ดอกสัก

ปรัชญา ศาสนา ความเชื่อไสยศาสตร์และโหราศาสตร์


ทั้งหมด 27 รายการ
 
 
สืบชะตาคน
สืบชะตาคน

ชาตาคือลักษณะที่บังเกิดสำแดงเหตุดีและชั่วเช่นชะตาดีชะตาร้ายหรือรูปราศีที่มีดาวพระเคราะห์เดินถึงราศีนั้นในเวลาเกิดของคนเรียกว่าชะตาคน การแก้ไขชะตาร้ายชะตาขาดของคนโบราณมีด้วยกันหลายวีธีเช่นการส่งกิ่วการบูชานพเคราะห์หรือการทำพิธีสืบชะตาเป็นต้น โดยสิ่งที่ใช้ในประกอบพิธีจะประกอบด้วย บายสรีมาจากคำว่า“บาย”เป็นภาษาเขมรแปลว่า“ข้าว”ส่วนคำว่า“สรี”มาจากภาษาสันสกฤตตรงกับภาษาบาลีว่า“สิริ”ซึ่งแปลว่ามิ่งขวัญหรือสิริมงคลดังนั้นคำว่าบายสรีจึงแปลว่า“ข้าวขวัญ”หรือข้าวที่จัดเพื่อเป็นสิ่งมงคลโดยในรูปภาพนี้คือบายสรีนมแมวเป็นบายสรีพิเศษสำหรับใช้กับทุกคนทุกชั้นโดยเฉพาะในพิธีเรียกขวัญลูกแก้วคือการนำใบตองมาพับให้ปลายเรียวแหลมหลายๆอันแล้วนำมาทับซ้อนทับให้เหลื่อมล้ำกันขึ้นไปจะมีกี่อันก็ได้แต่ต้องเป็นจำนวนคู่ซึ่งใบตองที่ซ้อนกันนี้เรียกว่า“นมแมว” ไม้ค้ำคือชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นไม้โตเร็วตัดให้ปลายมีง่ามเรียกว่าไม้ค้ำจำนวน2อันไม้ไผ่บง2ท่อนเจาะใส่สลักให้ติดกันทำเป็นสะพานคู่ไม้ไผ่เรี้ยหรือไม้ซางของภาคกลาง2ท่อนท่อนแรกด้านหนึ่งใส่น้ำแล้วปิดรูด้วยใบตองแห้งด้านหนึ่งใส่ทรายแล้วปิดรูอีกท่อนหนึ่งด้านหนึ่งใส่ข้าวเปลือกแล้วปิดรูด้านหนึ่งใส่ข้าวสารแล้วปิดรูเรียกว่าบอกน้ำบอกซายบอกเข้าเปลือก(ข้าวเปลือก)บอกเข้าสาน(ข้าวสาร)ทั้งนี้ความยาวของไม้ค้ำสะพานและกระบอกต่างๆนี้ให้ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตาเรียกว่ายาวค่าฅิงผู้ชายยังต้องเป็นฝ่ายจัดหาหน่ออ้อยหน่อกล้วยกล้าหมากกล้ามะพร้าวมาเข้าพิธีด้วยและจะต้องมีก้านกล้วยมา2ก้านสูงเท่ากับไม้ค้ำใช้ตอกแข็งเสียบก้านกล้วย2อันทำคล้ายกับบันไดกว้างประมาณ40เซนติเมตรแล้วผูกฝ้ายดึงจากบนลงล่างจำนวน6สายแล้วผูกหอยเบี้ยสายหนึ่งหมากพลูสายหนึ่งข้าวตอกสายหนึ่งเงินสายหนึ่งทองคำสายหนึ่งกล้วยอ้อยสายหนึ่งรวมเรียกว่าลวดเงินลวดฅำ(ทอง) ฟั่นเทียนที่เรียกว่าสีเทียนด้วยขี้ผึ้ง1เล่มโตเท่ากับหัวแม่มือยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตาเรียกว่าเทียนค่าฅิงเอากระดาษสากว้างประมาณ10เซนติเมตรยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตามาตัดเป็นทุงโดยทำเป็นดั่งหัวคนเป็นลำตัวเป็นหางเรียกว่าทุงค่าฅิง(ตุงค่าคิง) เอากระดาษสามาตัดเป็นธง3เหลี่ยมกว้าง5เซนติเมตรยาว8เซนติเมตรจำนวนเท่าอายุของเจ้าชะตาแล้วปักกับก้านกล้วยและจะต้องมีของบูชาขันตั้งขันครูให้กับอาจารย์ที่จะมาประกอบพิธีคือแต่งเบี้ยหมากไหมผ้าแดงผ้าขาวเทียนเหล้มบาทหมาก4ก้อมเสื่อใหม่หม้อใหม่ข้าวเปลือกประมาณ1.5กิโลกรัมเรียกว่าเข้าเปลือกหมื่นเข้าสารพัน สิ่งที่จะต้องเตรียมในการทำพิธีสืบชะตาคน 1.นิมนต์พระ9รูปหรือมากกว่าหากจัดสวดพร้อมกันทุกจุดก็จะต้องใช้พระสงฆ์แจ่งบ้านละ9รูปรวมทั้งส่วนกลางด้วยเป็น45รูป(หากไม่มีเหตุร้ายแรงจริงๆก็จะนิมนต์พระเพียง9รูป) 2.เตรียมเครื่องสังเวยท้าวทั้งสี่เครื่องบูชาเสื้อบ้านหรือเทพารักษ์ประจำหมู่บ้าน 3.เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ทำพิธีเช่นกล้วยอ้อยมะพร้าวหมากพลู เครื่องขบเคี้ยวฯลฯ 4.เตรียมเครื่องคำนับครูของอาจารย์ผู้ประกอบพิธีซึ่งจะมีกรวยดอกไม้ธูปเทียนเบี้ย108ข้าวเปลือกข้าวสารอย่างละกระทงผ้าขาวผ้าแดงอย่างละ2ศอกเงิน6บาทหรือตามแต่อาจารย์กำหนด 5.เตรียมเครื่องสืบชาตาเช่นไม้ค้ำขัวไต่ลวดเงินลวดทองกระบอกน้ำฯลฯ 6.ขันหรือกระบุงใส่ข้าวเปลือกข้าวสารและทราย 7.ให้ทุกครอบครัวเตรียมน้ำส้มป่อยหรือน้ำอบน้ำหอมและทรายมาร่วมพิธีซึ่งเมื่อเสร็จพิธีแล้วจะได้นำกลับไปโปรยที่บ้านเรือนของตน 8.ตาแหลวหรือเฉลวและเชือกที่ฟั่นด้วยหญ้าคาสด   ข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม7
เผยแพร่เมื่อ 27 ตุลาคม 2563 • การดู 35 ครั้ง
โคมผัด โคมยี่เป็งโบราณ
โคมผัด โคมยี่เป็งโบราณ

การจุดโคมนั้นนิยมทำกันอย่างมากในเทศกาลยี่เพง(อ่าน“ยี่เป็ง”)คือวันเพ็ญเดือนยี่ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของไทยกลางในวันนั้นจะมีการจุดประทีปโคมไฟรวมทั้งบอกไฟดอกคือดอกไม้เพลิงบอกไฟดาวคือพลุที่ยิงขึ้นไปเห็นเป็นดาวตกจากท้องฟ้าพร้อมทั้งบอกไฟหรือดอกไม้ไฟชนิดอื่นๆอีกเป็นอันมากในตอนพลบค่ำของวันยี่เพงนั้นจะมีการเทศน์จากคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปเมื่อจบแล้วก็จะจุดประทีปโคมไฟตามบ้านเรือนขึ้นพร้อมๆกันอาทิโคมผัดคือโคมที่หมุนได้ซึ่งคล้ายกับที่ทางภาคกลางเรียกว่าโคมเวียนโคมนี้ทำเป็นรูปกระบอกขนาดกว้างประมาณ50เซนติเมตรสูงประมาณ70เซนติเมตรหุ้มด้วยกระดาษสาหรือกระดาษว่าวสีขาวอาจทำเป็นสองชั้นหรือชั้นเดียวก็ได้หากทำครอบสองชั้นแล้วชั้นในจะมีภาพต่างๆปิดไว้เป็นระยะๆให้พองามมีสายหรือซี่โยงจากกรอบเข้าหาแกนกลางซึ่งทำเป็นตุ่มใส่ไว้ในก้นถ้วยปิดแถบกระดาษเข้ากับสายหรือซี่นั้นโดยให้มีมุมและระยะที่ลงตัวเมื่อจุดเทียนซึ่งติดตั้งไว้กลางโคมนั้นความร้อนจากเปลวเทียนจะไปกระทบแถบกระดาษและจะผลักให้ส่วนที่เป็นโครงครอบนั้นให้ผัดคือหมุนไปเรื่อยๆเงาของภาพที่ปิดไว้จะส่องไปกระทบกับครอบชั้นนอกสร้างความเคลื่อนไหวด้วยแสงและเงาได้ในระดับหนึ่ง     ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่3 
เผยแพร่เมื่อ 22 ตุลาคม 2563 • การดู 74 ครั้ง
ศรีมหาโพธิ์
ศรีมหาโพธิ์

ศรีมหาโพธิ์ที่ชาวล้านนาเรียกว่า"ต้นสรี"หรือ"ต้นสะหรี"โดยทั่วไปหมายถึงต้นไม้ที่เป็นโพธิฤกษ์คือต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอาศัยร่มเงาในคืนที่ทรงบำเพ็ญเพียรก่อนการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวล้านนาในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนจึงมีวิธีปฏิบัติต่อต้นศรีมหาโพธิ์ด้วยความเคารพศรัทธามีการดูแลปัดกวาดบริเวณลานโพธิ์ให้สะอาดสะอ้านเสมอบางเเห่งตั้งศาลเเละจัดเครื่องสักการะบูชาถวายขณะเดียวกันก็มีข้อห้ามมิให้ตัดทำลายกิ่งก้านหรือต้นศรีมหาโพธิ์นอกจากนี้ยังมีประเพณีพิธีกรรมเเละความเชื่อตามมาอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นประเพณีทานไม้ค้ำประเพณีบวชต้นศรีมหาโพธิ์การบรรจุต้นศรีมหาโพธิ์ไว้ในเจดีย์เเละความเชื่ออื่น ข้อห้ามในการตัดทำลาย    ข้อปฏิบัติที่ยึดถือกันมาตั้งเเต่โบราณกาลอย่างหนึ่งคือข้อห้ามมิให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ถ้าฝืนจะเกิดอัปมงคลที่เรียกว่า"ขึด"ข้อห้ามข้อหนึ่งโบราณว่าห้าม"รานสะหรี"ในคัมภีร์ที่ชื่อ"ธรรมดาจารีต"อธิบายว่า"รานสะหรี"คือว่ารานไม้เสื้อบ้านเสื้อเมืองไม้อารักษ์ไม้ที่ฅนยั้งร่มไม้มิ่งเมืองเเละไม้สรีมหาโพธิ์หลอนตัดเเละรานจักฉิบหายเเล" หมายความว่ารานสะหรีได้เเก่การตัดไม้อารักษ์บ้านเมืองไม้ที่คนทั่วไปอาศัยร่มเงาไม้ประจำเมืองเเละไม้ศรีมหาโพธิ์หากตัดฟันจะพินาศฉิบหายส่วนคัมภีร์ชื่อ"พิษณุถามนางธรณี"กล่าวว่า"ไม้ใหญ่อันเป็นสรีเเก่บ้านเเก่วัดบ่ควรดีปล้ำไม้สรีมหาโพธิ์ก็บ่ควรดีปล้ำ" คือไม้ใหญ่อันเป็นศรีเเก่บ้านเมืองเเละวัดก็ดีหรือไม้ศรีมหาโพธิ์ก็ดีล้วนไม่ควรตัดทำลายทั้งสิ้นเเต่ถ้าหากมีความจำเป็นจะต้องตัดผู้ที่ตัดจะต้องทำพิธีขออนุญาตจากรุกขเทวดาที่คอยรักษาต้นศรีมหาโพธิ์ก่อนมิเช่นนั้นเชื่อกันว่าจะเกิดมหันตภัยต่อผู้ตัดเเละครอบครัวตลอดจนชุมชนเเละบ้านเมืองในไม่ช้า    ข้อมูลจาก:หนังสือไม้เมืองเหนือความเชื่อโบราณ
เผยแพร่เมื่อ 15 ตุลาคม 2563 • การดู 59 ครั้ง
ประเพณีตักบาตรเทโว
ประเพณีตักบาตรเทโว

           ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ เป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากประเพณีการทำบุญออกพรรษาคำว่า“เทโว” มาจากคำว่า“เทโวโรหณะ” แปลว่าการหยั่งลงจากเทวโลก หมายถึงการเสด็จลงจากเทวโลกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากเสด็จเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรค์ชั้นดาวดึงส์ตลอดพรรษที่๗หลังจากทรงตรัสรู้ เรื่องราวดังกล่าวมีตำนานเล่าว่าหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วพระองค์ได้เสด็จไปประกาศศาสนาทั่วชมพูทวีปตั้งแต่เมืองราชคฤห์พาราณสีสาวัตถีตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นราชปิตุภูมิของพระองค์ทรงเทศนาโปรดพุทธสาวกและพระประยูรญาติทั้งหลายให้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยของแต่ละบุคคลมาเป็นลำดับถึง๖พรรษาจากนั้นพระองค์ทรงรำลึกถึงพระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังนั้นในพรรษาที่๗หลังจากทรงตรัสรู้พระองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาทรงเทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาตลอดพรรษาครั้นถึงวันออกพรรษาพระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จลงสู่โลกโดยเสด็จสถิตเหนือยอดเขาสิเนรุราชเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นเครื่องสักการบูชาของเหล่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้วจึงทรงเปิดโลกให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดได้มองเห็นสวรรค์ โลกมนุษย์และนรกภูมิโดยตลอด ดั้งนั้นในวันนี้จึงเรียกว่าวัน“พระเจ้าเปิดโลก”อีกชื่อหนึ่ง            การเสด็จลงจากเทวโลกนั้นตำนานกล่าวว่ามีปัญจสิงขรคันธัพพเทวบุตรถือพิณดีดขับร้องนำเสด็จในเบื้องหน้ามีบันไดทิพย์๓บันไดคือบันไดทองอยู่ด้านขวาบันไดเงินอยู่ด้านซ้ายบันไดแก้วอยู่ตรงกลางเชิงบันไดทั้งสามจรดลงที่เมืองสังกัสสนครบันไดทองเป็นทางลงของหมู่เทวดาบันไดเงินเป็นทางลงของหมู่พรหมและบันไดแก้วเป็นทางเสด็จของพระพุทธองค์ เมื่อทรงเสด็จถึงโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนครพระพุทธองค์ได้ทรงนำเหล่าพุทธสาวกออกรับบิณฑบาตจากประชาชนที่ไปรอเฝ้ารับเสด็จเพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่นด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงถือเอาวันออกพรรษาคือวันแรม๑ค่ำเดือน๑๑เป็นวันคล้ายวันเสด็จลงจากเทวโลกจึงนิยมทำบุญตักบาตรกันเป็นกรณีพิเศษมีการจำลองเหตุการณ์โดยอัญเชิญเอาพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรนำหน้าพระสงฆ์จำนวนมาก บิณฑบาตจากวัดที่อยู่ระดับสูง เช่นวัดที่อยู่เนินเขาแล้วตักบาตรโดยเรียกว่า“ตักบาตรเทโว” กิจกรรมนี้เป็นที่นิยมยิ่งจึงยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมา สำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดงานตักบาตรเทโวต่อเนื่องมาหลายปีแล้วปีนี้จะจัดให้มีขึ้นในเช้าของวันเสาร์ที่๓ตุลาคม๒๕๖๓นี้ณถนนสายวัฒนธรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มงานประมาณ๐๖.๐๐นาฬิกาเป็นต้นไปงานนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นิมนต์พระสงฆ์ไปรับบิณฑบาตถึง๕๐๐รูป            บุญใหญ่อย่างนี้ปีหนึ่งมีครั้งหนึ่งจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่จะพาครอบครัวไปตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นมหากุศลผลบุญอันจะนำพาชีวิตให้พบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไปตราบซึ่งนานเท่านาน เขียนโดยอาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.              
เผยแพร่เมื่อ 2 ตุลาคม 2563 • การดู 115 ครั้ง
ประเพณีสิบสองเป็ง
ประเพณีสิบสองเป็ง

ประเพณีสิบสองเป็ง ปีนี้ตรงกับวันที่2เดือนกันยายน2563 เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ที่ล่วงลับในวันเพ็ญเดือนสิบสองเหนือหรือเดือนสิบของภาคกลางโดยเฉพาะเพราะเชื่อกันว่าในวันดังกล่าวพระยายมราชได้ปลดปล่อยวิญญานของผู้ตายให้กลับมาสู่โลกมนุษย์เพื่อรับเอาส่วนกุศลผลบุญจากญาติพี่น้องดังนั้นจึงมีการไปทำบุญที่วัดอย่างมากมายประเพณีดังกล่าวตรงกับกิจกรรมของไทยภาคอื่นกล่าวคือภาคกลางมีประเพณีที่คล้ายกันเรียกว่า"ตรุษสารท"ภาคใต้เรียกว่า"ประเพณีชิงเปรต"ส่วนภาคอีสานเรียกว่า"ประเพณีบุญข้าวประดับดิน"ทั้งนี้ก็เป็นไปตามความเชื่อในแนวคิดเดียวกัน (เขียนโดยอาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.)
เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2563 • การดู 87 ครั้ง
ผางประทีปเเละเรื่องเล่าในล้านนา
ผางประทีปเเละเรื่องเล่าในล้านนา

ผางประทีสหรือผางประทีป(อ่าน“ผางผะดี้ดหรือผางผะตี๊บ”)            คือถ้วยประทีปหรือถ้วยเล็กๆที่ทำด้วยดินเผารูปลักษณะแตกต่างกันตามฝีมือช่างแต่ละยุคสมัยผางประทีสแบบเก่าที่พบหลายแห่งมีขนาดใหญ่เท่าชามแกงขนาดยิ่มซึ่งผางประทีสที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ก็ก็เพื่อบรรจุเชื้อเพลิงได้มากสำหรับให้แสงสว่างเป็นเวลานานส่วนผางประทีสที่ทำขายสำเร็จรูปคือมีทั้งประทีสน้ำมันและตีนกามักมีขนาดกว้างประมาณ5เซนติเมตรสูงประมาณ3เซนติเมตรและขนาดใหญ่คือประมาณ10เซนติเมตรสูงประมาณ4เซนติเมตรซึ่งผางประทีสขนาดใหญ่นี้อาจทำเป็นชนิดที่ทำเป็นเชิงสูงขึ้นประมาณ10เซนติเมตรก็มีเช่นกันผางประทีสชนิดนี้มักจะมีลายประดับที่ปากถ้วยไว้ด้วย         ผางประทีปหรือผางประทีสคือประทีปที่เป็นเครื่องจุดตามไฟเป็นพุทธบูชาหรือบูชาสืบชาตาอายุหรืออีกนัยหนึ่งคือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันใช้จุดแทนเทียนในเวลากลางคืนตัวประถางที่รองรับทำด้วยดินเผาหรือกระเบื้องเคลือบตามความหมายดังกล่าวคำว่าประทีปหมายถึงแสงไฟผางหมายถึงภาชนะรองรับน้ำมันหรือไขที่เป็นเชื้อเพลิงของประทีปรวมความผางประทีปคือเครื่องจุดตามไฟ  นอกจากถ้วยประทีปแล้วสิ่งที่สำคัญคู่กันก็คือน้ำมันและตีนกาหรือสีสายซึ่งน้ำมันที่ใช้เติมลงในถ้วยประทีปนั้นอาจเป็นน้ำมันถั่วน้ำมันมะพร้าวน้ำมันละหุ่งน้ำมันงารวมถึงน้ำมันที่ได้จากสัตว์อีกด้วยปัจจุบันนิยมใช้ขี้ผึ้ง(พาราฟีน)แต่ไม่พบว่านิยมใช้น้ำมันจากสัตว์ในประทีปที่บูชาพระ สีสายซึ่งอาจอ่านเป็น“สี้สาย”หรืออ่านเคลื่อนเป็น“ขี้สาย”นั้นทำจากด้ายฟั่นให้เป็นเชือกสองเกลียวยาวประมาณ15เซนติเมตรแล้วดึงแยกเกลียวทั้งสองออกจากกันโดยเว้นระยะจากปลายเชือกประมาณ10เซนติเมตรเมื่อปล่อยมือเชือกเกลียวแต่ละเกลียวก็จะพันกันกลับเป็นเชือกอีกทีหนึ่งจัดแต่งเชือกทั้ง4ชายให้เข้ากันโดยจัดสามชายแยกออกจากกันเป็นสามแฉกเหมือนตีนกาและอีกชายหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของทั้งสามชายก็จะได้ตีนกาหรือสีสายตามต้องการ ในช่วงเทศการยี่เพง(อ่าน“ยี่เป็ง”)ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองจะมีการประดับประทีปโคมไฟกันทั่วไปนอกจากการประดับส่วนนี้แล้วยังใช้เป็นจุดบูชาพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ส่วนหนึ่งตามอายุของแต่ละคนในการตั้งธัมม์หลวงหรือฟังเทศน์มหาชาตินั้นเจ้าของกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ใดในหาเวสสันดรชาดกก็จะจุกประทีปตามจำนวนคาถาเช่นกัณฑ์กุมาร101คาถาก็จุดประทีบ101ดวงเป็นต้น         ในล้านนาตามเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของตีนกาที่ใช้เป็นไส้จุดประทีปหรือดังปรากฏในคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปเล่าว่าเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์มีแม่กาเผือกกำลังกกไข่อยู่บนต้นไม้ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่งเกิดมีลมพายุพัดรังกากระจัดกระจายไข่ก่ก็ตกลงไปในแม่น้ำแล้วไหลไปแม่กาก็พลัดไปอีกทางหนึ่งพอลมสงบแม่กาก็หาไข่ไม่พบก็ร้องไห้จนขาดใจตายแล้วไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมบนสวรรค์ส่วนไข่5ฟองก็ถูกแม่ไก่แม่นาคแม่เต่าแม่โคและแม่ราชสีห์(หรือบางตำราว่าคนซักผ้านำเอาไปเลี้ยง)เอาไข่ไปฟักตัวละฟองพอโตขึ้นต่างก็ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าวันหนึ่งฤาษีทั้ง5มาพบกันต่างก็ถามถึงความเป็นมาของกันและกันแต่ก็ไม่มีใครรู้จักมือที่แท้จริงของตนเลยจึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ของตนร้อนถึงท้าวพกาพรหมต้องลงมาพบเล่าเรื่องอดีตให้ฟังและบอกว่าถ้าคิดถึงแม่ให้เอาด้ายดิบทำเป็นรูปตีนกาแล้วจุดไฟในประทีปในวันยี่เพงคือวันเพ็ญเดือน12  จากเรื่องเล่าดังกล่าวจึงมีการบูชาประทีปในฤดูเทศกาลเดือนยี่เป็งชาวบ้านจะนำผางประทีปไปจุดตามวัดและฟังพระธรรมเทศนาอานิสงส์และยีงมีการตามประทีปและจุดบูชาตามรอบรั้วบ้านหัวบันไดบ้านบ่อน้ำครัวไฟโดยกำหนดว่าพอพระเริ่มเทศน์ธัมม์หรือคัมภีร์อานิสงส์ผางประทีปก็จะจุดประทีปที่บ้านของตนขึ้นพร้อมกัน ในพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่กล่างถึงการจุดผางประทีปจำนวน1,000ดวงใช้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าวเพื่อสืบอายุเมืองและต้องการให้บ้านเมืองประสบความเจริญรุ่งเรืองเพื่อให้เกิดความสวัสดีมงคลโดยทั่วกัน                                 (ข้อมูลจากสารานุกรมไทยภาคเหนือเล่ม8หน้า4072-4075)
เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม 2563 • การดู 230 ครั้ง
ความหมายเเละประเภทของเทียนล้านนา
ความหมายเเละประเภทของเทียนล้านนา

เทียนในแง่ทั่วไปแล้วมักหมายถึงเทียนขี้ผึ้งซึ่งเป็นเครื่องตามไฟที่ฟั่นหรือหล่อด้วยขี้ผึ้งหรือไขมีไส้อยู่ตรงใจกลางมีลักษณะเป็นแท่งเทียนขี้ผึ้งในล้านนาหมายถึงเทียนที่สีขึ้นรูปด้วยขี้ผึ้งมีด้ายดิบเป็นไส้แบ่งตามน้ำหนักและเรียกชื่อตามประโยชน์วิธีใช้เช่นเทียนเหล้มบาทเทียนเหล้มเฟื้องเทียนค่าติงเทียนเงินเทียนฅำเทียนส่งเคราะห์-รับโชคเทียนกลางเทียนมงคลซ้ายเทียนมงคลขวาเทียนพรรษาเป็นต้นโดยส่วนใหญ่มักใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆตามความเชื่อและศาสนา วิธีทำเทียนขี้ผึ้งแบ่งออกเป็น2ประเภทคือ 1.การหล่อเทียนโดยใช้เป้าหลอมหรือกระบอกไม้ไผ่เช่นเทียนพรรษา 2.การสีเทียนด้วยมือเรียกว่าการฝั้นเทียนหรือสีเทียน(อ่านว่า“สีเตียน”) อุปกรณ์ที่ใช้ 1.ขี้ผึ้งแท้หรือขี้ผึ้งผสมซึ่งมีขายเป็นแผ่นๆหรือขี้ผึ้งที่ได้จากขี้ผึ้งนำมาต้มแล้วคลึงให้เป็นแผ่นแบ่งตามขนาดที่ต้องการใช้เช่นสลึงเฟื้องหรือตั้งแต่1,2,5,10,300,500บาท 2.ตั่งหรือ“ค่อมคะลิก”(ลักษณะคล้ายม้านั่งขนาดเล็ก)ใช้เป็นแท่นสำหรับคลึงเทียน 3.เส้นด้ายดิบจำนวน9-27เส้นหรือเท่าจำนวนอายุมีขนาดยาวตามความต้องการ ขั้นตอนวิธีทำ 1.นำชิ้นขี้ผึ้งแท้หรือขี้ผึ้งผสมมาตากแดดต้มหรือผิงไฟเพื่อให้ขี้ผึ้งอ่อนตัวแล้วจึงนำมาคลึงหรือแผ่ให้เป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ 2.นำเส้นด้ายดิบจำนวนตั้งแต่9-27เส้นขนาดยาวตั้งแต่15-190เซนติเมตร(ตามขนาดของเทียน)เป็นไส้กลาง 3.สีขี้ผึ้งบนตั่งหรือแท่นที่รองรับไม้กระดานตามสะดวกให้ได้รูปร่างเป็นเทียนตามขนาดที่ต้องการใช้ถ้าเป็นเทียนขนาดใหญ่เช่นเทียนพรรษาใช้เป้าหลอมหรือกระบอกไม้ไผ่ผ่าซีกนำมาประกบกัน  ชื่อเรียกและประโยชน์ใช้ 1.เทียนใช้จุดบูชาพระเป็นเทียนที่มีขนาดแตกต่างกันไปตามขนาดลักษณะการใช้งานซึ่งอาจใช้บูชาพระในพีธีการทั่วไปหรือใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องคารวะมีชื่อเรียกต่างๆกันเช่นเทียนเหล้มบาทเทียนเหล้มเฟื้องเทียนคู่เทียนกลางเหลียนเหล้มหน้อย 1.1เทียนเหล้มบาทคือเทียนที่มีน้ำหนัก1บาทใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆเช่นใช้ทำเทียนน้ำมนต์ในงานมงคล,พิธีขึ้นครู(ไหว้ครู) -เทียนน้ำมนต์หนัก6สลึงถึง1บาท -เทียนเงินเทียนทองหนักแท่งละ2บาท พิธีตั้งศาลพระภูมิจะใช้ เทียนน้ำมนต์หนัก4บาทไส้12เส้น1แท่งเทียนบูชาทิศ8 ใช้เทียนขี้ผึ้งหนัก1บาทไส้12เส้นเป็นต้น 1.2เทียนคู่(อ่าน“เตียนกู้”)คือเทียนที่มีขนาดเล็กกว่าเทียนเหล้มเฟื้องในพิธีงานแต่งงานทางเหนือมีการไหว้บอกผีปู่ย่าทางตระกูลฝ่ายหญิงจะใช้เทียนประกอบพิธีเป็นจำนวนคู่ประกอบด้วยหมากพลูโดยใช้ครั้งละ2แท่งใส่สวยดอกคือกรวยใบตองบรรจุข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนจัดเป็นเครื่องนำสักการะเช่นต้องการจำนวน24สวยหรือ24กรวยก็ใช้พลู4ใบหมากสาย4ท่อนเทียน2คู่แท่งต่อ1สวยดอก 1.3เทียนเหล้มเฟื้องคือเทียนที่มีน้ำหนัก1เฟื้องประโยชน์ใช้เช่นเดียวกับเทียนเหล้มบาทมักใช้ประกอบสวยดอกไม้ 1.4เทียนกลาง(อ่าน“เตียนก๋าง”)คือเทียนที่มีขนาดย่อมลงไปใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆเช่นพิธีไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่พิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์ในวันปากปี(ตรงกับวันที่16เมษายนของทุกปี)ชาวบ้านจะใช้เทียนจุดบูชาหน้าพระพุทธรูปเท่ากับจำนวนคนในบ้านเป็นต้น  1.5เทียนหน้อย(อ่าน“เตียนหน้อย”)เป็นเทียนที่มีขนาดเล็กที่ใช้ประกอบพิธีที่ต้องใช้เทียนจำนวนมากเช่นพิธีทำบุญสืบชะตามักใช้เทียนจำนวนมากเช่นพิธีทำบุญสืบชะตามักใช้เทียนจำนวน109แท่งพิธีไหว้ผีปู่ย่า(เดือน9)มีการฟ้อนผีมดก็ใช้เทียนเหล้มหน้อยประกอบพิธีหรือวันพระพระภิกษุสงฆ์ลงอุโบสถก็ใช้เทียนขนาดกลางหรือขนาดเล็กประกอบพีธีจุดบูชาพระ 2.เทียนค่าติง(อ่าน“เตียนก้าคิง”)คือเทียนที่มีไส้ทำด้วยเส้นด้ายจำนวนเท่าอายุเจ้าภาพงานโดยเพิ่มจำนวนมากกว่าอายุ1เส้นเช่นถ้าอายุ72ปีก็ใช้เส้นด้ายจำนวน73เส้นมีความยาวเท่าความสูงของเจ้าภาพวัดตั้งแต่ไรผมถึงฝ่าเท้าใช้จุดพิธีงานทำบุญสืบชะตาอายุหรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่เนื่องจากเทียนชนิดนี้มีขนาดยาวเวลาจุดจึงต้องพาดเทียนไว้กับร่องของก้านกล้วย(ในกรณีที่ไม่อาจทำเทียนค่าติงได้อาจอนุโลมให้ใช้สีสายค่าติงคือด้ายที่มีจำนวนและขนาดที่จะใช้เป็นไส้เทียนชุบน้ำมันซึ่งเวลาจุดนิยมพาดไว้บนราวแล้วจุดจากด้านล่างขึ้นไป) 3.เทียนจังกอร(อ่าน“เตียนจั๋งก๋อน”)คือเทียนที่มีขนาดเท่ากับเทียนเล่มบาทใช้จุดที่เมรุหรือกองฟอนเวลาเผาศพคนตายจำนวนจำนวน6เล่มโดยใช้เป็นปริศนาธรรมเพื่อเผาไฟกิเลสได้แก่โลภะโทสะโมหะราคะตัณหากิเลส 4.เทียนจาละเม็ดคือเทียนที่มีน้ำหนักเท่ากับเทียนเล่มบาทใช้ตามไว้เหนือศีรษะผู้ตายถือว่าเป็นไฟประจำชีวิตใส่เชิงรองไว้จุดเมื่อสิ้นใจปัจจุบันมักใช้ตะเกียงน้ำมันแทน 5.เทียนลดเคราะห์เทียนปูชารับโชคเป็นเทียนที่ทำขึ้นโดยจุดบูชาเพื่อให้อยู่ดีมีสุขหรือทำมาค้าขายได้คล่องมักใช้ด้ายสายสิญจน์จำนวน27เส้นเป็นไส้กลางเพื่อลดเคราะห์จำนวน27ตัวตามจำนวนดาวฤกษ์27กลุ่ม 6.เทียนทำให้คนรักใคร่เกลียดชังหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นเทียนที่ทำขึ้นโดยใช้เวทมนตร์คาถาอาคมประกอบโดยผู้ทำจะต้องเป็นผู้ที่รู้เวทมนตร์คาถาอาคมเรียกว่ามนต์ขาวหรือมนต์ดำดังปรากฎในพับหนังสา(สมุดข่อยหรือใบลาน) เทียนประเภทที่5-6มีวิธีการทำที่ยุ่งยากกว่าเทียนขี้ผึ้งธรรมดาคือผู้ทำจะต้องเป็นผู้ที่รู้เวทมนตร์คาถา ก่อนจะทำจะต้องขึ้นขันตั้งหรือทำพิธีบูชาครูก่อนแล้วนำกระดาษสามาเขียนอักขรคาถาหรือยันต์เวทมนตร์ตามที่ได้ศึกษามาแต่โบราณกาลดังปรากฎในตำราที่เรียกว่าพับหนังสา(อ่าน“ปั๊บหนังสา”)ดังกล่าวแล้วตัดตามขนาดของยันต์นำด้ายสายสิญจน์ตามขนาดต้องการมาพันยันต์ดังกล่าวให้แน่นแล้วใช้ด้ายพันชั้นนอกอีกชั้นแล้วจึงหุ้มด้วยขี้ผึ้งนำมาสีหรือฟั่นให้กลมกลึงผู้ที่จุดเทียนมักใช้จุดบูชาหน้าพระหรือบนหัวนอนเป็นเทียนที่ใช้ลดเคราะห์สืบชะตารับโชค ส่วนเทียนที่ทำให้คนรักหลงหรือโกรธเกลียดมุ่งทำร้ายกันมีวิธีการทำเช่นเดียวกับเทียนลดเคราะห์รับโชคแต่จะเปลี่ยนไส้เทียนจากด้ายสายสิญจน์เป็นชายเสื้อของผู้ที่จะกระทำต่อกันหรืออาจใช้เส้นผมหรือด้ายตราสังศพแทนก็ได้สถานที่ที่ใช้จุดอาจเป็นป่าช้าน้ำบ่อร้างทางสามแพร่งใต้บันไดในหลุมดินเป็นต้นขณะที่จุดจะต้องมีเครื่องสังเวยซึ่งประกอบด้วยกระทงข้าวปลาอาหารขนมวางไว้ด้วย          การทำเทียนประเภทที่ใช้เวทมนตร์คาถาจะได้ผลตามต้องการหรือไม่นั้นอยู่ที่กำลังใจและกระแสจิตของแต่ละคนแต่อย่างไรก็ตามผลที่ได้ก็คือการมีกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไป 7.เทียนพรรษาหรือเทียนวัสสาเป็นเทียนขี้ผึ้งที่มีขนาดใหญ่วิธีการทำโดยใช้เป้าหลอมหรือเทียนใส่กระบอกไม้ไผ่ประโยชน์ใช้เพื่อจุดบูชาพระพุทธรูปในฤดูกาลเข้าพรรษา 8.เทียนที่ใช้ประกอบพิธีการพุทธาภิเษกหรืองานสมโภชพระพุทธรูปเทียนที่ใช้จุดในพิธีการพุทธาภิเษกพระมีชื่อเรียกต่างๆกันได้แก่ 8.1เทียนชัยเป็นเทียนที่มีขนาดใหญ่สูงประมาณ156-190เซนติเมตรใช้จุดบูชาที่หน้าพระประธาน 8.2เทียนมงคลซ้าย 8.3เทียนมงคลขวา 8.4เทียนโลกุตตรใช้จำนวน9เล่มจุดบูชาพระรัตนตรัย 8.5เทียนวิปัสสี 8.6เทียนส่องญาณ เทียนทั้ง6ชนิดใช้สำหรับพิธีการพุทธาภิเษกหรือสมโภชสูง1ศอกของเจ้าภาพงานหรือรอบศีรษะพระพุทธรูปคือประมาณ50เซนติเมตรและเทียนในพิธีดังกล่าวมักทำด้วยการฟั่นเทียนหรือสีเทียนด้วยมือ   เทียนธูป(อ่าน“เตียนทุบ”) เทียนธูปในความหมายแบบล้านนายุคก่อนหมายถึงธูปซึ่งทำโดยใช้ไม้หอมหรือเปลือกไม้หอมหรือดอกไม้แห้งมาป่นเป็นผงแล้วห่อด้วยกระดาษสีเดียวหรือคาดด้วยกระดาษสีอื่นวนโดยรอบจากส่วนโคนจนถึงปลายยาวประมาณ1คืบโตประมาณครึ่งเซนติเมตรส่วนปลายมักใช้กรรไกรตัดกระดาษหุ้มให้เป็นพู่ใช้ในการประกอบพิธีต่างๆรวมไปถึงการจุดบูชาพระด้วยต่อมาภายหลังนิยมใช้ธูปจีนในการจุดบูชาพระทำให้เทียนธูปหรือธูปที่ทำด้วยเปลือกไม้หอมป่นหรือห่อด้วยกระดาษเหลือบทบาทเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องบูชาในเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ในการปรากฎในชุดเครื่องบูชาที่กล่าวเป็นภาษาโวหารปนภาษาบาลีแล้วมักจะว่า“ธูปปุปฺผาลาชาดวงดอกเข้าตอกดอกไม้แลลำเทียน”คือธูปดอกไม้ข้าวตอกและเทียนพบว่ามีการเรียกชื่อว่าเทียนหางหนูธุปลมและธูปรมอีกด้วยส่วนธูปอย่างธูปจีนที่ใช้ผงดอกไม้หอมคลึงติดกับก้านไม้นั้นทางล้านนายุคก่อนเรียกเทียนแส้(อ่าน“เตียนแส้”) เทียนอังกอร(อ่าน“เตียนจั๋งก๋อน”) เทียนจังกอรคือเทียนขี้ผึ้งมีไส้ทำด้วยด้ายแบบท้องถิ่นตัวเทียนมีขนาดยาวประมาณ1คืบเล็กประมาณครึ่งเซนติเมตรจำนวน12แท่งใช้จุดเมื่อหามศพไปถึงป่าช้าแล้วโดยจุดบริเวณหัวไม้คานหามศพรอบด้านเมื่อจุดเทียนครบทุกแท่งแล้วจึงวางผ้าบังสุกุลและนิมนต์พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลนั้นแล้วจึงอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายก่อนที่จะประชุมเพลิง  
เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม 2563 • การดู 797 ครั้ง
หล่อเทียนพรรษา
หล่อเทียนพรรษา

พิธีหล่อเทียนพรรษาเเละสมโภชเทียนพรรษา  ในช่วงใกล้ฤดูกาลเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนนิยมทำเทียนขี้ผึ้งไปถวายเป็นเครื่องสักการะเพื่อบูชาพระรัตนตรัยโดยมุ่งหวังว่าอานิสงส์แห่งการให้ทานจะบันดาลให้รับความสุขมีสติปัญญาสว่างไสวชีวิตรุ่งโรจน์สดใสดุจแสงไฟจากแท่งเทียนที่ส่องสว่าง การทำเทียนเพื่อถวายช่วงเทศกาลเข้าพรรษามีมาช้านานแล้วในส่วนบุคคลอาจทำถวายเป็นการส่วนตัวหรือถวายในส่วนของครอบครัวโดยไม่มีพิธีรีตองซับซ้อนแต่อย่างใดแต่กรณีที่มีเจ้าภาพร่วมกันจัดทำหรือทำเป็นหมู่คณะเช่นสถานบันองค์กรชุมชนเป็นต้นกรณีนี้มักจะมีพิธีกรรมในการหล่อเทียนซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อนพิถีพิถันมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน                อันดับแรกก่อนที่จะทำการหล่อเทียนจะมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เช่นขี้ผึ้งไส้เทียนเบ้าหลอมกระทะเป็นต้นเมื่อจัดเตรียมแล้วจึงตั้งเตาอั้งโล่และกระทะขี้ผึ้ง   ใกล้ๆกันนั้นจะเป็นเบ้าหลอมที่มีไส้เทียนขึงอยู่ส่วนกลางของเบ้าหลอมในส่วนด้านปากของเบ้าหลอมอาจมีแท่นหรือบันไดให้คนขึ้นไปเทเทียนเหลวเพื่อหล่อได้โดยสะดวกจากนั้นจึงขัดรั้วทำเป็นราชวัตรล้อมรอบบริเวณเบ้าหลอมนั้นให้เป็นปริมณฑลเฉพาะรั้วราชวัตรจะมีทางเข้าทั้งสี่ด้าน   มุมของรั้วจะประดับประดาด้วยฉัตรและธงทิว รอบๆรั้วมีการนำเอาต้นกล้วยต้นอ้อยต้นข่ามาประดับด้วย                เมื่อถึงเวลาหล่อเทียนมักนิมนต์พระสงฆ์จำนวน๙รูปมาทำพิธีสวดชัยมงคลคาถาโดยขณะที่ประธานในพิธีขึ้นไปเริ่มหล่อเทียนเหลวลงในเบ้า  พระสงฆ์จะเริ่มสวดและสวดไปเรื่อยๆเมื่อคนอื่นๆที่มาร่วมพิธีตักขี้ผึ้งหล่อตามกันไป หลังจากที่เทียนเย็นสนิทและแข็งตัวแล้วจะถูกแกะออกจากเบ้าเพื่อนำไปแกะสลักหรือตกแต่งให้สวยงามจนได้เวลาเหมาะสมจึงจัดริ้วขบวนแห่เทียนไปถวายที่วัดต่อไป                การหล่อเทียนเพื่อถวายเป็นเทียนพรรษา นับเป็นกิจกรรมที่ดีงามเพราะนอกจากพุทธศาสนิกชนจะได้รับความเอิบอิ่มในกุศลบุญที่จะได้เทียนเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการบูชาแล้ว ผลพลอยที่ได้ตามมาคือได้แสงสว่างเพื่ออำนวยประโยชน์สำหรับพระภิกษุสามเณรในการประกอบศาสนกิจในยามรัตติกาล  และที่สำคัญคือได้ความสมัครสมานสามัคคีของหมู่คณะนับเป็นผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน   เขียนโดย:อาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.
เผยแพร่เมื่อ 30 มิถุนายน 2563 • การดู 142 ครั้ง
น้ำต้นกับตำนานเเละความเชื่อ
น้ำต้นกับตำนานเเละความเชื่อ

น้ำต้นกับตำนานและความเชื่อ        น้ำต้นหรือภาษาไทยภาคกลางเรียกว่าคนโทเป็นเครื่องปั้นดินเผาประเภทที่เผาด้วยไฟแรงต่ำใช้สำหรับใส่น้ำดื่มความพิเศษของน้ำที่ใส่ในน้ำต้นคือจะมีความเย็นกว่าอุณหภูมิห้องปกติเล็กน้อยเพราะเนื้อดินเผามีรูพรุนเล็กๆสามารถระบายอากาศได้ดีโดยความร้อนที่อยู่ในน้ำต้นจะซึมออกมาตามรูพรุนนี้เมื่อความชื้นเจอกับความร้อนก็จะเกิดการระเหยของน้ำ ทำให้ผิวภาชนะดินเผาเย็นลงโมเลกุลน้ำที่อยู่ในภาชนะน้ำต้นก็เย็นลงตามการดื่มน้ำจากน้ำต้นจึงให้ความสดชื่นและมีกลิ่นของดินผสมอยู่       ลักษณะน้ำต้นเป็นรูปทรงขวดมีส่วนฐานส่วนลำตัวที่กลมป่องออกมาส่วนคอและปากน้ำต้นคาดว่าน่าจะพัฒนาการมาจากน้ำเต้าซึ่งเป็นภาชนะใส่น้ำดื่มทำมาจากผลน้ำเต้าผ่านกรรมวิธีนำเมล็ดและเนื้อภายในออกจนกลวงเหลือเพียงแต่ผิวภายนอกที่เป็นเปลือกแข็งและแห้งส่วนหัวตัดขั้วออกพอให้รินน้ำดื่มกินได้ทั้งนิยมสานหวายหรือไม้ไผ่ครอบผลน้ำเต้าเพื่อให้ตั้งวางกับพื้นได้และสะดวกในการพกพายามเดินทางไปค้าขายหรือเดินทางไปที่ต่างๆ      ทั้งนี้ความน่าสนใจของผลน้ำต้นยังเชื่อมโยงไปถึงจุดเริ่มต้นของการกำเนิดบรรพบุรุษของคนซึ่งมีตำนานความเชื่อของกลุ่มคนไทดำไทขาวและคนลาวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นคือ“น้ำเต้าปุง”โดยมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏอยู่ทั้งในจดหมายเหตุของชาวไทดําในพงศาวดารเมืองแถงและพงศาวดารล้านช้างของลาวที่กล่าวถึงเหตุการณ์หลังจากน้ำท่วมโลกแล้วพญาแถนเอาหมากน้ำเต้าปุงลงมายังโลกมนุษย์ซึ่งในผลน้ำเต้ามีมนุษย์อาศัยอยู่ข้างในบางตำนานก็เล่าว่าพญาแถนเอาเหล็กแหลมจี้ลงไปในผลน้ำเต้าจากนั้นก็มีมนุษย์ออกมาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆส่วนในตำนานของชาวไทลื้อสิบสองปันนากล่าวถึงปู่สังกะสาย่าสังกะสีนำผลน้ำเต้าลงมายังโลกทุบน้ำเต้าจนแตกแล้วโยนขึ้นบนฟ้าแล้วหว่านลงดินสอนคนให้เพาะปลูกเป็นทั้งนี้ในเรื่องของการกำเนิดขึ้นของมนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวที่กล่าวถึงการตีข้าวและการแบ่งข้าวเป็นส่วนๆอาจพออนุมานได้ว่าหากผลน้ำเต้าและข้าวถูกบรรจุในตำนานเมื่อครั้งโบราณกาลแล้วก็เป็นสิ่งที่เชื่อมั่นได้ว่าน้ำเต้าและข้าวต้องเป็นพืชพันธุ์อาหารที่หล่อเลี้ยงผู้คนในอดีตหลายร้อยหลายพันปีมาแล้วจึงมีความสำคัญต่อการสร้างอารยธรรมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้       เมื่อถึงจุดหนึ่งที่อารยธรรมยุคโบราณเริ่มอิ่มตัวเกิดศาสนาและจารีตที่เป็นแนวทางการปฏิบัติร่วมในสังคมให้เกิดระเบียบจะมีสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์นี้แฝงอยู่ในรูปแบบงานศิลปกรรมทางศาสนาในพุทธศาสนาภาพความอุดมสมบูรณ์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับน้ำเพราะน้ำเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิตที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่งในโลกรวมถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาโดยมีตัวแทนหรือวัตถุสิ่งของเป็นภาพจำให้สื่อถึงความเจริญงอกงามไม่ว่าจะเป็นนาคและหม้อบูรณะกฏะ      หม้อบูรณะกฏะหรือหม้อน้ำหรือแจกัน(ในปัจจุบัน)เป็นสัญลักษณ์สำคัญในพุทธศาสนามีความหมายครอบคลุมถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งมวลถือเป็นความงามในอุดมคติมีการใช้สัญลักษณ์นี้อย่างแพร่หลายในกลุ่มที่นับถือพุทธศาสนาทั้งพุทธนิกายเถรวาทและมหายาน ส่วนรูปลักษณ์ของน้ำเต้าและน้ำต้นมีความคล้ายคลึงกับหม้อปูรณะกฏะในช่วงตัวที่กลมป่องเพื่อใช้ใส่น้ำจึงสื่อความหมายใกล้เคียงกับความดีงามชุ่มชื่นสดชื่นมีชีวิต          โดยภาพรวมแล้วพัฒนาการของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันกับสังคมมีความสอดคล้องกันอย่างเหมาะสมเริ่มจากการทำเครื่องใช้ประเภทต่างๆเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยทุ่นแรงและตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันระหว่างทางของกาลเวลาก็มีพัฒนาประยุกต์ใช้และถ่ายทอดมายังรุ่นหลังอย่างต่อเนื่องกลายเป็นภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นเมื่อสังคมมีพัฒนาการเป็นอารยธรรมเกิดความซับซ้อนของวิธีคิดมีการนำเอาปรัชญาและศาสนาเข้ามาเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันเกิดการจำกัดความและให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวมีการให้ความหมายเชิงสัญญะกับวัตถุข้าวของเครื่องใช้จนกลายมาเป็นความเชื่อที่สืบต่อกันมา     เขียนโดย:ฐาปนีย์เครือระยาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช. ปฐมหงส์สุวรรณ.กาลครั้งหนึ่งว่าด้วยตำนานกับวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2550.หน้า73-75.  MeherMcArthur.ReadingBuddhistArtanIllustratedGuidetoBuddhistSignsandSymbols.UnitedKingdom:Thames&HudsonLtd.2002.P.118-119.  
เผยแพร่เมื่อ 11 มิถุนายน 2563 • การดู 521 ครั้ง
พระเจ้าไม้
พระเจ้าไม้

พระเจ้าไม้หมายถึงพระพุทธรูปที่แกะจากไม้ชนิดต่างๆตามความเชื่อซึ่งโดยทั่วไปแกะขึ้นจากไม้ท่อนเดียวชนิดเดียวแต่ก็มีบางองค์แกะจากไม้หลายชนิดแล้วนำมาประกอบกัน ประเภทไม้ที่ใช้สร้างพระเจ้าจากการศึกษาของผู้ช่วยศาสตราจารย์วิลักษณ์ศรีป่าซางพบว่าไม้ที่นิยมนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูปหรือพระเจ้านั้นโดยทั่วไปจะใช้ไม้สักไม้สะหรี(โพธิ์)ไม้สะเลียม(สะเดา)ไม้แก่จันทน์(จันทน์หอม)เป็นต้นนอกจากนี้ยังพบว่ามีไม้ชนิดอื่นๆอีกเช่นไม้แก้ว(พิกุล)ไม้จำปาไม้จำปีไม้เดื่อปล่องเดื่อเกลี้ยงไม้ประดู่ คติเกี่ยวกับไม้มงคลที่สร้างพระเจ้านั้นบางส่วนได้รับความเชื่อมาจากไม้โพธิ์ฤกษ์คือไม้ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประทับใต้ร่มไม้นั้นๆในการตรัสรู้โดยปกติแล้วพระเจ้าไม้ขนาดใหญ่มักเป็นพระเจ้าของเจ้าภาพระดับผู้มีอำนาจหรือคนหมู่มากระดับชุมชนแต่ที่มีโดยทั่วไปมักเป็นพระเจ้าขนาดเล็กแกะจากไม้ท่อนเดียวมีทั้งหมด4อิริยาบถคือพระเจ้ายืนพระเจ้าเดินพระเจ้านอนและพระเจ้านั่งที่ปรากฎมากที่สุดคือพระเจ้านั่งซึ่งมี2ปางคือปางสมาธิและปางชนะมารมีจำนวนมากที่สุดส่วนมากอายุประมาณ70-150ปีสร้างถวายวัดเพื่ออานิสงส์และสืบต่ออายุพระศาสนา  ส่วนพระเจ้าที่แกะจากไม้หลายชนิดประกอบกันเป็นองค์พระมักเป็นพระเจ้าไม้ประจำชะตาปีเกิดสร้างขึ้นเพื่อเอาไว้สักการบูชาหวังเป็นความสิริมงคล การสร้างพระเจ้าไม้มีวัตถุประสงค์2อย่างอย่างหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายไว้เพื่อสืบต่อพระศาสนาแล้วตั้งความปรารถนารับอานิสงส์ไปตลอดตราบจนเข้าพระนิพพานเป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งสร้างเป็นพระพุทธรูปประจำตัวหรือประจำชาตาปีเกิดเพื่อตั้งไว้สักการบูชาโดยมุ่งหวังความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต  ข้อมูล :อาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.
เผยแพร่เมื่อ 29 พฤษภาคม 2563 • การดู 572 ครั้ง
ประเพณีเข้าอินทขีล
ประเพณีเข้าอินทขีล

     ในช่วงวันแรม๑๓ ค่ำเดือน๘เหนือถึงวันขึ้น๔ ค่ำเดือน๙ เหนือของทุกๆปีชาวล้านนาจะมีพิธีบูชาเสาอินทขีลที่ประดิษฐานณวิหารจตุรมุขที่ตั้งอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหารจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับการบูชาเสาหลักเมืองอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอาณาประชาราษฎร์ตลอดจนเป็นการบูชาเทพยดาอารักษ์เสื้อบ้านเสื้อเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ในเรือกสวนไร่นาเพราะอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลของการเพาะปลูก        ประเพณีนี้จะมีการนำน้ำส้มป่อยดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาเสาอิทขีลนอกจากนี้ยังมีการสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่าสรงน้ำพระเจดีย์ใส่บาตรพระประจำวันเกิดและถือโอกาสทำบุญบริจาคทานตามกุศลเจตนาอีกด้วยดังนั้นประเพณีบูชาเสาอินทขีลจึงเป็นการหลอมรวมเอาความเชื่อดั้งเดิมกับวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว        เสาอินทขีลเป็นเสาปูนปั้นตั้งอยู่กลางวิหารอินทขีลในวัดเจดีย์หลวงวรวิหารแต่เดิมมีเฉพาะเสาล้วนๆต่อมามีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงามโดยมีครูบาอภิชัยขาวปีเป็นประธานพร้อมนั้นพลตรีเจ้าราชบุตรได้นำพระพุทธรูปปางขอฝน(พระคันธาราษฎร์)ขึ้นประดิษฐานบนเสานั้นแต่ปัจจุบันที่เห็นเป็นพระพุทธรูปปางรำพึง          กล่าวถึงเสาอินทขีลในความเป็นจริงแล้วมิได้มีเฉพาะเสาอินทขีลที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่เท่านั้นหากแต่ยังมีที่ประตูเมืองทั้งห้าของเมืองเชียงใหม่รวมทั้งแจ่งเมืองทั้งสี่ด้วยทั้งนี้จากการศึกษาของศาสตราจารย์ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี พบว่าทุกประตูเมืองมีเสาอินทขีลยกเว้นประตูท่าแพซึ่งมีการเคลื่อนย้ายไป(น่าจะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงใหม่)ในครั้งที่มีการสร้างประตูท่าแพขึ้นใหม่ส่วนที่แจ่งต่างๆที่พบแล้วมีปรากฏที่แจ่งหัวรินและแจ่งกระต๊ำ          อย่างไรก็ตามเสาอินทขีลที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่เสาอินทขีลที่ตั้งอยู่วัดเจดีย์หลวงวรวิหารซึ่งมีการเขียนตำนานเล่าความเป็นมาว่าเดิมเป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี(เชียงใหม่)เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัยต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆนานากุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีกคราวนี้พระอินทร์ให้ชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง(กะทะ)ขนาดใหญ่แล้วให้หล่อรูปคนให้มากพอ“ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา”หล่อรูปสัตว์นานาอาทิช้างม้า วัว ควาย เป็ด ไก่  หมู หมา แพะ แกะ กวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้ง จระเข้ มังกร ตลอดจนตะขาบ แมลงป่อง ลงใส่ในอ่างข้างจากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง ๙ ศอกแล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้นเพื่อไว้เป็นที่สักการะบูชาแก่ชาวเมือง          ในส่วนของประวัติศาสตร์เมื่อสืบค้นดูพบเรื่องของอินทขีลในเอกสารโบราณโดยเฉพาะตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับวัดพระงามผูกที่ ๗ และผูกที่ ๘ โดยข้อความตอนหนึ่งในผูกที่ ๗ กล่าวถึงการสร้างพระวิหารอินทขีล ดังความว่า “…เถิงศักราช ๑๑๕๖ ตัวปีกาบยี(พ.ศ.๒๓๓๗ ปีขาลฉศก)เดือน ๘ เพ็ง(วันเพ็ญเดือน ๖ ของภาคกลาง)เม็งวัน ๑ (อาทิตย์) ปฐมมูลศรัทธาเจ้ามหาอุปราชาได้สร้างพระวิหารวัดอินทขีล” และข้อความอีกตอนหนึ่งในผูกเดียวกันว่า(ศักราช ๑๑๖๖ คือ พ.ศ. ๒๓๔๗)…อยู่เถิงเดือน ๕ เพง(วันเพ็ญเดือน ๓ ของภาคกลาง)เม็งวัน ๕ (พฤหัสบดี)ปฐมมหามูลสัทธาสมเด็จพระเป็นเจ้าเชียงใหม่องค์เป็นพระวรราชเชฎฐาธิราชะได้สร้างอารามวัดอินทขีล”ในช่วงพ.ศ.๒๓๓๗และพ.ศ.๒๓๔๗ เป็นช่วงสมัยของพระเจ้ากาวิละและหลังจากนั้นในผูกที่ ๘ มีข้อความกล่าวถึงการยกมณฑปหออินทขีลในพ.ศ.๒๓๖๐ ว่า (ศักราช ๑๑๗๙) “…ยามนั้นยกมัณฑัปปะหออินทขีลแลแรกก่อสร้างยังเจติยะธาตุเจ้ายังวัดพระสิงห์” ซึ่งพ.ศ.นี้เป็นช่วงหลังสมัยพระเจ้ากาวิละเพราะพระองค์สวรรคตปีพ.ศ.๒๓๕๘          ประเด็นในความเป็นมายังมีรายละเอียดซับซ้อนอีกมากซึ่งคงต้องศึกษาอย่างรอบคอบต่อไปแต่ประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง สิ่งที่โบราณท่านสะท้อนความคิดออกไว้เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลไม่ว่าชาติใดภพใดสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์บกสัตว์น้ำหรือแมลงที่อาศัยอยู่ในอ่างขางคือแผ่นดินที่มีทิวเขาล้อมรอบแห่งนี้ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งสิ้นเสาอินทขีลที่สร้างขึ้นนั้นมิได้หมายถึงเสาอย่างที่อยู่กำแพงเมืองแต่เป็นเสาแห่งปฏิญญาคือ“ความมั่นคง” ทุกชีวิตไม่ว่าจะมาจากไหนจะต้องสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวในเมืองนี้ซึ่งทุกๆปีทุกคนทุกหมู่เหล่าจะมาทำพิธีเพื่อแสดงถึงสามัคคีธรรมณข่วงอินทขีลที่มีเสาอินทขีลเสาแห่งปฏิญญาฟ้าเวียงพิงค์   สนั่นธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่          
เผยแพร่เมื่อ 15 พฤษภาคม 2563 • การดู 473 ครั้ง
วันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา

คำว่าวิสาขปูชาหรือวิสาขบูชาคืองานบูชาในเดือนหกซึ่งชาวล้านนานิยมเรียก“ปาเวณีเดือนแปดเพง”คืองานประเพณีเพ็ญเดือนแปด(เหนือ)เป็นรูปบาลีย่อมาจากคำว่าวิสาขาปุณณมีบูชาหรือวิสาขาปูรณมีบูชาซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตแต่เรียกย่อๆว่าวิสาขบูชาแปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือนหก(วันเพ็ญเดือนแปดเหนือ) คำว่า“วิสาขะหรือไวสาขะ”เป็นชื่อของดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งเมื่อพระจันทร์ผ่านกลุ่มดาววิสาขะนี้เรียกว่าพระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์คำว่าวิสาขะเป็นชื่อเดือนที่5หรือเดือนหกตามจันทรคติ วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนาเพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้และปรินิพพานสามสมัยกาลร่วมกันมีเรื่องย่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งสามดังต่อไปนี้ ประสูติ เมื่อ๔๐ปีก่อนพุทธศักราชณสวนลุมพินีวันซึ่งอยู่พรมแดนระหว่างกรุงกบิลพัสดุและกรุงเทวทหะปัจจุบันคือตำบลลุมมินเอแขวงเปชวาร์ประเทศเนปาลเจ้าชายสิทธัตถะประสูติใต้ต้นสาละในสวนนี้เมื่อวันศุกร์ขึ้น๑๕ค่ำเดือนหกปีจอเวลาใกล้เที่ยง ตรัสรู้ จากวันประสูตินั้นมา๓๕ปีบริบูรณ์คือ๔๕ปีก่อนพุทธศักราชณต้นพระศรีมหาโพธิ์ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชราตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแคว้นมคธปัจจุบันเรียกว่าพุทธคยาจังหวัดคยาแคว้นพิหารพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้เมื่อวันพุธขึ้น๑๕ค่ำเดือนหกปีระกาเวลารุ่งอรุณ ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนศีลธรรมอยู่๔๕ปีเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้๘๐พรรษาก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานณระหว่างต้นสาละคู่ในสาลวโนทยานเมืองกุสินาราเมื่อวันอังคารขึ้น๑๕ค่ำเดือนหกปีมะเส็งเวลาใกล้รุ่ง พิธีวิสาขบูชานี้เป็นพิธีที่นิยมทำกันมาแต่โบราณปรากฏหลักฐานจากคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกาว่าราวพุทธศักราช๔๒๐พระพุทธศาสนารุ่งเรืองอยู่ในเกาะลังกาพระเจ้าแผ่นดินแห่งเกาะลังกาล้วนแต่เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกและได้ให้ทำพิธีวิสาขบูชาเป็นการใหญ่ประจำปี พิธีการวันวิสาขบูชาของล้านนาไทย พิธีการวันวิสาขบูชาสำหรับล้านนาไทยนั้นก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับวันมาฆบูชาทุกอย่างยกเว้นไม่มีการทานขันเข้าเท่านั้นตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตรรับศีลและตอนบ่ายผู้เฒ่าผู้แก่จะไปวัดฟังเทศน์บางคนจะไปนอนวัดถึงตอนค่ำนำดอกไม้ธูปเทียนไปเวียนเทียนจะมีทั้งพระสงฆ์และประชาชนพระสงฆ์เดินนำหน้าเวียนขวารอบเจดีย์พระอุโบสถหรือวิหาร๓รอบเสร็จแล้วก็เข้าโบสถ์สวดมนต์ฟังเทศน์เป็นเสร็จพิธี   ข้อมูลอ้างอิง:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม12 
เผยแพร่เมื่อ 8 พฤษภาคม 2563 • การดู 332 ครั้ง
ความเชื่อของคนล้านนากับใบเงิน ใบทอง ใบนาก
ความเชื่อของคนล้านนากับใบเงิน ใบทอง ใบนาก

ใบเงินใบทองใบนาก ฟังแค่ชื่อก็สามารถเดาไม่ยากว่าไม้ชนิดนี้ต้องให้โชคลาภทางด้านทรัพย์สินเงินทองอย่างแน่นอน     ด้านความเชื่อคนไทยโบราณเชื่อว่าหากบ้านใดปลูกต้นใบเงินใบทองไว้ประจำบ้านจะช่วยทำให้มีเงินมีทองเสริมความมั่งคั่งไม่ทำให้ขัดสนเนื่องจากเป็นไม้มงคลนามและเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยควรปลูกต้นใบเงินใบทองไว้ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้และควรปลูกในวันอังคารเพราะเชื่อว่าต้นไม้ที่มีใบสวยงามมีเสน่ห์ดึงดูดใจนั้นควรปลูกในวันอังคารเพราะจะยิ่งทำให้เจริญงอกงามและเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัวถ้าจะให้เป็นมงคลมากยิ่งขึ้นไปอีกก็ให้ปลูกต้นใบเงินต้นใบทองและต้นใบนาก ไว้บริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกันก็จะยิ่งดีนักนอกจากนี้ใบเงินใบทองใบนาก ยังจัดอยู่ในสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล๘ประการอีกด้วยหรือเรียกสั้นๆว่ามงคล๘(ประกอบไปด้วยใบเงินใบทองใบนาก ใบมะตูมใบพรหมจรรย์ผิวมะกรูดฝักส้มป่อยและหญ้าแพรก) สรรพคุณของใบเงินใบทองใบนาค เกสรช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย(เกสร) ทุกส่วนของลำต้นใช้รักษาอาการอิดโรยอ่อนกำลัง(ทุกส่วนของลำต้น) ใบมีรสจืดเย็นเป็นยาลดไข้แก้อาการร้อนในกระหายน้ำแก้ไข้พิษร้อนถอนไข้พิษแก้ไข้กำเดาไข้หวัดน้อยไข้หวัดใหญ่ช่วยดับพิษปอดพิการล้อมตับดับพิษ(ช่วยป้องกันการทำลายของตับจากสารพิษและความร้อน)แก้กาฬตับ(ใบ) เกสรมีรสเย็นหวานเล็กน้อยเป็นยาแก้ไข้ร้อน(เกสร) ทุกส่วนของลำต้นใช้ปรุงเป็นยารักษาอาการไข้และยังใช้เข้ายารักษาไข้สำหรับเด็กในกรณีที่เป็นไข้หอม(ทุกส่วนของลำต้น) น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหูรักษาอาการปวดหูขับแมลงเข้าหูหยอดหูแก้คัน  ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดท้อง  น้ำคั้นจากใบใช้ปรุงเป็นยาดื่มรักษาอาการท้องผูก(น้ำคั้นจากใบ) ใบมีสรรพคุณแก้บิดมูกเลือดขับพยาธิ(ใบ) ช่วยแก้ขัดเบามูกเลือดพิษเบื่อเมาและพยาธิ(ทุกส่วนของลำต้น) ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ(น้ำคั้นจากใบ) ดอกมีรสเฝื่อนเล็กน้อยใช้ชงดื่มเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี(ดอก) ใบนำมาตำแล้วเอามาใช้เป็นยาทารักษาอาการปวดบวมรักษาฝีและใช้ห้ามเลือดได้โดยเฉพาะเมื่อถูกเงี่ยงปลาตำ(ใบ) น้ำคั้นจากใบใช้รักษาโรคผิวหนังแก้ผื่นคันได้(น้ำคั้นจากใบ) ทุกส่วนของลำต้นใช้ทำเป็นยาเขียวกระทุ้งพิษ(ทุกส่วนของลำต้น) ข้อมูลอ้างอิงจาก: https://www.tnews.co.th/variety/518182  
เผยแพร่เมื่อ 7 พฤษภาคม 2563 • การดู 1,433 ครั้ง
กล้วย : ความเชื่อล้านนา
กล้วย : ความเชื่อล้านนา

    กล้วย เป็นพืชล้มลุกหลายชนิดในตระกูลMusaวงศ์MUSACEAEชาวล้านนานิยมปลูกกล้วยบริโภคกล้วยจึงมีความผูกพันกับกล้วยมาแต่โบราณที่สำคัญและน่าสนใจ คือมีความเชื่อเกี่ยวกับกล้วยมากมายดังจะได้กล่าวถึงต่อไป การปลูกกล้วย          ในคัมภีร์“พิษณุถามนางธรณี”กล่าวถึงข้อห้ามในการปลูกกล้วยว่า“...ปลูกกล้วยหามเรือนก็ขึด”ความว่าการปลูกต้นกล้วยไว้สองด้านในลักษณะขนาบตัวเรือนนั้นเป็นอัปมงคล“...ปลูกกล้วยตีนเต่าไว้ในบ้านก็ขึด”หมายความว่าปลูกกล้วยตีนเต่าหรือกล้วยตีนกุไว้ในบ้านก็เป็นอัปมงคล“....ปลูกกล้วยไว้ใต้บ้านใต้เรือนก็ขึด”คือปลูกล้วยไว้ด้านทิศใต้ของเรือนก็เป็นอัปมงคลนอกจากนี้โบราณท่านยังห้ามปลูกกล้วยใกล้ตัวเรือนด้วยเชื่อว่าหากใบกล้วยปกคลุมถึงหลังคาหรือมีเงาบังเรือนเมื่อใดจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียเมื่อนั้น หัวกล้วย          รากหรือเหง้าของต้นกล้วยเฉพาะส่วนที่เน่าเชื่อว่าเป็นยารักษาโรคเรื้อนของสุนัขหากนำเอาส่วนนี้ไปคลุกกับกำมะถันบดละเอียดทาผิวหนังสุนัขจะมีผลให้สุนัขหายจากโรคเรื้อนได้ส่วนที่ยังคงสภาพอยู่และยังไม่เน่าเละนิยมเอาไปทาและทุบหนังหน้ากลองที่หุ้มใหม่จะช่วยให้หนังขยายตัวและมีความเหนียวคงทนถาวร หน่อกล้วย          ในพิธีกรรมมงคลต่างๆที่ต้องการความหมายของความเจริญงอกงามและอุดมสมบูรณ์เช่นงานทำบุญสืบชาตาเพื่อสืบต่ออายุเป็นต้นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้คือหน่อกล้วยนอกจากนี้หนึ่งในพิธีห้ามฝนที่ได้ผลชะงัดนักได้แก่การให้แม่ม่ายเปลือยกายไปปลูกกล้วยกลางแจ้งโดยให้นำหน่อกล้วยไปปลูกลงดินในลักษณะเอาส่วนปลายฝังดินเอาส่วนโคนชี้ขึ้นฟ้า ต้นกล้วย          ต้นกล้วยเป็นต้นไม้อาถรรพณ์มีคุณสมบัติในการข่มอาคมคนที่มีอาคมจะไม่นิยมเข้าไปดงกล้วยเพราะเกรงว่าอาคมขลังในกายจะเสื่อมถอยยิ่งผู้ใดไปเตะตีชกต่อยต้นกล้วยด้วยความคะนองยิ่งเห็นผลทันตามนตราต่างๆในกายจะเสื่อมอิทธิฤทธิ์ลงทันทีอนึ่งในพิธีห้ามฝนห้ามลมพายุหากเกิดฝนกระหน่ำพายุพัดแรงโบราณท่านนิยมเอามีดปลายแหลมไปเสียบต้นกล้วยให้ปลายมีดทะลุชี้ไปในทิศทางที่ลมพัดมาเชื่อว่าพายุจะอ่อนแรงลงและสงบลงในไม่ช้านอกจากนี้ยังเชื่อกันว่ากรณีมีงานมงคลต่างๆเช่นงานบวชขึ้นบ้านใหม่แต่งงานเป็นต้นงานดังกล่าวหากแกงหยวกกล้วยเลี้ยงดูแขกจะทำให้เกิดความรักความสมัครสมานปรองดองกันเป็นอย่างดีเพราะท่อนหยวกมีเส้นใยอันเปรียบเสมือนสายใยรักสายใยใจเชื่อมโยงกันและกันตลอดไป กาบกล้วย          กาบกล้วยมักมีบทบาทสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในงานพิธีกรรมสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ“สะตวง”หมายถึงกระบะหรือกระทงที่ทำจากกาบกล้วยสำหรับใส่เครื่องบัดพลีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กาบกล้วยดูเหมือนจะเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติไปโดยปริยายนอกจากนี้ในแง่ของพลังแห่งการข่มมนตราโบราณท่านห้ามนำเอากาบกล้วยมาประดิษฐ์เป็นหมวกสวมศีรษะจะทำให้อาคมเสื่อมเพราะอำนาจของกาบกล้วย ก้านกล้วย          หลังจากใช้มีดกรีดเอาใบตองออกไปใช้ประโยชน์แล้วเด็กๆชอบนำก้านกล้วยไปเล่นเช่นทำเป็นม้าก้านกล้วยขี่เล่นและหากเล่นเสร็จหรือไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นชาวล้านนาจะตัดเป็นท่อนสั้นๆทิ้งไปด้วยมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนที่ถูก“ผีโพรง”หรือ“ผีสือ”เข้าสิงมักจะใช้ก้านกล้วยพุ่งข้ามหลังคาของเจ้าของบ้านที่ไปพบเห็นพฤติกรรมของตนขณะออกหากินอันจะมีผลให้เจ้าของบ้านพบกับความวิบัติถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุดอีกอย่างหนึ่งชาวล้านนามีข้อห้ามมิให้เอาก้านกล้วยฟาดหรือตีถูกร่างกายกันเพราะเชื่อว่าคนที่ถูกฟาดหรือตีจะประสบภัยทางสุขภาพเกิดอาการอ่อนแรงเจ็บป่วยและเสื่อมถอยด้านคุณไสยอาคมดังนั้นจึงต้องตัดก้านกล้วยเพื่อมิให้ผีโพรงหรือผีสือได้ใช้งาน ใบกล้วย ในด้านคุณไสยทางเมตตามหานิยมมักนำใบกล้วยตีบไปลงอาคมพร้อมเขียนชื่อคนที่ตนรักแล้วเอาไปพับเก็บใต้หมอนใต้ฟูกที่นอนหรือให้วัวกินหรือเผาไฟเอาขี้เถ้าคลุกข้าวให้สุนัขกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อหวังผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเมตตานอกจากนี้ผู้เฒ่าผู้แก่สอนไว้ว่าหากชายหนุ่มอยากทราบว่าหญิงสาวใดเป็นทายาทของตระกูลผีกะหรือไม่ให้เอาใบ“ตองกล้วยงำเครือ”คือใบตองที่ยื่นออกไปให้ร่มเงาแก่เครือกล้วยโดยให้มองลอดผ่านใบตองดูหญิงสาวที่ว่าหากเห็นมีลิงสองตัวคอยเคล้าเคลียเลียใบหน้าหญิงสาวแสดงว่าเป็นทายาทผีกะ ผลกล้วย          คนที่ถืออาคมขลังจะมีข้อห้ามมิให้ลอดต้นกล้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นกล้วยที่มีผลออกเป็นเครือและมีใบตองกล้วยงำเครือเพราะเชื่อว่าอาคมจะเสื่อมถอยในส่วนของผลกล้วยที่มีลักษณะเป็นเครือมักนิยมใช้เป็นเครื่องสักการะในพิธีไหว้ครูคู่กับพร้าวเครือ(ทะลาย)ตาลเครือสำหรับผลแก่ที่จะนำไปบ่มให้สุกท่านให้ไหว้วาน“แม่มาน”คือคนท้องแก่มาลูบคลำก่อนนำไปบ่มเชื่อว่าผลกล้วยนั้นจะสุกเหลืองงามน่ารับประทานและโบราณยังห้ามคนมีครรภ์กินกล้วยแฝดเพราะเชื่อว่าจะทำให้มีลูกแฝดซึ่งคลอดยากและเลี้ยงยากนอกจากนี้ผลกล้วยสุกหนึ่งลูกคู่กับข้าวเหนียวสุกหนึ่งปั้นที่เรียกว่า“เข้าปั้นกล้วยหน่วย”ยังเป็นเครื่องประกอบพิธีผูกข้อมือบายศรีสู่ขวัญของชาวล้านนาอีกด้วย ปลีกล้วย           ในส่วนของปลีกล้วยล้านนามีความเชื่อหลายประการอาทิการนำเอาหัวปลีเข้าพิธีอุปสมบทเพิ่มอายุ การเอาหัวปลีประกอบพิธีกับศพคนตายคลอดลูกความเชื่อเรื่องปลีกล้วยออกกลางลำกล้วยมีหัวปลีหลายหัวมียอดหลายยอดตลอดถึงข้อห้ามในการใช้ปลีประกอบอาหารเลี้ยงแขกในพิธีอุปสมบทกรณีที่นาคมีอายุไม่ครบ๒๑ปีบริบูรณ์จะนำปลีกล้วย๑หัวเข้าร่วมพิธีเพื่อเป็นเคล็ดว่ามีอายุเพิ่มมาอีก๑ปีโดยอาศัยเสียงพ้องว่า“ปลี”ซึ่งคนล้านนาออกเสียงว่า“ปี๋”เสียงเดียวกับคำว่า“ปี”ด้านการฝังศพโดยเฉพาะศพของคนที่คลอดลูกตายแต่รกยังติดอยู่ในท้องก่อนฝังต้องให้หมออาคมขลังผ่าท้องเอารกออกเสียก่อนมิเช่นนั้นวิญญาณของผู้ตายจะกลายเป็นผีดุเที่ยวหลอกหลอนผู้คนไม่ยอมไปผุดไปเกิดในการผ่าเอารกออกมีวิธีปฏิบัติอยู่สองวิธีคือผ่าศพเอารกออกโดยตรงและวิธีผ่าปลีกล้วยตานีแทนการผ่าศพเฉพาะวิธีผ่าปลีกล้วยนั้นหมอจะนำปลีกล้วยตานีมาเสกแล้ววางบนท้องศพจากนั้นใช้เคียวอาคมผ่าปลีออกเป็นสองส่วนใช้ปลายเคียวแคะเอายอดของหัวปลีที่อยู่ส่วนกลางโดยสมมุติเป็นรกจากท้องออกมาวางบนผ้าที่ปูรอรับอยู่แล้วนำไปฝังอีกที่หนึ่งทำเช่นนี้ถือว่าได้ผ่าเอารกออกแล้วส่วนเรื่องปลีกล้วยที่ทะลุออกกลางลำต้นนั้นชาวล้านนาถือว่า“อุบาทว์”ประเภท“วรุณณอุบาทว์”ดังปรากฏในตำราอุบาทว์ของวัดดวงดีอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ว่า“...ต้นเดียวมีปลี๒หัวก็ดี๓หัวก็ดี...กล้วยตกปลีกลางลำก็ดีต้นเดียวมียอดสองสามยอดก็ดี...เหตุทังหลายฝูงนี้ชื่อว่าพระวรุณณอุบาทว์เสี้ยงแล” คือกล้วยต้นเดียวมีหัวปลี๒-๓หัวปลีทะลุออกกลางลำมียอด๒-๓ยอดทั้งหมดนี้เรียกว่า“วรุณณอุบาทว์” ไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์แต่ประการใดสำหรับข้อห้ามในการใช้ปลีประกอบอาหารเลี้ยงแขกนั้นเชื่อกันว่าปลีเป็นส่วนสุดท้ายหรือเป็นที่สิ้นสุดของต้นกล้วยการนำเอาอาหารที่ปรุงจากหัวปลีมารับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายชิงชังกันจนต้องสิ้นสุดความมีไมตรีต่อกันไปในที่สุด แสงกล้วย          “แสง”ตรงกับภาษาไทยว่า“คด”ได้แก่หินที่เกิดในสัตว์หรือต้นไม้มีอานุภาพด้านคุณไสยตามชนิดของคด“แสงกล้วย”เป็นคดที่เกิดในต้นกล้วยมีสีขาวขุ่นมีอานุภาพด้านความร่มเย็นอุดมสมบูรณ์และเมตตามหานิยม               เรื่องราวของความเชื่อเกี่ยวกับกล้วยที่กล่าวมาตามลำดับ บางอย่างยังคงเชื่อถือกันอยู่แต่หลายอย่างเลือนลางจางไปเพราะวิถีชีวิตของคนล้านนาปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับกล้วยน้อยลง องค์ความรู้ต่างๆก็พลอยลดความสำคัญลงตามกาลเวลา   สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 22 เมษายน 2563 • การดู 2,834 ครั้ง
ปั๋นปอนปี๋ใหม่ ปั๋นปอนปี๋ใหม่
ปั๋นปอนปี๋ใหม่

พรปีใหม่ คำอวยพรที่นำมาแสดงนี้เป็นแบบอย่างคำให้พรที่ผู้อาวุโสมักใช้กล่าวแก่ลูกหลานที่ไปดำหัวคือไปแสดงความคารวะในเทศกาลปาเวณีปีใหม่เมืองหรือในเทศกาลสงกรานต์คำให้พรในช่วงนี้มักจะเป็นคำอวยพรที่ยอมรับกันว่าผ่านการเรียบเรียงแล้วว่ามีความครบถ้วนงดงามและไม่เยิ่นเย้อ   คำให้พรปีใหม่ล้านนา(ปั๋นปอนปี๋ใหม่)โดยศาสตราจารย์อุดม รุ่งเรืองศรี  เอวํโหนฺตุ อัชชะในวันนี้ค็เปนวันดี          อดิกนฺโต  สังกรานต์ปีเก่าค็ข้ามล่วงป้นไพแล้ว ปีใหม่แก้วพญาวันค็มาจุจอดรอดเถิง  ลูกหลานทังหลายค็บ่ละเสียงยังรีต ปีลีดเสียยังคลองปาเวณีแห่งอริยะเจ้าทังหลาย  อันเปนมาแล้วในกาละเมื่อก่อน ท่านทังหลายค็บ่หื้อผ่อนหายสูญ  บัดนี้จิ่งตกแต่งน้อมนำมายังสุคันโธทกะ และสิ่งทานังทังหลายมวลฝูงนี้  มาสะสางสะเกล้าดำหัวยังตนตัวแห่งผู้ข้า บัดนี้ผู้ข้ามีธัมมเมตตาอว่ายหน้าปฏิคหะรับเอาแล้ว แม่นลูกหลายทังหลายได้กะทำ ด้วยกายวจีมโนกัมม์หลากหลาย  ได้กะทำกับผู้ข้าเปนอันมาก แม่นได้ปากล้ำคำเหลือเปนสัจจัง ได้ปากเสียงดังได้ครางเสียงใหย่ ได้ขึ้นที่ต่ำย่ำที่สูงใดดั่งอั้นค็ดี  แม่นจักเปนวจีกัมม์โนกัมม์ไพถูกต้อง ลูกหลานทังหลายค็เตรียมพร้อมถ้าจะมาขอสะมา  ผู้ข้าค็บ่หื้อเปนโทสาสังสักอย่าง กายวจีมโนกัมม์ใดหื้อได้คลาดจากตนตัว  บ่หื้อมีความหมองมัวสังสักอย่าง หื้อแจ้งกระจ่างล้ำเลิส  แลหื้อป้นเสียงยังปาปโทษ โปรดหื้อหายกลายเปนอโหสิกัมม์  ขออย่าได้เปนนิวรณธัมม์
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 1,055 ครั้ง
ความหมายของวันพญาวันในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ความหมายของวันพญาวันในช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันพญาวัน “วัน”ในความหมายของการนับนั้นหมายถึงเวลาตั้งแต่รุ่งเช้าของวันหนึ่งไปถึงรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง“พญา”หมายถึงความเป็นใหญ่คำว่า“พญาวัน”ได้แก่วันที่เป็นใหญ่แก่วันทั้งหลายหมายเอา“วันเถลิงศก”เริ่มต้นจุลศักราชใหม่ชาวล้านนาใช้จุลศักราชมาแต่เดิมจึงยึดถึอว่าวันพระญาวันเป็นวันขึ้นปีใหม่ ประเพณีที่ปฏิบัติในวันดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ชาวบ้านจะนำสำรับอาหารพร้อมดอกไม้ธูปเทียนไปทำบุญที่วัดที่เรียกกันว่า“ตานขันข้าว”เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้“ผีตายเก่าเน่าเมิน”คือวิญญาณของญาติผู้ล่วงลับหลังจากนั้นจะนำสำรับอาหารอีกส่วนหนึ่งในลักษณะเดียวกันไปมอบแก่บิดามารดาผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยความเคารพนับถือเสมือนถวายทานแด่พระสงฆ์การกระทำเช่นนี้เรียกกันว่า“ตานขันข้าวคนเถ้า"ตอนสายจะมีการนำ“ตุง”ซึ่งเตรียมไว้แล้วไปปักเจดีย์ทรายที่วัดโดยเชื่อว่าจะมีอานิสงส์สามารถช่วยดวงวิญญาณที่ตกนรกให้พ้นจากขุมนรกได้โดยที่ผู้ตายจะได้อาศัยเกาะชายตุงขึ้นจากนรกภูมิเพื่อไปเกิดในสุคติภพ ในด้านผลบุญแห่งการถวายตุงปรากฏในคัมภีร์ชื่อ“ธัมม์อานิสงส์สร้างตุง”ว่ามีอานิสงส์มากมายอาทิการไปเกิดในภพภูมิที่ดีมียศศักดิ์ข้าวของสมบัติและข้าทาสบริวารนอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าหากตุงที่ถวายปลิวสะบัดไปทิศทางใดก็จะได้อานิสงส์แตกต่างกันไปกล่าวคือถ้าตุงปลิวไปทิศตะวันออกเฉียงใต้จะได้เกิดเป็นเศรษฐีมีบริวารมากมายได้สมบัติเสมอแก้วเจ็ดประการได้นางแก้วหม้อแก้วก้อนเส้าแก้ว(ที่รองรับภาชนะสำหรับหุงต้ม)ไหข้าวแก้ว(ไหบรรจุข้าวเหนียวสำหรับเวลานึ่ง)ปราสาทแก้วเวียงแก้วและบุตรแก้วหากตุงปลิวไปทิศใต้จะได้เกิดเป็นผู้มีอำนาจวาสนามีจตุรงคเสนาเป็นบริวารปลิวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะเกิดเป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐปลิวไปทิศตะวันตกจะได้เกิดเป็นกษัตริย์อันเป็นที่รักของคนทั้งปวงปลิวไปทิศเหนือจะได้เกิดเป็นผู้นำที่ประเสริฐพรั่งพร้อมด้วยเสนาอามาตย์ข้าทาสบริวารและหากปลิวไปทิศอิสานคือตะวันออกเฉียงเหนือจะมีผลานิสงส์มหาศาลได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในภพภูมิภายหน้า นอกจากการถวายตุงแล้วบางแห่งอาจมีการถวาย“ไม้ค้ำสะหรี”คือไม้ง่ามสำหรับค้ำต้นโพธิ์โดยถือคติว่าเป็นการถวายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการค้ำชูพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนนานสืบไปชั่วอนันตกาลอีกทั้งเชื่อว่าจะมีผลด้านการค้ำหนุนให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งโรจน์ตลอดอายุขัย ช่วงบ่ายของวันนี้จะเป็นการนำน้ำส้มป่อยเจือด้วยน้ำอบน้ำหอมไป“อาบองค์สรงสักการะ”พระพุทธรูปพระธาตุเจดีย์ตลอดจนสถูปอัฐิบรรพชนและขยายผลทางกิจกรรมไปสู่การ“สักการะสระเกล้าดำหัว”ผู้มีพระคุณผู้ทรงไว้ซึ่งวัยวุฒิคุณวุฒิและชาติวุฒิที่ตนเคารพนับถือทั้งนี้อาจไปด้วยตนเองหรือไปพร้อมกับครอบครัวหรือหมู่คณะตามสภาวะอันควร อนึ่งในด้านความเชื่อชาวล้านนาเชื่อว่า“วันพญาวัน”เป็นเจ้าแห่งวันได้ยึดถือว่าเป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปีดังนั้นจึงนิยมประกอบพิธีกรรมอันเป็นมงคลต่างๆเช่นแรกเริ่มร่ำเรียนศาสตร์ศิลป์ต่างๆสักยันต์ขึ้นบ้านใหม่บรรพชาอุปสมบทยกเสามงคลเป็นต้นและที่เหมือนกันโดยทั่วไปคือร่วมกันทำบุญในวันที่ดีที่สุดนี้ วันพญาวันในยุคสมัยก่อนไม่มีความคลาดเคลื่อนเพราะเชื่อตามการคำนวณแบบโบราณบนฐานหลักปฏิทินที่ยึดตามคัมภีร์สุริยยาตร์ภายหลังทางราชการกำหนดเอาวันที่๑๓๑๔และ๑๕เมษายนของทุกปีเป็นวันสงกรานต์คนทั่วไปจึงเข้าใจกันว่าวันพญาวันคือวันที่๑๕เมษายนเท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้ตรงกับวันที่๑๕เสมอไป สนั่นธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 426 ครั้ง
ผ้าพระบฏ
ผ้าพระบฏ

พระบฏคือผืนผ้าเขียนรูปพระพุทธเจ้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเช่นพระพุทธประวัติหรือชาดกคำว่า"บฏ"มีรากศัพท์ในภาษาบาลีว่าปฏ(อ่านว่าปะ-ตะ)หมายถึงผ้าทอผืนผ้า การเขียนผ้าพระบฏ เพื่อประดับอาคารศาสนสถานเป็นคตินิยมในพุทธศาสนามหายานจากประเทศอินเดียและได้ส่งอิทธิพลไปยังดินแดนต่างๆเช่นจีนและญี่ปุ่นดังพบหลักฐานการเขียนภาพบนผืนผ้าและนำไปประดับตามศาสนสถานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่12(สมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง)ส่วนใหญ่เป็นภาพพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีหรือพระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยพระสาวก ในประเทศไทยพบหลักฐานการทำผ้าพระบฏบนจารึกสุโขทัยหลักที่106(จารึกวัดช้างล้อม)กล่าวถึงในปีพุทธศักราช1827 พนมไสดำผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆและภาพพระบฏ ดังตอนหนึ่งว่า “....พระบดอันหนึ่งด้วยสูงได้14ศอกกระทำให้บุญไปแก่สมเด็จมหาธรรมราชากระทำพระหินอันหนึ่งให้บุญไปแก่มหาเทวี....”   ภาพและเรื่องราวของผ้าพระบฏ         ในคติดั้งเดิม ผ้าพระบฏมีส่วนประกอบสำคัญคือพระพุทธเจ้ายืนยกพระหัตถ์ขวาต่อมามีพระอัครสาวกประกอบซ้ายขวา ช่วงบนที่มุมซ้ายและขวามักมีฤๅษีหรือนักสิทธิ์เหาะพนมมือถือดอกบัวในระยะต่อมาแม้ว่าจะมีภาพเล่าเรื่องเข้ามาประกอบ แต่ส่วนสำคัญของภาพก็ยังคงเป็นภาพที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนา ภาพและเรื่องราวที่เขียนในพระบฏคือ ภาพพระพุทธเจ้ายืนยกพระหัตถ์ขวาหรือบางครั้งมีพระอัครสาวกยืนประนมมือขนาบข้างซ้าย-ขวาหมายถึงพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรส่วนใหญ่แล้วมักเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้ายืนภายในกรอบซุ้มประตู         ภาพพระพุทธประวัติ นิยมเขียนในตอนมารผจญตอนเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ พระพุทธเจ้า5พระองค์ในภัทรกัลป์ คือพระกกุสันธะพระโกนาคมน์และพระกัสสปะพระสมณโคดมและพระศรีอาริยเมตไตรย พระมาลัยเป็นวรรณกรรมในพุทธศาสนาที่กล่าวถึง พระอรหันต์นามว่าพระมาลัย เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์สามารถเหาะลงไปโปรดสัตว์นรกและขึ้นไปนมัสการพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โดยภาพเขียนพระมาลัยจะเป็นพระสงฆ์ห่มจีวรสีแดงถือตาลปัตรสะพายบาตรอยู่ในท่าเหาะหรือไม่เช่นนั้นก็จะนั่งอยู่ต่อหน้าพระเจดีย์จุฬามณี พระเจดีย์จุฬามณีเป็นพระเจดีย์แก้วสีเขียวที่พระอินทร์ทรงสร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นที่ประดิษฐานพระเกศา(เส้นผม)พระเวฏฐนพัสตร์(ผ้าโพกศีรษะ)พระทักษิณทันตทาฒธาตุ(เขี้ยวซี่บนซ้าย-ขวา)และพระรากขวัญเบื้องบน(กระดูกไหปลาร้าบน)ของพระพุทธเจ้า  ทศชาติชาดกคือเรื่องราวของพระพุทธเจ้าครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีอันเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่10พระชาติสุดท้ายก่อนที่จะเสวยพระชาติเป็นพระโคตมพุทธเจ้า เวสสันดรชาดกเป็นเรื่องที่นิยมเขียนกันมากเพราะเป็นพระชาติที่บำเพ็ญบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ก่อนที่จะเสวยพระชาติเป็นพระโคตมพุทธเจ้าจึงเรียกว่ามหาชาติ อสุภะคือภาพพระสงฆ์พิจารณาซากศพที่อยู่ในสภาพต่างๆกันสำหรับเป็นมรณานุสติให้แก่พระภิกษุสงฆ์และบุคคลทั้งหลาย         ภาพอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีพระบฏที่เขียนเป็นภาพพระพุทธบาทสี่รอยมีลายมงคล๑๐๘ประการภาพพระอดีตพุทธเจ้าประทับนั่งเรียงเป็นแถวหรือภาพเล่าเรื่องในวรรณกรรมเช่นพระสุธน-มโนห์ราเป็นต้น   รูปแบบของพระบฏ แบบผืนผ้าขนาดยาว ใช้สำหรับแขวนทอดลงมา มักเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้ายืนหรือภาพพระพุทธเจ้ายืนภายในซุ้มพร้อมด้วยพระอัครสาวกซ้าย–ขวา หรือเขียนภาพเล่าเรื่องในพระพุทธประวัติพระมาลัยหรือทศชาติหรือภาพเล่าเรื่องอื่นๆ แบบผืนผ้าขนาดยาวในแนวขวางประมาณ15-20 เมตร ใช้แขวนภายในอุโบสถหรือวิหาร นิยมเขียนภาพเล่าเรื่องเต็มทั้งผืนส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดกและทศชาติ แบบผืนผ้าขนาดเล็กลงประมาณ50x70เซนติเมตรหรือ50x50เซนติเมตรเขียนภาพเล่าเรื่องเป็นตอนๆในพระพุทธประวัติชาดกและที่นิยมกันมากคือเวสสันดรชาดก   ความหมายของ“ภาพตุงค่าว”และ“ผ้าพระเวส” คือผ้าพระบฏรูปแบบหนึ่งที่เขียนเล่าเรื่องในเวสสันดรชาดกมีจำนวน13-28ผืนตามเนื้อเรื่องในแต่ละกัณฑ์ของเวสสันดรชาดกที่มีทั้งหมด13กัณฑ์คือทศพรหิมพานต์ทานกัณฑ์วนประเวศชูชก   จุลพนมหาพนกุมารมัทรีสักกบรรพมหาราชฉกษัตริย์และนครกัณฑ์เป็นกัณฑ์สุดท้ายใช้แขวนภายในวิหารหรือศาลาการเปรียญในพิธีเทศน์มหาชาติ ในภาคเหนือเรียกว่า“ภาพตุงค่าว”เพราะเป็นภาพประกอบการเทศนาธรรมในพิธีตั้งธรรมหลวง(เทศน์มหาชาติ)ส่วนภาคอีสาน เรียกว่า“ผ้าพระเวส”ใช้ประกอบการเทศน์มหาชาติในงาน“บุญเผวส” เช่นเดียวกัน   ฐาปนีย์เครือระยา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 262 ครั้ง
ประเพณีเดือน ๗ ต้อนรับปีใหม่ล้านนา
ประเพณีเดือน ๗ ต้อนรับปีใหม่ล้านนา

      เดือน๗ของล้านนาเป็นเดือนแห่งการล่วงเลยของปีเก่าและการมาเยือนของปีใหม่ในสมัยโบราณนั้นล้านนาประเทศถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันเปลี่ยนศักราชใหม่ของประเพณีสงกรานต์ จึงถือเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่การกำหนดวันสงกรานต์ในสมัยปัจจุบันถือกำหนดวันที่๑๓เมษายนของทุกๆปีแต่เดิมนั้นต้องคำนวณตามหลักโหราศาสตร์ก่อนซึ่งอาจไม่ตรงกับวันที่๑๓เมษายนก็เป็นได้อย่างเช่นปีนี้วันสงกรานต์จะตรงกับวันที่๑๔เมษายนสำหรับกิจกรรมในช่วงเทศกาล(๑๔–๑๖)วันแรกเป็นวันส่งท้ายปีเก่าล้านนาเรียกว่า“วันสังขานต์ล่อง”วันนี้จะมีการปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนให้สะอาดหมดจดทุกหนแห่งแล้วอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดผ่องใสมีการปล่อยสัตว์นกปลาเต่าหอยเป็นต้นนับว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเครื่องรางของขลังต่างๆมาชำระล้างด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อยในส่วนของชุมชนก็มีการนำพระพุทธรูปออกแห่ให้ประชาชนได้มีโอกาสสรงน้ำร่วมกันด้วยวันที่สองเป็น“วันเน่า”วันนี้ถือเป็นวันหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่มีกิจกรรมสำคัญคือจัดเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญในวันรุ่งขึ้นเรียกว่า“วันดา”ของที่จัดเตรียมนอกจากเป็นเครื่องไทยทานและยังมีตุงสำหรับปักเจดีย์ทรายรวมไปถึงไม้ค้ำสรีคือไม้ง่ามสำหรับค้ำต้นโพธิ์และสิ่งของสำหรับเป็นเครื่องสักการะผู้ใหญ่ในวันต่อไปวันที่สามเป็น“วันเถลิงศก”เป็นวันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนศักราชใหม่ล้านนาเรียกว่า“วันพระญาวัน”ตอนเช้ามีการทำบุญที่วัดเพื่อเป็น สิริมงคลและอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ล่วงลับจากนั้นจะจัดเตรียมสำรับอาหารไปมอบพร้อมรับพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือตอนสายจะเอาตุงไปปักที่เจดีย์ทรายที่วัดเอาน้ำขมิ้นส้มป่อยไปสรงน้ำพระพุทธรูปสถูปเจดีย์บางแห่งมีการถวายไม้ค้ำโพธิ์ด้วยช่วงบ่ายมีการนำสิ่งของไปมอบให้ผู้อาวุโสเช่นปู่ย่าตายายบิดามารดาครูอาจารย์เป็นการขอขมาในรอบปีเรียกว่า“การดำหัว”ตลอดระยะเวลาในช่วงสงกรานต์จะมีการรดน้ำกันอย่างสนุกสนานจึงถือเป็นงานรื่นเริงที่ประชาชนมีความสุข          ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีที่งดงามบรรยากาศมีแต่การให้อภัยทุกคนมอบสิ่งที่ดีงามผ่านสายน้ำที่รินหลั่งฟังคำพรที่อ่อนเอื้อพักเพื้อด้วยสายธารแห่งไมตรีจึงถือเป็นประเพณีที่สามารถจรรโลงสังคมให้ร่มเย็นสงบสุขทุกยุคและกาลสมัย   สนั่นธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 169 ครั้ง
ถวายหลัวหิงไฟเดือนสี่   ตานข้าวจี่ข้าวหลาม
ถวายหลัวหิงไฟเดือนสี่   ตานข้าวจี่ข้าวหลาม

ในช่วงปลายเหมันตฤดูเดือนสี่เหนือ(เดือนยี่ของไทย)ประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคมชาวล้านนามีประเพณีสำคัญประจำเดือนในวันขึ้น ๑๕ ค่ำของเดือนนั่นคือประเพณี“ทานข้าวใหม่-ทานหลัวหิงไฟพระเจ้า”          หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้วชาวนาต่างนึกถึงคุณของ“ผีปู่ผีย่าผีฟ้าผีน้ำผีค้ำดินดำ”อันได้แก่ผีบรรพบุรุษผู้บุกเบิกเนื้อไร่แดนนาผีบนฟ้าที่ประทานสายฝนมีขุนน้ำประจำชลธารไหลได้หล่อเลี้ยงข้าวกล้าเติบโตงามผีดินผู้ค้ำหนุนมีคุณด้วยประทานเนื้อดินอันอุดมให้สมบูรณ์พูนผลจนสำเร็จเป็นเมล็ดข้าวจึงได้พากันจัดแบ่งข้าวเปลือกข้าวสารใส่กระทงพร้อมข้าวสุกอาหารคาวหวานขนมผลไม้หมากพลูบุหรี่ใส่กระบะบัตรพลีแล้วประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชา          ต่อมาชาวล้านนาได้รับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาหลักการบูชาคุณจึงนิยมทำบุญอุทิศตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาส่วนหนึ่งของพืชผลธัญญาจึงถูกจัดไว้ไหว้สาบูชาพระรัตนตรัยด้วยภายหลังพลังศรัทธาพระศาสนาเข้มข้นขึ้นจึงจัดถวายพระรัตนตรัยเป็นหลักใหญ่แต่ถึงอย่างไรก็มิได้ทิ้งคติเดิมกล่าวคือยังมีการทำบุญผ่านการ“ทานขันข้าว”คือสำรับอาหารอันมีข้าวใหม่เป็นหลักอุทิศให้เจ้าแดนแผ่นนาเทวดาพระนางธรณีเจ้าที่เจ้าแดนเจ้าแห่งเจ้าหนตลอดจนญาติมิตรผู้ล่วงลับถ้วนหน้า กล่าวถึงเฉพาะการทำบุญใหญ่เรียกทั่วไปว่า“ทานข้าวใหม่”แต่ก็มีหลายท้องที่เรียกชื่อต่างกันไปได้แก่ทานข้าวหล่อบาตรทานข้าวล้นบาตรและทานดอยข้าวซึ่งแต่ละชื่อเกิดจากอาการ ที่เห็นคือเริ่มต้นทางวัดจะจัดภาชนะรองรับส่วนใหญ่เป็นบาตรชาวบ้านที่นำเมล็ดข้าวไปทำบุญจะ“หล่อ”คือเทเมล็ดข้าวลงในบาตร เมื่อเห็นอาการเช่นนี้จนชินตาจึงเรียก“ทานข้าวหล่อบาตร” เมื่อข้าวเต็มบาตรก็เทข้าวออกกองไว้แล้วหงายบาตรขึ้นรับใหม่จนข้าวเต็มและล้นออกจึงเรียก“ทานข้าวล้นบาตร”สุดท้ายหลายบาตรเข้ากองเมล็ดข้าวก็ใหญ่โตเหมือนภูเขาจึงเรียกว่า“ทานดอยข้าว”ซึ่งกองที่เป็นข้าวสารมองเห็นเป็นสีขาวเรียก“ดอยเงิน”ส่วนกองข้าวเปลือกเห็นเป็นสีเหลืองเรียก“ดอยคำ”          ลักษณะการทำบุญนอกจากจะทำบุญด้วยผลิตผลซึ่งเป็นเมล็ดข้าวล้วนๆแล้วยังมีการแปรสภาพข้าวถวายเช่นนำข้าวไปนึ่งสุกแล้วปั้นปิ้งไฟเป็นข้าวจี่หรือใส่กระบอกไม้เผาไฟให้สุกเป็นข้าวหลามไปถวายพระจึงมีคำเรียกติดปากอีกชื่อว่า“ทานข้าวจี่ข้าวหลาม”ส่วนการ“ทานขันข้าว”จะนึ่งข้าวใหม่ถวายพร้อมอาหารปรุงรสพิเศษและพืชผลตามฤดูกาลอาทิถั่วงาหัวมันเป็นต้น          อนึ่งในวันเดียวกันมีประเพณีสำคัญอีกประเพณีหนึ่งเรียกว่าประเพณี“ทานหลัวหิงไฟพระเจ้า”จะมีการจัดเตรียม“หลัว”คือฟืนสำหรับเผาถวายเป็นพุทธบูชาโดยมีจุดมุ่งหมายให้“พระเจ้า”หมายถึงพระพุทธเจ้าได้“หิง”คือผิงให้เกิดไออุ่นซึ่งเรื่องนี้เกิดจากความรู้สึกของคนที่คิดว่าในฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นพระพุทธเจ้าก็คงจะหนาวเช่นกันจึงเกิดกิจกรรมนี้ขึ้นสำหรับฟืนที่ใช้มักเป็นไม้ที่มีเนื้อสีขาวเช่นไม้คนทาหรือชิงชี่ไม้ตะคร้อไม้มะขามเป็นต้นฟืนที่หาได้จะถูกตัดให้ยาวประมาณ ๑ วาของเจ้าภาพแล้วมัดรวมกันให้ได้ ๘๐ ท่อนเท่าจำนวนพระชนมายุของพระพุทธเจ้าคือ ๘๐พรรษานอกจากนี้อาจมีท่อนไม้ไผ่สดใส่เข้าในกองไฟเพื่อให้เกิดระเบิดเสียงดังตูมตามและพิธีกรรมนี้จะมีขึ้นในเช้ามือของวันนั้น          ประเพณีทานข้าวใหม่ก็ดีประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้าก็ดีเป็นประเพณีที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตในสังคมเกษตรซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนในอดีตปัจจุบันแม้สังคมจะเปลี่ยนไปแต่ประเพณีดังกล่าวก็ยังคงหลงเหลืออยู่เพราะหากมองดูแก่นแท้แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นประเพณีที่ส่งเสริมคุณธรรมชั้นสูงอันได้แก่“กตัญญูกตเวทิตาธรรม”น้อมนำจิตใจให้อ่อนโยนเคารพและเทิดทูนคุณค่าของบุพพการีชนจึงถือเป็นสิ่งจรรโลงศีลธรรมอันจะนำผลให้คนในสังคมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข   สนั่นธรรมธิ  สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 182 ครั้ง
ไปวัด
ไปวัด

ชาวล้านนาในฐานะที่เป็นชาวพุทธมีวัดในชุมชนเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสถานที่ชำระกิเลสหรือสิ่งสกปรกที่รกเรื้ออยู่ในใจด้วยน้ำที่ใสสะอาดอันได้แก่“น้ำพระธรรมคำสอน”ดังนั้นการไปวัดในโอกาสต่างๆเช่นวันธรรมสวนะจึงถือว่าเป็นไปเพื่อ“อาบน้ำฟังธรรม”ซึ่งคนโบราณล้านนามักสั่งสอนกันว่า“น้ำวังลึกหื้อเอาขัดสีน้ำใสดีหื้อเอาซ่วยหน้า” การชำระจิตใจนอกจากการใช้พระธรรมตลอดจนประกอบกิจกรรมอื่นๆแล้วยังมีการทำบุญให้ทานรักษาศีลและบำเพ็ญภาวนาเพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิตและเนื่องจากวัดเป็นสาธารณสถานจึงมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ถือเป็นบรรทัดฐานเดียวกันในเชิงพิธีกรรมซึ่งบางอย่างหลายท้องที่อาจมีรายละเอียดผิดแผกแตกต่างกันไปในที่นี้จะกล่าวถึงธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไป ธรรมเนียมหรือข้อปฏิบัติอาจแบ่งได้เป็น ๒ อย่างอย่างหนึ่งเป็นการกระทำโดยตนเองอีกอย่างหนึ่งจะกระทำร่วมกันโดยรวม   กระทำด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่จัดเตรียมสักการะเช่นธูป เทียน ข้าวตอก ดอกไม้พร้อมของที่จะนำไปทำบุญอาทิอาหารคาวหวานขนมและผลไม้เป็นต้นเมื่อไปถึงประตูวัดบางแห่งจะมีการทักทายเทวดาที่รักษาวัดว่า“อิมัสสมิงอาราเมเทวตา วะสันตาสุขิตาโหตุ”จากนั้นจึงถอดรองเท้าแล้วถือเดินไปยังวิหารวางรองเท้าไว้ในที่ซึ่งจัดไว้เป็นการเฉพาะหรือข้างบันไดขั้นต่ำสุดแล้วขึ้นสู่วิหารไป“นบพระไหว้ธรรมด้วยที่ติดที่เท้าห้าแห่ง”คือกราบพระประธานที่แท่นบูชาในลักษณะเบญจางคประดิษฐ์จากนั้นจึงนำธูปเทียนดอกไม้ไปบูชาพระประธานและใส่ขันแก้วทั้งสามขันขอศีลและขันนำทานซึ่งแต่ละอย่างมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังจะได้อธิบายโดยลำดับต่อไปนี้   การบูชาพระประธาน หลังจากกราบพระประธานแล้วจะเป็นการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนโดยจุดเทียนจำนวน๓เล่มและรวบข้าวตอกดอกไม้และธูปไว้ในมือที่อยู่ในลักษณะประณมไหว้พร้อมกล่าวคำบูชาว่า“อัคคิพะหูบุปผังชิเนทัตวาอภิรูโปมหาปัญโญทาเรนโตปิฎะกัตตะยังนิพพานังปะระมังสุขัง”แล้วนำเครื่องสักการะไปวางที่แท่นบูชานำเทียนไปติดในที่ที่จัดไว้มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือการบูชาพระของชาวล้านนาในสมัยโบราณไม่นิยมจุดธูปแต่ปัจจุบันมีการจุดธูปเพราะรับอิทธิพลมาจากไทยภาคอื่น   ใส่ขันแก้วทั้งสาม          แก้วทั้งสามถ้าออกเสียงภาษาล้านนาจะเป็น“แก้วตังสาม”หมายถึงพระรัตนตรัยส่วน“ขัน”หมายถึงพานขนาดใหญ่โดยทั่วไปจะเป็นทรงสามเหลี่ยมจัดไว้สำหรับใส่ธูปเทียนดอกไม้บูชาพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ทุกคนที่ไปวัดหลังจากกราบและบูชาพระประธานแล้วจะต้องใส่ขันแก้วทั้งสามก่อนและโดยธรรมเนียมปฏิบัติคนแรกที่ใส่จะต้องเป็นผู้ชายซึ่งจะแบ่งธูปเทียนดอกไม้เป็น ๓ ชุดโดยใช้เทียน๓เล่มธูป๒ดอกใส่ชุดละ ๑ มุมก่อนใส่จะต้องกล่าวคำอธิษฐานชุดที่หนึ่ง ว่า“พุทโธอะระหัง” ชุดที่สองว่า“ธัมโม ปัจจัตตัง” และชุดที่สามว่า“สังโฆยะทิทัง”   ใส่ขันขอศีล          ขันขอศีลคือพานใส่ธูปเทียนดอกไม้สำหรับประเคนพระสงฆ์เพื่อขอรับศีลหลังจากใส่ขันแก้วทั้งสามแล้วจะเป็นการใส่ธูปเทียนดอกไม้ในขันขอศีลซึ่งจะใช้เทียน๕เล่มธูป๕ดอกเป็นลำดับต่อมา   ใส่ขันนำทาน          ขันนำทานคือพานใส่ธูปเทียนดอกไม้สำหรับประเคนถวายแทนเครื่องไทยทานที่มีจำนวนมากหรือไทยทานที่เป็นของมีน้ำหนักมากไม่สามารถยกประเคนได้เมื่อเสร็จจากการใส่ขันขอศีลทุกคนจะนำธูปเทียนดอกไม้โดยใส่เทียน๓เล่มธูป๓ดอกไม้ส่วนหนึ่งมาใส่ขันนำทาน          เครื่องสักการะประเภทดอกไม้ธูปเทียนนอกจากจะนำไปบูชาพระประธานใส่ขันแก้วทั้งสามใส่ขันศีลและขันนำทานแล้วบางคนอาจนำไปบูชาสิ่งอื่นๆอีกเช่นบูชาต้นศรีมหาโพธิ์บูชาพระธาตุเจดีย์อนุสาวรีย์รูปเคารพหออารักษ์(ผีเสื้อวัด)เป็นต้น          หลังจากเสร็จภาระเรื่องของธูปเทียนดอกไม้และการบูชาแล้วกิจที่จะต้องทำด้วยตนเองอีกอย่างหนึ่งคือฮอมน้ำหยาดและใส่บาตรฮอมบุญ   ฮอมน้ำหยาด          น้ำหยาดคือน้ำสำหรับกรวดอุทิศส่วนกุศลที่เตรียมมาจากบ้านฮอมคือการนำไปรวมกันไว้ในคนโทที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ซึ่งเรียกว่า“น้ำต้นน้ำหยาด”สำหรับเป็นภาชนะรองรับน้ำหยาดที่ทุกคนจะนำมาเทรวมกันเพื่อกรวดพร้อมกันอีกครั้งเมื่อถึงช่วงเวลา   ใส่บาตรฮอมบุญ อาหารขนมหรือผลไม้ที่จัดเตรียมมาจากบ้านทางวัดจะจัดถ้วยชามไว้สำหรับใส่อาหารพร้อมตั้งบาตรเรียงรายไว้สำหรับใส่ข้าวทุกคนจะได้ใส่บาตรทำบุญร่วมกันเป็นการ“ฮอมบุญ”ในโอกาสเดียวกัน   การกระทำร่วมกันโดยรวม          การไปวัดในช่วงต้นมีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติด้วยตนเองตั้งแต่กราบพระประธานกระทั่งถึงใส่บาตรดังที่ได้กล่าวมาหากมีเวลาไม่มากอาจกลับบ้านก่อนแต่ถ้ามีเวลาอยู่ต่อก็จะมีกิจกรรมร่วมกับส่วนรวมซึ่งกิจกรรมประกอบด้วยการไหว้พระรับศีลกล่าวคำถวายทานและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลหลังจากพระสงฆ์อนุโมทนาจบลง          ชีวิตของชาวล้านนาเป็นชีวิตที่เรียบง่ายไม่เร่งรีบการไปวัดส่วนใหญ่จะอยู่จนถึงพระสงฆ์อนุโมทนาแต่ปัจจุบันผู้คนมีชีวิตที่เร่งรีบมักไปได้แค่ช่วงต้นเท่านั้นไม่ทันได้รับพรจากพระสงฆ์ก็ต้องลงจากวิหารเพื่อปฏิบัติงานอื่นต่อไป   สนั่นธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 528 ครั้ง
สงกรานต์ล้านนาปี๋ใหม่
สงกรานต์ล้านนาปี๋ใหม่

วันปี๋ใหม่เมืองล้านนา   วันสังขานต์ล่องหมายถึงวันที่ปีเก่าจะผ่านพ้นไปหากจะกล่าวในแง่ของดาราศาสตร์คือวันที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายของปีเก่าที่กำลังจะผ่านพ้นไปคำว่า“ล่อง”ในภาษาล้านนาหมายถึงล่วงไปหรือผ่านไปนั่นเอง วันสังขานต์ล่องของชาวล้านนาเป็นวันที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กๆจะตื่นเต้นเพื่อรอต้อนรับวันขึ้นปีใหม่วันสังขานต์ล่องจึงเป็นวันที่ทุกคนจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อรอดูปู่สังขานต์ย่าสังขานต์ที่เล่ากันว่าจะหอบข้าวของพะรุงพะรังมุ่งหน้าไปทางทิศใต้หรือบางทีก็ล่องเรือไปตามลำน้ำ   กิจกรรมสำคัญ ที่ชาวล้านนานิยมปฏิบัติกันในวันสังขานต์ล่องนี้คือการปัดกวาดทำความสะอาดบ้านโดยเฉพาะหยากไย่ใยแมงมุมและฝุ่นตามซอกมุมบ้านตลอดจนทำการซักผ้าปูที่นอนปลอกหมอนผ้าห่มและนำเครื่องนอนออกมาตากตบฝุ่นให้สะอาดไม่เหม็นอับเพราะปีหนึ่งจะมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่งการซักผ้าเครื่องนอนจำนวนมากเช่นนี้บางทีจะหาบใส่ตะกร้าไปซักตามแม่น้ำใหญ่ถือเป็นการชำระสิ่งสกปรกเสนียดจัญไรให้ไหลล่องไปตามลำน้ำตลอดจนชำระกายใจให้สะอาดและนุ่งผ้าใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลเตรียมต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ชาวล้านนามีความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติมายาวนานคือ“การดำหัว”หรือสระผมของตนเองด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อยซึ่งถือเป็นน้ำบริสุทธิ์สะอาดและเป็นมงคลเพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคลให้ออกจากชีวิต    ในวันเน่าสำหรับวิถีปฏิบัติของคนล้านนาถือเป็น“วันดา”คือวันที่เตรียมการสำหรับการไปทำบุญใหญ่ที่วัดในวันรุ่งขึ้นซึ่งจะเป็นวันพญาวันดังนั้นกิจกรรมหลักที่นิยมถือปฏิบัติกันในช่วงเช้าของวันนี้คือการจัดเตรียมข้าวของสำหรับทำบุญเช่นการเตรียมอาหารหม้อใหญ่เนื่องจากต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาญาติที่ล่วงลับไปแล้วเช่นปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอาตามสายตระกูลของตนและยังทำบุญเพื่อหวังกุศลผลบุญให้กับตัวเองในภายภาคหน้าอีกด้วย อาหารที่คนล้านนานิยมจัดเตรียมไว้ทำบุญมักเป็นอาหารที่ค่อนข้างพิเศษกว่าอาหารปกติทั่วไปอาทิแกงฮังเลต้มจืดวุ้นเส้นต้มส้มไก่(ต้มข่าไก่)ห่อนึ่ง(ห่อหมก)แกงเผ็ดต่างๆตามแบบภาคกลาง(ยุคปัจจุบัน)โดยบางบ้านอาจเตรียมอาหารหลากหลายชนิดตามฐานะและศรัทธาของตนเอง วันเน่า  ถือเป็นวันสุกดิบตามความเชื่อแต่โบราณคืองดเว้นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆอาทิการด่าทอทะเลาะวิวาทส่วนในช่วงเย็นเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการจัดเตรียมของทำบุญแล้วสมาชิกในครอบครัวทั้งเด็กผู้ใหญ่และหนุ่มสาวจะพากันถือภาชนะไปตักทรายที่ท่าน้ำใกล้บ้านเพื่อขนไปรวมกันที่วัดซึ่งทางวัดมักทำที่สำหรับเททรายลงโดยทำเสวียน(สังเวียน)สานด้วยไม้ไผ่เพื่อเป็นเจดีย์ทรายสำหรับให้ผู้คนขนทรายใส่คนส่วนใหญ่จะนิยมขนกันคนละ๓เที่ยวตามคติที่ยึดถือในพระรัตนตรัยและจะอธิษฐานขอกุศลผลบุญจากการขนทรายเข้าวัดเป็นการทำบุญอีกอย่างหนึ่งในช่วงวันขึ้นปีใหม่ วันพญาวัน วันพญาวันเป็นวันเถลิงศกหรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวล้านนาถือเป็นวันมงคลช่วงเช้าของวันพญาวันควรเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับบุญกุศลวิญญาณความเชื่อและสิ่งศักดิ์สิทธิ์กล่าวคือไปทำบุญที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลและอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับพร้อมอุทิศถึงเทวดาเจ้ากรรมนายเวรแล้วสรงน้ำพระเจดีย์พระพุทธรูปและปักตุงที่ค่อนข้างละเอียดลึกซึ้งโดยแบ่งเป็นตุงประเภทต่างๆซึ่งความหมายส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องบุญกุศลและเรื่องของวิญญาณทั้งสิ้น  วันปากปี  วันปากปีเป็นวันถัดจากวันพญาวันถือเป็นวันเริ่มต้นชีวิตที่ดีหลายพื้นที่จะประกอบพิธีสืบชาตาหมู่บ้านผู้คนไปร่วมงานกันพร้อมหน้าตกเย็นจะมีการประกอบอาหารอันมีขนุนเป็นหลักเช่นแกงขนุนตำขนุนเป็นต้นเพราะเชื่อว่าจะเกิดการหนุนส่งให้ชีวิตพบเจอแต่สิ่งที่ดีงามบ้างก็ทำอาหารประเภทลาบเอาเคล็ดทางโชคลาภเป็นประเดิมบ้างเสริมบารมีด้วยการจุดเทียนมงคลบูชาพระซึ่งมักประกอบด้วยเทียนยันต์สืบชาตาหลีกเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์และรับโชคเป็นต้น    -สงกรานต์ล้านนาปี๋นี้ฮ่วมกั๋นสืบสานป๋าเวณีอยู่ตี้บ้านกั๋นเน้อเจ้า-  
เผยแพร่เมื่อ 12 เมษายน 2563 • การดู 3,045 ครั้ง
ขั้นไดผี / บันไดพราง : พรางตาพรางใจผี
ขั้นไดผี / บันไดพราง : พรางตาพรางใจผี

ขั้นไดผี/ขั้นไดพราง:พรางตาพรางใจผี เมื่อตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้บนบ้านถึงเวลาที่จะนำศพลงจากเรือน ชาวล้านนาโบราณจะทำบันไดเทียมที่ทำจากกาบกล้วยเสียบด้วยซี่ไม้ไผ่ที่เรียกกันทั่วไปว่า"ขั้นไดผี"หรือ"ขั้นไดพราง"บันไดดังกล่าวจะใช้วางทาบบันไดเรือนก่อนแล้วจึงนำศพลงบันไดเสร็จแล้วบันไดนี้จะถูกยกใส่ไปกับคานหามศพไปป่าช้าด้วย การทำเช่นนี้เป็นการพรางตาพรางใจผู้ตายด้วยเชื่อกันว่าวิญญาณของผู้ตายจะไม่สามารถหวนกลับขึ้นเรือนได้อีกเพราะจำบันไดเรือนของตนไม่ได้นั่นเอง  
เผยแพร่เมื่อ 23 มีนาคม 2563 • การดู 308 ครั้ง
ความเชื่อเกี่ยวกับเรือน
ความเชื่อเกี่ยวกับเรือน

การสร้างเรือนล้านนามีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศและทิศทางลม ซึ่งแฝงอยู่ในคติความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างเรือน โดยหลักการสำคัญของการสร้างเรือนล้านนาเชื่อว่าทิศหัวนอนต้องอยู่ทางด้านตะวันออกจึงจะเป็นมงคล  ดังนั้นรูปแบบเรือนต้องหันหน้าจั่วไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้เสมอเพื่อให้ห้องนอนอยู่ทางด้านตะวันออกของเรือน แล้วเรือนไฟหรือเรือนครัวจะอยู่ด้านตะวันตก เรียกว่า “การวางเรือนขวางตะวัน” ตามความเชื่อนี้จะสอดคล้องกับทิศทางลม ช่วยป้องกันลมหนาวที่เข้ามาในตัวเรือนทั้งนี้ยังทำให้แสงแดดส่องเข้ามายังห้องนอนในยามเช้าและแสงบ่ายตกกระทบเรือนครัวในยามเย็น เพิ่มแสงสว่างและความอบอุ่นให้กับตัวเรือน ขณะเดียวกันโครงสร้างฝาเรือนที่ผายออกมารองรับหลังคาในลักษณะป้านและลาดต่ำ ก็มีส่วนช่วยในการเบี่ยงทิศทางลมไม่ให้เข้ามาในตัวเรือนด้วย             นอกจากทิศหัวนอนต้องอยู่ทางด้านตะวันออกแล้ว คนล้านนายังเชื่ออีกว่าที่นอนของคนเป็นต้องอยู่ระหว่างช่วงเสา ห้ามนอนตรงกับขื่อที่ถือว่าเป็นที่ของคนตาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิต คนล้านนาเรียกว่า “ขึด” หมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดเคราะห์ภัย หรือสิ่งอัปมงคล เป็นข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เมื่อพิจารณาข้อห้ามต่างๆแล้ว พบว่า ขึดเป็นความเชื่อที่อยู่บนหลักการของเหตุและผลไม่ใช่เพียงความเชื่องมงาย หากแต่ในปัจจุบันมีการเลือกยึดถือข้อห้ามบางประการที่สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปจากอดีต
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 980 ครั้ง
ศาสนาและความเชื่อของชาวล้านนา
ศาสนาและความเชื่อของชาวล้านนา

ความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนามีแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องผีผสมผสานกับความเป็นพุทธได้อย่างลงตัว เสมือนหนึ่งว่าผีและพุทธร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้ชาวล้านนามีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ดังเช่นในขณะที่มีการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ ก็จะต้องขึงภาพพระบฏเพื่อเป็นสัญลักษณ์การมาถึงของพระพุทธเจ้าด้วย ผี เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา มีลักษณะเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาอารักษ์ที่คอยดูแลคุ้มครองคนและสถานที่ให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ดังนั้นผีในโลกทัศน์ของชาวล้านนาจึงไม่ได้น่ากลัวหรือคอยหลอกหลอนคน แต่ความรู้สึกที่มีต่อผีจะเป็นเหมือนมิตรที่สร้างความอุ่นใจให้กับตน ทั้งนี้ผีก็มีหน้าที่แตกต่างกันไปตามสถานที่ที่ดูแล เช่น ผีเสื้อเมืองหรืออารักษ์เมือง จะเป็นผู้ดูแลเมือง ส่วนผีเสื้อบ้านก็จะมีหน้าที่ในการปกป้องดูแลหมู่บ้านเป็นต้น อีกทั้งยังมีผีที่คอยดูแลคนในครอบครัวโดยตรง ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับเครือญาติเดียวกันฐานะที่เป็นผีบรรพบุรุษ            แม้ว่ายุคสมัยจะผ่านมานานเพียงใด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผียังคงมีสายใยเชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่น เพราะความเชื่อเรื่องผีถูกผนวกกลืนเข้าสู่จารีตประเพณีของชาวล้านนามาช้านาน ดังเช่น ความเชื่อในเรื่องเสียผี เกี่ยวกับสาวล้านนาที่ถูกเนื้อต้องตัวกับผู้ชาย ฉะนั้นฝ่ายชายจะต้องทำการใส่ผีให้กับฝ่ายหญิงทันที ซึ่งความเชื่อดังกล่าวแสดงถึงพื้นฐานของสังคมและวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับ “ผีบรรพบุรุษหรือผีปู่ย่า” เป็นอย่างมาก แม้กระทั่งการแสดงออกถึงความกตัญญูและเคารพยำเกรงต่อผีปู่ย่า ชาวล้านนาจะจัดพิธีฟ้อนผีขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงหน้าแล้ง(มีนาคม-มิถุนายน) เพื่อถวายเครื่องเซ่นสังเวยให้กับผีปู่ย่าประจำแต่ละตระกูล ทั้งยังเป็นการพบปะพูดคุยกันระหว่างผีปู่ย่ากับลูกหลานของตน หากใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใจหรือมีอาการเจ็บป่วยใดๆ ที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ ก็จะขอความช่วยเหลือจากผีปู่ย่าให้ช่วยรักษาด้วยการเป่ามนต์คาถา อันเป็นวิธีการที่ช่วยเยียวยาจิตใจแก่ผู้ป่วยได้มีกำลังใจที่ดีอีกครั้งหนึ่ง            ขวัญ ในความเข้าใจของชาวล้านนาหมายถึง หมุดหมาย ศูนย์กลาง หรือสิ่งสำคัญที่แสดงถึงความมีตัวตน โดยเชื่อว่าขวัญของคนอยู่กลางกระหม่อม เป็นสิ่งสำคัญที่อยู่คู่กับจิตและกาย คนปกติทั่วไปจะมีขวัญครบสมบูรณ์ทั้ง 32 ขวัญ จะมีสติ มีสุขภาพแข็งแรง แต่หากใครที่ทำขวัญตกหล่นหายไป อาจเกิดจากความตกใจหรืออุบัติเหตุ ก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย จึงต้องมีการเรียกขวัญให้คืนกลับมาดังเดิม  เช่นกันกับตัวคน เมืองก็ต้องมีขวัญเช่นกัน แต่ขวัญของเมืองจะอยู่ในรูปของ“เสาหลักเมือง” ในจังหวัดเชียงใหม่เรียกว่า “เสาอินทขิล” หากเป็นหมู่บ้านต้องมี “เสาใจบ้าน” ปักอยู่กลางหมู่บ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล              พุทธศาสนา เป็นอีกหนึ่งศรัทธาความเชื่อของชาวล้านนาที่ไม่เคยจางหายไป นับตั้งแต่ครั้งที่พระสุมณะเถระนำพุทธศาสนาเถรวาทมายังดินแดนล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่19จิตวิญญาณของความเป็นชาวพุทธทำให้เกิดงานศิลปกรรมทางศาสนาที่มีความงามและมีเสนห์อย่างลึกซึ้ง ผ่านแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานโดยใช้ระบบสัญลักษณ์ที่แฝงไปด้วยปริศนาธรรมทางศาสนา             วัด รูปแบบวัดล้านนามีวิหารเป็นที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ โดยมีพระธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลางของวัด ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะอยู่ในแนวเดียวกัน รวมทั้งซุ้มประตูโขงที่เป็นประตูทางเข้าด้านหน้าวัดด้วย นอกจากวัดจะมีคุณค่าในด้านศิลปกรรมล้านนาแล้ว วัดยังมีความสำคัญกับชาวล้านนา ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจมาแต่อดีต เพราะเป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ทั้งในทางธรรมและในทางวิชาการอื่นๆ ดังจะเห็นว่าภายในวัดมีการสอนภาษาบาลี สอนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมถึงเป็นแหล่งรวมรวมและเผยแพร่งานศิลปกรรมทางศาสนา ที่สะท้อนให้เห็นความงามจากพลังแห่งความศรัทธาที่เหนือการประเมินค่าเป็นเงินตราได้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญของพุทธศาสนาในชาวล้านนา คือประเพณีต่างๆทั้ง 12 เดือน ล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น แม้กระทั้งกิจกรรมต่างๆในช่วงชีวิตหนึ่งก็ยังมีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนาด้วย อาทิ การขึ้นบ้านใหม่ การบวช การสืบชะตา เป็นต้น ชาวล้านนานิยมไปทำบุญตักบาตรที่วัดในช่วงวันพระ เพื่อเป็นการรักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ทั้งยังเชื่อว่าการทำบุญจะช่วยส่งกุศลให้ตนไปเกิดบนสวรรค์หรือได้เกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตร หากไม่สามารถไปวัดได้ก็จะสวดมนต์ไหว้พระที่บ้านเป็นประจำ ดังนั้นเรือนทุกหลังจึงต้องมีหิ้งพระไว้กราบไหว้บูชา เพื่อเตือนสติตนให้อยู่ในศีลในธรรม            นอกจากการทำบุญในช่วงวันพระและวันสำคัญทางศาสนาแล้ว ชาวล้านนายังเชื่อว่าการทำทานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างผลบุญกุศลได้ จึงเกิดประเพณีปอยหลวงขึ้นในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญใหญ่ประจำปีอีกครั้งหนึ่งที่เกือบทุกหมู่บ้านได้จัดขึ้น โดยมีการถวายปัจจัยไทยทาน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับวัด เช่น ไม้ กระเบื้อง จานชาม กาละมัง เป็นต้น
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 2,703 ครั้ง