการทำบุญและฟังเทศน์ธรรม  อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมร่วมกันของชุมชนในพิธีกรรมประเพณีต่างๆ  ส่วนใหญ่หมู่บ้านแต่ละแห่งจะมีเพียงหนึ่งวัด  แต่หากเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่  หรือเป็นหมู่บ้านที่แยกออกมาจากหมู่บ้านเดิม  จะสร้างวัดใหม่เพิ่มขึ้น  เพื่อให้คนในชุมชนได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างทั่วถึง  ในอดีตวัดประจำหมู่บบ้านจะตั้งชื่อเหมือนกับหมู่บ้านนั้นๆ  แต่ปัจจุบันบางแห่งอาจมีการตั้งชื่อใหม่อีกชื่อเพื่อความสวยงามทางภาษา  อย่างไรก็ตามคนในหมู่บ้านก็ยังคงมีบทบาทในการทำนุบำรุงวัด  และพระสงฆ์ในหมู่บ้านของตนเอง  ซึ่งผู้ที่ทำบุญและเข้าร่วมพิธีสงฆ์ในวัดใดวัดหนึ่งตลอดเวลา  จะเรียกตนเองว่าเป็น “ศรัทธาวัด”  ของวัดนั้นๆ  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นศรัทธาวัดในหมู่บ้านนั้นเอง             ที่นา  เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ  มักอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มหรือใกล้กับแหล่งน้ำในแต่ละหมู่บ้านจะมีอาณาเขตที่นาอยู่รอบๆ ใจกลางของหมู่บ้าน    ซึ่งหมู่บ้านก็จะมีเรือนหลายๆ หลังอยู่กระจุกรวมกันเป็นกลุ่ม  ถัดออกไปก็จะเป็นที่นาผืนใหญ่  ซึ่งเจ้าของที่นาแต่ละคนจะจำที่ของตนเองได้  โดยแบ่งที่นาแต่ละที่ออกจากกันด้วยคันนา 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 4,081 ครั้ง
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา
สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม             สภาพสิ่งแวดล้อมมีผลต่อวิถีชีวิตของคนแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก ในท้องถิ่นต่างๆ  มักรู้จัก การประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในบริเวณนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  ซึ่งต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมในที่ตั้งถิ่นฐานนั้นด้วย ถือเป็นการกลั่นกรองทางด้านความคิด  ภูมิปัญญา      และการปรับตัวให้สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่นที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี คำว่า  บ้านและเรือน  ในความหมายของชาวล้านนาในอดีตมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  เพราะ “บ้าน” จะหมายถึง  “หมู่บ้าน”  ที่มีการกำหนดอาณาเขต  ทำเลที่ตั้งของเรือนที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  ส่วนคำว่า “เรือน”  คือ  “อาคารที่อยู่อาศัย”  ของมนุษย์  ในแต่ละหมู่บ้านต่างก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม  เช่น  การตั้งชื่อหมู่บ้านตามแหล่งน้ำที่มี  ห้วย  หนอง  ท่า  สบ  การตั้งชื่อหมู่บ้านบริเวณ  โคก  สัน  ดอย  หลิ่ง  การตั้งชื่อตามพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีในแถบนั้น  เช่น  บ้านขี้เหล็ก  บ้านสันคะยอม  บ้านสันผักหวาน  ท่าส้มป่อย  หรือบางครั้งอาจตั้งชื่อหมู่บ้านตามประวัติศาสตร์  เรื่องเล่าและตำนาน  เช่นบ้านนางเหลียว  ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่นางจามเทวีเหลียวหลังกลับไป  เป็นต้น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของล้านนาตั้งอยู่ทางตอนปลายของแนวเทือกเขาที่ทอดลงมาจากประเทศจีน  ทำให้มีพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขาสูง    ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนาจึงขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์  ซึ่งมักสร้างเมืองตาม  “ แอ่ง”  ใหญ่ๆ  เช่น  แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน  แอ่งลำปาง  เป็นต้น  แอ่งเหล่านี้ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา  มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่และมีแม่น้ำไหลผ่าน  ซึ่งการเกิดขึ้นของเมืองก็จะกระจุกตัวอยู่ตามเส้นทางแม่น้ำสายหลัก  และแม่น้ำสาขา  เพื่อใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคตลอดจนใช้ในการเพาะปลูก
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 4,548 ครั้ง