ปรัชญา ศาสนา ความเชื่อฯ

เกี่ยวกับคติความเชื่อของชาวล้านนา ที่แสดงถึงโลกทัศน์ทางสังคม อันมีวิธีคิดและจารีตปฏิบัติในสังคมล้านนา

พบทั้งหมด 359 รายการ
 
 
ตาเเหลว เครื่องหมายบอกอาณาเขตหวงห้าม
ตาเเหลว เครื่องหมายบอกอาณาเขตหวงห้าม
ตาแหลว (อ่าน “ต๋าแหลว”) ตาแหลวนี้จะใช้เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรม มีลักษณะใช้เป็นเครื่องหมายบอกอาณาเขตหวงห้าม เช่น ใช้ติดหน้าบ้านของคนที่ตายอย่างผิดปกติหลังทำพิธีศพเพื่อสร้างเป็นเชตหวงห้ามหรือใช้แขวนกับสายสิญจน์และหญ้าคาฟั่นไว้กลางประตูเมืองหลังพิธีสืบชาตาเมืองเพื่อป้องกันเสนียดจัญไร และใช้เสียบไม้ปักไว้ในบริเวณปลูกข้าวแรกนา เป็นต้น   ตาแหลว หรือ ตะแหลว นั้นจะตรงกับเฉลวของไทยภาคกลางเป็นเครื่องจักสานทำด้วยตอกเส้นเล็กขัดกัน ให้ส่วนกลางเป็นตา 6 เหลี่ยม ปล่อยชายตอกออกไปคล้ายกับรัศมีแสงอาทิตย์ ตาแหลวเจ็ดชั้นนี้จะประกอบด้วยตาแหลว 2 ชุด ที่ทำขึ้นต่อเนื่องกัน โดยที่ชุดล่างจะใช้ตอกเจ็ดเส้นสานพับปลายสอดกันให้เกิดตา 6 เหลี่ยม จำนวน 7 ตา ส่วนชุดที่สอง ซึ่งติดตั้งเหนือตาแหลวแรก จะใช้ตอกจำนวน 9 เส้นสานขัดกันให้มีตา 6 เหลี่ยมจำนวน 3 ตา   ข้อมูล : หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรม ภาคเหนือ เล่มที่ 5 
เผยแพร่เมื่อ 1 ธันวาคม 2563 • การดู 11,387 ครั้ง
สืบชะตาคน
สืบชะตาคน
ชาตา คือลักษณะที่บังเกิดสำแดงเหตุดีและชั่ว เช่น ชะตาดี ชะตาร้าย หรือรูปราศีที่มีดาวพระเคราะห์เดินถึงราศีนั้นในเวลาเกิดของคน เรียกว่าชะตาคน การแก้ไขชะตาร้ายชะตาขาดของคนโบราณมีด้วยกันหลายวีธี เช่น การส่งกิ่ว การบูชานพเคราะห์หรือการทำพิธีสืบชะตา เป็นต้น โดยสิ่งที่ใช้ในประกอบพิธีจะประกอบด้วย บายสรี มาจากคำว่า “บาย” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ข้าว” ส่วนคำว่า “สรี” มาจากภาษาสันสกฤตตรงกับภาษาบาลีว่า “สิริ” ซึ่งแปลว่ามิ่งขวัญหรือสิริมงคล ดังนั้น คำว่าบายสรี จึงแปลว่า “ข้าวขวัญ” หรือข้าวที่จัดเพื่อเป็นสิ่งมงคล โดยในรูปภาพนี้คือบายสรีนมแมว เป็นบายสรีพิเศษสำหรับใช้กับทุกคนทุกชั้น โดยเฉพาะในพิธีเรียกขวัญลูกแก้ว คือการนำใบตองมาพับให้ปลายเรียวแหลมหลายๆอัน แล้วนำมาทับซ้อนทับให้เหลื่อมล้ำกันขึ้นไป จะมีกี่อันก็ได้แต่ต้องเป็นจำนวนคู่ ซึ่งใบตองที่ซ้อนกันนี้เรียกว่า “นมแมว” ไม้ค้ำ คือชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นไม้โตเร็ว ตัดให้ปลายมีง่ามเรียกว่าไม้ค้ำจำนวน 2 อัน ไม้ไผ่บง 2 ท่อน เจาะใส่สลักให้ติดกันทำเป็นสะพานคู่ ไม้ไผ่เรี้ยหรือไม้ซางของภาคกลาง 2 ท่อน ท่อนแรกด้านหนึ่งใส่น้ำแล้วปิดรูด้วยใบตองแห้ง ด้านหนึ่งใส่ทรายแล้วปิดรู อีกท่อนหนึ่ง ด้านหนึ่งใส่ข้าวเปลือกแล้วปิดรู ด้านหนึ่งใส่ข้าวสารแล้วปิดรู เรียกว่า บอกน้ำ บอกซาย บอกเข้าเปลือก(ข้าวเปลือก) บอกเข้าสาน(ข้าวสาร) ทั้งนี้ความยาวของไม้ค้ำ สะพานและกระบอกต่างๆนี้ ให้ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตา เรียกว่า ยาวค่าฅิง ผู้ชายยังต้องเป็นฝ่ายจัดหาหน่ออ้อย หน่อกล้วย กล้าหมาก กล้ามะพร้าวมาเข้าพิธีด้วย และจะต้องมีก้านกล้วยมา 2 ก้าน สูงเท่ากับไม้ค้ำใช้ตอกแข็งเสียบก้านกล้วย 2 อัน ทำคล้ายกับบันไดกว้างประมาณ 40 เซนติเมตรแล้วผูกฝ้ายดึงจากบนลงล่าง จำนวน 6 สาย แล้วผูกหอยเบี้ยสายหนึ่ง หมากพลูสายหนึ่ง ข้าวตอกสายหนึ่ง เงินสายหนึ่ง ทองคำสายหนึ่ง กล้วยอ้อยสายหนึ่ง รวมเรียกว่า ลวดเงินลวดฅำ(ทอง) ฟั่นเทียนที่เรียกว่า สีเทียนด้วยขี้ผึ้ง 1 เล่ม โตเท่ากับหัวแม่มือ ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตา เรียกว่าเทียนค่าฅิง เอากระดาษสากว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตา มาตัดเป็นทุงโดยทำเป็นดั่งหัวคน เป็นลำตัว เป็นหาง เรียกว่า ทุงค่าฅิง(ตุงค่าคิง) เอากระดาษสามาตัดเป็นธง 3 เหลี่ยม กว้าง 5 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร จำนวนเท่าอายุของเจ้าชะตา แล้วปักกับก้านกล้วย และจะต้องมีของบูชาขันตั้งขันครู ให้กับอาจารย์ที่จะมาประกอบพิธีคือ แต่งเบี้ย หมากไหม ผ้าแดง ผ้าขาว เทียนเหล้มบาท หมาก 4 ก้อม เสื่อใหม่ หม้อใหม่ ข้าวเปลือกประมาณ 1.5 กิโลกรัม เรียกว่า เข้าเปลือกหมื่นเข้าสารพัน สิ่งที่จะต้องเตรียมในการทำพิธีสืบชะตาคน 1.นิมนต์พระ 9 รูปหรือมากกว่า หากจัดสวดพร้อมกันทุกจุดก็จะต้องใช้พระสงฆ์แจ่งบ้านละ 9 รูป รวมทั้งส่วนกลางด้วยเป็น 45 รูป (หากไม่มีเหตุร้ายแรงจริงๆก็จะนิมนต์พระเพียง 9 รูป) 2.เตรียมเครื่องสังเวยท้าวทั้งสี่ เครื่องบูชาเสื้อบ้าน หรือเทพารักษ์ประจำหมู่บ้าน 3.เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ทำพิธี เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว หมาก พลู  เครื่องขบเคี้ยว ฯลฯ 4.เตรียมเครื่องคำนับครูของอาจารย์ผู้ประกอบพิธีซึ่งจะมีกรวยดอกไม้ธูปเทียน เบี้ย 108 ข้าวเปลือกข้าวสารอย่างละกระทง ผ้าขาวผ้าแดงอย่างละ 2 ศอก เงิน 6 บาทหรือตามแต่อาจารย์กำหนด 5.เตรียมเครื่องสืบชาตา เช่น ไม้ค้ำ ขัวไต่ ลวดเงิน ลวดทอง กระบอกน้ำ ฯลฯ 6.ขันหรือกระบุงใส่ข้าวเปลือก ข้าวสาร และทราย 7.ให้ทุกครอบครัวเตรียมน้ำส้มป่อยหรือน้ำอบน้ำหอมและทรายมาร่วมพิธี ซึ่งเมื่อเสร็จพิธีแล้วจะได้นำกลับไปโปรยที่บ้านเรือนของตน 8.ตาแหลว หรือเฉลวและเชือกที่ฟั่นด้วยหญ้าคาสด   ข้อมูลจาก : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 7
เผยแพร่เมื่อ 27 ตุลาคม 2563 • การดู 13,448 ครั้ง
ศรีมหาโพธิ์
ศรีมหาโพธิ์
ศรีมหาโพธิ์ ที่ชาวล้านนาเรียกว่า "ต้นสรี" หรือ "ต้นสะหรี" โดยทั่วไป หมายถึง ต้นไม้ที่เป็นโพธิฤกษ์ คือ ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอาศัยร่มเงาในคืนที่ทรงบำเพ็ญเพียร ก่อนการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวล้านนาในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนจึงมีวิธีปฏิบัติต่อต้นศรีมหาโพธิ์ด้วยความเคารพศรัทธา มีการดูแลปัดกวาดบริเวณลานโพธิ์ให้สะอาดสะอ้านเสมอ บางเเห่งตั้งศาลเเละจัดเครื่องสักการะบูชาถวาย ขณะเดียวกันก็มีข้อห้ามมิให้ ตัดทำลายกิ่งก้านหรือต้นศรีมหาโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีประเพณี พิธีกรรมเเละความเชื่อตามมาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีทานไม้ค้ำ ประเพณีบวชต้นศรีมหาโพธิ์การบรรจุต้นศรีมหาโพธิ์ไว้ในเจดีย์เเละความเชื่ออื่น ข้อห้ามในการตัดทำลาย     ข้อปฏิบัติที่ยึดถือกันมาตั้งเเต่โบราณกาล อย่างหนึ่ง คือ ข้อห้ามมิให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าฝืนจะเกิดอัปมงคลที่เรียกว่า "ขึด" ข้อห้ามข้อหนึ่งโบราณว่า ห้าม"รานสะหรี" ในคัมภีร์ที่ชื่อ "ธรรมดาจารีต" อธิบายว่า "รานสะหรี" คือว่า รานไม้เสื้อบ้าน เสื้อเมือง ไม้อารักษ์ ไม้ที่ฅนยั้งร่ม ไม้มิ่งเมือง เเละไม้สรีมหาโพธิ์ หลอนตัดเเละราน จักฉิบหายเเล" หมายความว่า รานสะหรี ได้เเก่ การตัดไม้อารักษ์บ้านเมือง ไม้ที่คนทั่วไปอาศัยร่มเงา ไม้ประจำเมืองเเละไม้ศรีมหาโพธิ์ หากตัดฟันจะพินาศฉิบหาย ส่วนคัมภีร์ชื่อ "พิษณุถามนางธรณี" กล่าวว่า "ไม้ใหญ่อันเป็นสรีเเก่บ้านเเก่วัด บ่ควรดีปล้ำ ไม้สรีมหาโพธิ์ก็บ่ควรดีปล้ำ" คือ ไม้ใหญ่อันเป็นศรีเเก่บ้านเมืองเเละวัดก็ดี หรือไม้ศรีมหาโพธิ์ก็ดี ล้วนไม่ควรตัดทำลายทั้งสิ้น เเต่ถ้าหาก มีความจำเป็นจะต้องตัด ผู้ที่ตัดจะต้องทำพิธีขออนุญาตจากรุกขเทวดาที่คอยรักษาต้นศรีมหาโพธิ์ก่อน มิเช่นนั้น เชื่อกันว่าจะเกิดมหันตภัยต่อผู้ตัดเเละครอบครัวตลอดจนชุมชนเเละบ้านเมืองในไม่ช้า    ข้อมูลจาก : หนังสือไม้เมืองเหนือ ความเชื่อโบราณ
เผยแพร่เมื่อ 15 ตุลาคม 2563 • การดู 3,400 ครั้ง
ประเพณีตักบาตรเทโว
ประเพณีตักบาตรเทโว
            ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ เป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากประเพณีการทำบุญออกพรรษา คำว่า “เทโว”  มาจากคำว่า “เทโวโรหณะ”  แปลว่าการหยั่งลงจากเทวโลก  หมายถึง การเสด็จลงจากเทวโลกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากเสด็จเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรค์ชั้นดาวดึงส์ตลอดพรรษที่ ๗ หลังจากทรงตรัสรู้ เรื่องราวดังกล่าวมีตำนานเล่าว่า หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปประกาศศาสนาทั่วชมพูทวีป ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ พาราณสี สาวัตถีตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นราชปิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพุทธสาวกและพระประยูรญาติทั้งหลายให้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยของแต่ละบุคคลมาเป็นลำดับถึง ๖ พรรษา จากนั้นพระองค์ทรงรำลึกถึงพระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้นในพรรษาที่ ๗ หลังจากทรงตรัสรู้ พระองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษา ทรงเทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาตลอดพรรษา ครั้นถึงวันออกพรรษา พระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จลงสู่โลกโดยเสด็จสถิตเหนือยอดเขาสิเนรุราช เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นเครื่องสักการบูชาของเหล่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้วจึงทรงเปิดโลกให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดได้มองเห็นสวรรค์  โลกมนุษย์และนรกภูมิโดยตลอด ดั้งนั้นในวันนี้จึงเรียกว่าวัน “พระเจ้าเปิดโลก” อีกชื่อหนึ่ง             การเสด็จลงจากเทวโลกนั้น ตำนานกล่าวว่ามีปัญจสิงขรคันธัพพเทวบุตรถือพิณดีดขับร้องนำเสด็จในเบื้องหน้ามีบันไดทิพย์ ๓ บันได คือ บันไดทองอยู่ด้านขวา บันไดเงินอยู่ด้านซ้าย บันไดแก้วอยู่ตรงกลาง เชิงบันไดทั้งสามจรดลงที่เมืองสังกัสสนคร บันไดทองเป็นทางลงของหมู่เทวดา บันไดเงินเป็นทางลงของหมู่พรหม และบันไดแก้ว เป็นทางเสด็จของพระพุทธองค์ เมื่อทรงเสด็จถึงโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร พระพุทธองค์ได้ทรงนำเหล่าพุทธสาวกออกรับบิณฑบาตจากประชาชนที่ไปรอเฝ้ารับเสด็จเพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงถือเอาวันออกพรรษา คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันคล้ายวันเสด็จลงจากเทวโลก จึงนิยมทำบุญตักบาตรกันเป็นกรณีพิเศษ มีการจำลองเหตุการณ์ โดยอัญเชิญเอาพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรนำหน้าพระสงฆ์จำนวนมาก  บิณฑบาตจากวัดที่อยู่ระดับสูง  เช่น วัดที่อยู่เนินเขา แล้วตักบาตรโดยเรียกว่า “ตักบาตรเทโว”  กิจกรรมนี้เป็นที่นิยมยิ่ง จึงยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมา สำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดงานตักบาตรเทโวต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ปีนี้จะจัดให้มีขึ้นในเช้าของวันเสาร์ที่ ๓ตุลาคม ๒๕๖๓ นี้ ณ ถนนสายวัฒนธรรม ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มงานประมาณ ๐๖.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป งานนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นิมนต์พระสงฆ์ไปรับบิณฑบาตถึง ๕๐๐ รูป             บุญใหญ่อย่างนี้ ปีหนึ่งมีครั้งหนึ่ง จึงไม่ควรพลาดโอกาสที่จะพาครอบครัวไปตักบาตร เพื่อความเป็น สิริมงคลและเป็นมหากุศลผลบุญอันจะนำพาชีวิตให้พบแต่ความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปตราบซึ่งนานเท่านาน เขียนโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.              
เผยแพร่เมื่อ 2 ตุลาคม 2563 • การดู 10,795 ครั้ง
ประเพณีสิบสองเป็ง
ประเพณีสิบสองเป็ง
ประเพณีสิบสองเป็ง เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ที่ล่วงลับ ในวันเพ็ญเดือนสิบสองเหนือ หรือเดือนสิบของภาคกลางโดยเฉพาะ เพราะเชื่อกันว่าในวันดังกล่าว พระยายมราชได้ปลดปล่อยวิญญานของผู้ตายให้กลับมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อรับเอาส่วนกุศลผลบุญจากญาติพี่น้อง ดังนั้นจึงมีการไปทำบุญที่วัดอย่างมากมายประเพณีดังกล่าว ตรงกับกิจกรรมของไทยภาคอื่น กล่าวคือภาคกลางมีประเพณีที่คล้ายกันเรียกว่า "ตรุษสารท" ภาคใต้เรียกว่า "ประเพณีชิงเปรต" ส่วนภาคอีสานเรียกว่า "ประเพณีบุญข้าวประดับดิน" ทั้งนี้ ก็เป็นไปตามความเชื่อในแนวคิดเดียวกัน (เขียนโดย อาจารย์ สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.)
เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2563 • การดู 5,125 ครั้ง
ผางประทีปเเละเรื่องเล่าในล้านนา
ผางประทีปเเละเรื่องเล่าในล้านนา
ผางประทีส หรือผางประทีป (อ่าน “ผางผะดี้ด หรือผางผะตี๊บ”)                    คือถ้วยประทีป หรือถ้วยเล็กๆ ที่ทำด้วยดินเผารูปลักษณะแตกต่างกันตามฝีมือช่างแต่ละยุคสมัย ผางประทีสแบบเก่าที่พบหลายแห่งมีขนาดใหญ่เท่าชามแกงขนาดย่อม ซึ่งผางประทีสที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ก็ก็เพื่อบรรจุเชื้อเพลิงได้มากสำหรับให้แสงสว่างเป็นเวลานาน ส่วนผางประทีสที่ทำขายสำเร็จรูป คือมีทั้งประทีสน้ำมัน และตีนกา มักมีขนาดกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร สูงประมาณ 3 เซนติเมตร และขนาดใหญ่คือประมาณ 10 เซนติเมตร สูงประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งผางประทีสขนาดใหญ่นี้อาจทำเป็นชนิดที่ทำเป็นเชิงสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตรก็มีเช่นกัน ผางประทีสชนิดนี้มักจะมีลายประดับที่ปากถ้วยไว้ด้วย                 ผางประทีปหรือผางประทีส คือประทีปที่เป็นเครื่องจุดตามไฟเป็นพุทธบูชาหรือบูชาสืบชาตาอายุ หรืออีกนัยหนึ่งคือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้จุดแทนเทียนในเวลากลางคืน ตัวประถางที่รองรับทำด้วยดินเผาหรือกระเบื้องเคลือบ ตามความหมายดังกล่าวคำว่า ประทีป หมายถึงแสงไฟ ผาง หมายถึงภาชนะรองรับน้ำมันหรือไขที่เป็นเชื้อเพลิงของประทีป รวมความผางประทีป คือเครื่องจุดตามไฟ  นอกจากถ้วยประทีปแล้ว สิ่งที่สำคัญคู่กันก็คือ น้ำมัน และตีนกาหรือสีสาย ซึ่งน้ำมันที่ใช้เติมลงในถ้วยประทีปนั้น อาจเป็นน้ำมันถั่ว น้ำมันมะพร้าว น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา รวมถึงน้ำมันที่ได้จากสัตว์อีกด้วย ปัจจุบันนิยมใช้ขี้ผึ้ง (พาราฟีน) แต่ไม่พบว่านิยมใช้น้ำมันจากสัตว์ในประทีปที่บูชาพระ สีสาย ซึ่งอาจอ่านเป็น “สี้สาย” หรืออ่านเคลื่อนเป็น “ขี้สาย” นั้น ทำจากด้ายฟั่นให้เป็นเชือกสองเกลียวยาวประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วดึงแยกเกลียวทั้งสองออกจากกันโดยเว้นระยะจากปลายเชือกประมาณ 10 เซนติเมตร เมื่อปล่อยมือเชือกเกลียวแต่ละเกลียวก็จะพันกันกลับเป็นเชือกอีกทีหนึ่ง จัดแต่งเชือกทั้ง 4 ชายให้เข้ากัน โดยจัดสามชายแยกออกจากกันเป็นสามแฉก เหมือนตีนกา และอีกชายหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของทั้งสามชาย ก็จะได้ตีนกา หรือสีสายตามต้องการ ในช่วงเทศการยี่เพง (อ่าน “ยี่เป็ง”) ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสอง จะมีการประดับประทีปโคมไฟกันทั่วไป นอกจากการประดับส่วนนี้แล้ว ยังใช้เป็นจุดบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนหนึ่งตามอายุของแต่ละคน ในการตั้งธัมม์หลวง หรือฟังเทศน์มหาชาตินั้นเจ้าของกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ใดในหาเวสสันดรชาดกก็จะจุกประทีปตามจำนวนคาถา เช่น กัณฑ์กุมาร 101 คาถา ก็จุดประทีบ 101 ดวง เป็นต้น                ในล้านนา ตามเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของตีนกาที่ใช้เป็นไส้จุดประทีปหรือดังปรากฏในคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์ผางประทีป เล่าว่าเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์มีแม่กาเผือกกำลังกกไข่อยู่บนต้นไม้ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง เกิดมีลมพายุพัดรังกากระจัดกระจาย ไข่ก็ตกลงไปในแม่น้ำแล้วไหลไป แม่กาก็พลัดไปอีกทางหนึ่ง พอลมสงบแม่กาก็หาไข่ไม่พบ ก็ร้องไห้จนขาดใจตาย แล้วไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมบนสวรรค์ ส่วนไข่ 5 ฟอง ก็ถูกแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ (หรือบางตำราว่าคนซักผ้านำเอาไปเลี้ยง) เอาไข่ไปฟักตัวละฟอง พอโตขึ้นต่างก็ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า วันหนึ่งฤาษีทั้ง 5 มาพบกัน ต่างก็ถามถึงความเป็นมาของกันและกัน แต่ก็ไม่มีใครรู้จักแม่ที่แท้จริงของตนเลย จึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ของตนร้อนถึงท้าวพกาพรหมต้องลงมาพบเล่าเรื่องอดีตให้ฟังและบอกว่า ถ้าคิดถึงแม่ให้เอาด้ายดิบทำเป็นรูปตีนกาแล้วจุดไฟในประทีปในวันยี่เพง คือวันเพ็ญเดือน 12  จากเรื่องเล่าดังกล่าวจึงมีการบูชาประทีปในฤดูเทศกาลเดือนยี่เป็ง ชาวบ้านจะนำผางประทีปไปจุดตามวัดและฟังพระธรรมเทศนาอานิสงส์ และยีงมีการตามประทีปและจุดบูชาตามรอบรั้วบ้าน หัวบันไดบ้าน บ่อน้ำ ครัวไฟ โดยกำหนดว่าพอพระเริ่มเทศน์ธัมม์ หรือคัมภีร์อานิสงส์ผางประทีป ก็จะจุดประทีปที่บ้านของตนขึ้นพร้อมกัน ในพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ กล่างถึงการจุดผางประทีปจำนวน 1,000 ดวง ใช้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าวเพื่อสืบอายุเมืองและต้องการให้บ้านเมืองประสบความเจริญรุ่งเรือง เพื่อให้เกิดความสวัสดีมงคลโดยทั่วกัน                                                                 (ข้อมูลจากสารานุกรมไทยภาคเหนือ เล่ม 8 หน้า4072-4075)
เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม 2563 • การดู 20,664 ครั้ง
ความหมายเเละประเภทของเทียนล้านนา
ความหมายเเละประเภทของเทียนล้านนา
เทียน ในแง่ทั่วไปแล้วมักหมายถึงเทียนขี้ผึ้งซึ่งเป็นเครื่องตามไฟที่ฟั่นหรือหล่อด้วยขี้ผึ้งหรือไข มีไส้อยู่ตรงใจกลาง มีลักษณะเป็นแท่ง เทียนขี้ผึ้งในล้านนาหมายถึง เทียนที่สีขึ้นรูปด้วยขี้ผึ้งมีด้ายดิบเป็นไส้ แบ่งตามน้ำหนักและเรียกชื่อตามประโยชน์วิธีใช้ เช่นเทียนเหล้มบาท เทียนเหล้มเฟื้อง เทียนค่าติง เทียนเงิน เทียนฅำ เทียนส่งเคราะห์-รับโชค เทียนกลาง เทียนมงคลซ้าย เทียนมงคลขวา เทียนพรรษา เป็นต้น โดยส่วนใหญ่มักใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อและศาสนา วิธีทำเทียนขี้ผึ้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.การหล่อเทียน โดยใช้เป้าหลอมหรือกระบอกไม้ไผ่ เช่นเทียนพรรษา 2.การสีเทียนด้วยมือ เรียกว่า การฝั้นเทียน หรือ สีเทียน (อ่านว่า “สีเตียน”) อุปกรณ์ที่ใช้ 1.ขี้ผึ้งแท้ หรือขี้ผึ้งผสม ซึ่งมีขายเป็นแผ่นๆ หรือขี้ผึ้งที่ได้จากขี้ผึ้ง นำมาต้ม แล้วคลึงให้เป็นแผ่น แบ่งตามขนาดที่ต้องการใช้ เช่น สลึง เฟื้อง หรือตั้งแต่ 1,2,5,10,300,500 บาท 2.ตั่ง หรือ “ค่อมคะลิก” (ลักษณะคล้ายม้านั่งขนาดเล็ก) ใช้เป็นแท่นสำหรับคลึงเทียน 3.เส้นด้ายดิบ จำนวน 9-27 เส้น หรือเท่าจำนวนอายุ มีขนาดยาวตามความต้องการ ขั้นตอนวิธีทำ 1.นำชิ้นขี้ผึ้งแท้หรือขี้ผึ้งผสมมาตากแดด ต้มหรือผิงไฟ เพื่อให้ขี้ผึ้งอ่อนตัว แล้วจึงนำมาคลึงหรือแผ่ให้เป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ 2.นำเส้นด้ายดิบจำนวน ตั้งแต่ 9-27 เส้น ขนาดยาวตั้งแต่ 15-190 เซนติเมตร (ตามขนาดของเทียน) เป็นไส้กลาง 3.สีขี้ผึ้งบนตั่ง หรือแท่นที่รองรับไม้กระดานตามสะดวก ให้ได้รูปร่างเป็นเทียนตามขนาดที่ต้องการใช้ ถ้าเป็นเทียนขนาดใหญ่ เช่น เทียนพรรษา ใช้เป้าหลอม หรือกระบอกไม้ไผ่ผ่าซีกนำมาประกบกัน  ชื่อเรียกและประโยชน์ใช้ 1.เทียนใช้จุดบูชาพระ เป็นเทียนที่มีขนาดแตกต่างกันไปตามขนาดลักษณะการใช้งาน ซึ่งอาจใช้บูชาพระในพีธีการทั่วไป หรือใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องคารวะ มีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น เทียนเหล้มบาท เทียนเหล้มเฟื้อง เทียนคู่ เทียนกลาง เหลียนเหล้มหน้อย 1.1 เทียนเหล้มบาท คือเทียนที่มีน้ำหนัก 1 บาท ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น ใช้ทำเทียนน้ำมนต์ในงานมงคล,พิธีขึ้นครู(ไหว้ครู) - เทียนน้ำมนต์ หนัก 6 สลึง ถึง 1 บาท - เทียนเงินเทียนทอง หนักแท่งละ 2 บาท พิธีตั้งศาลพระภูมิ จะใช้ เทียนน้ำมนต์ หนัก 4 บาท ไส้ 12 เส้น 1 แท่ง เทียนบูชาทิศ 8 ใช้เทียนขี้ผึ้ง หนัก 1 บาท ไส้ 12 เส้น เป็นต้น 1.2 เทียนคู่ (อ่าน“เตียนกู้”) คือ เทียนที่มีขนาดเล็กกว่าเทียนเหล้มเฟื้อง ในพิธีงานแต่งงานทางเหนือ มีการไหว้บอกผีปู่ย่าทางตระกูลฝ่ายหญิง จะใช้เทียนประกอบพิธีเป็นจำนวนคู่ ประกอบด้วย หมากพลู โดยใช้ครั้งละ 2 แท่ง ใส่สวยดอก คือ กรวยใบตอง บรรจุข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน จัดเป็นเครื่องนำสักการะ เช่น ต้องการจำนวน 24 สวย หรือ 24 กรวย ก็ใช้พลู 4 ใบ หมากสาย 4 ท่อน เทียน 2 คู่ แท่ง ต่อ 1 สวยดอก 1.3 เทียนเหล้มเฟื้อง คือ เทียนที่มีน้ำหนัก 1 เฟื้อง ประโยชน์ใช้เช่นเดียวกับเทียนเหล้มบาท มักใช้ประกอบสวยดอกไม้ 1.4 เทียนกลาง (อ่าน “เตียนก๋าง”) คือเทียนที่มีขนาดย่อมลงไป ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ พิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์ในวันปากปี (ตรงกับวันที่ 16 เมษายนของทุกปี) ชาวบ้านจะใช้เทียนจุดบูชาหน้าพระพุทธรูปเท่ากับจำนวนคนในบ้าน เป็นต้น   1.5 เทียนหน้อย (อ่าน “เตียนหน้อย”) เป็นเทียนที่มีขนาดเล็กที่ใช้ประกอบพิธีที่ต้องใช้เทียนจำนวนมาก เช่นพิธีทำบุญสืบชะตา มักใช้เทียนจำนวนมาก เช่น พิธีทำบุญสืบชะตา มักใช้เทียนจำนวน 109 แท่ง พิธีไหว้ผีปู่ย่า ( เดือน9 ) มีการฟ้อนผีมด ก็ใช้เทียนเหล้มหน้อยประกอบพิธีหรือวันพระ พระภิกษุสงฆ์ลงอุโบสถ ก็ใช้เทียนขนาดกลาง หรือขนาดเล็กประกอบพีธีจุดบูชาพระ 2.เทียนค่าติง (อ่าน “เตียนก้าคิง”) คือเทียนที่มีไส้ทำด้วยเส้นด้ายจำนวนเท่าอายุเจ้าภาพงาน โดยเพิ่มจำนวนมากกว่าอายุ 1 เส้น เช่น ถ้าอายุ 72 ปี ก็ใช้เส้นด้ายจำนวน 73 เส้น มีความยาวเท่าความสูงของเจ้าภาพวัด ตั้งแต่ไรผมถึงฝ่าเท้า ใช้จุดพิธีงานทำบุญสืบชะตาอายุ หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เนื่องจากเทียนชนิดนี้มีขนาดยาวเวลาจุดจึงต้องพาดเทียนไว้กับร่องของก้านกล้วย (ในกรณีที่ไม่อาจทำเทียนค่าติงได้ อาจอนุโลมให้ใช้สีสายค่าติง คือด้ายที่มีจำนวนและขนาดที่จะใช้เป็นไส้เทียนชุบน้ำมันซึ่งเวลาจุดนิยมพาดไว้บนราวแล้วจุดจากด้านล่างขึ้นไป) 3.เทียนจังกอร (อ่าน “เตียนจั๋งก๋อน”) คือเทียนที่มีขนาดเท่ากับเทียนเล่มบาท ใช้จุดที่เมรุหรือกองฟอนเวลาเผา ศพคนตายจำนวน จำนวน 6 เล่ม โดยใช้เป็นปริศนาธรรมเพื่อเผาไฟกิเลส ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ราคะ ตัณหา กิเลส 4.เทียนจาละเม็ด คือ เทียนที่มีน้ำหนักเท่ากับเทียนเล่มบาท ใช้ตามไว้เหนือศีรษะผู้ตาย ถือว่าเป็นไฟประจำชีวิต ใส่เชิงรองไว้จุดเมื่อสิ้นใจ ปัจจุบันมักใช้ตะเกียงน้ำมันแทน 5.เทียนลดเคราะห์ เทียนปูชารับโชค เป็นเทียนที่ทำขึ้น โดยจุดบูชาเพื่อให้อยู่ดีมีสุข หรือทำมาค้าขายได้คล่องมักใช้ด้ายสายสิญจน์จำนวน 27 เส้น เป็นไส้กลาง เพื่อลดเคราะห์จำนวน 27 ตัว ตามจำนวนดาวฤกษ์ 27 กลุ่ม 6.เทียนทำให้คนรักใคร่ เกลียดชัง หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นเทียนที่ทำขึ้น โดยใช้เวทมนตร์คาถาอาคมประกอบ โดยผู้ทำจะต้องเป็นผู้ที่รู้เวทมนตร์คาถาอาคม เรียกว่า มนต์ขาว หรือมนต์ดำ ดังปรากฎในพับหนังสา (สมุดข่อยหรือใบลาน) เทียนประเภทที่ 5-6 มีวิธีการทำที่ยุ่งยากกว่าเทียนขี้ผึ้งธรรมดา คือ ผู้ทำจะต้องเป็นผู้ที่รู้เวทมนตร์คาถา  ก่อนจะทำจะต้องขึ้นขันตั้งหรือทำพิธีบูชาครูก่อน แล้วนำกระดาษสามาเขียนอักขรคาถาหรือยันต์เวทมนตร์ตามที่ได้ศึกษามาแต่โบราณกาลดังปรากฎในตำราที่เรียกว่า พับหนังสา (อ่าน “ปั๊บหนังสา”) ดังกล่าว แล้วตัดตามขนาดของยันต์ นำด้ายสายสิญจน์ตามขนาดต้องการมาพันยันต์ดังกล่าวให้แน่น แล้วใช้ด้ายพันชั้นนอกอีกชั้น แล้วจึงหุ้มด้วยขี้ผึ้งนำมาสีหรือฟั่นให้กลมกลึง ผู้ที่จุดเทียนมักใช้จุดบูชาหน้าพระ หรือบนหัวนอนเป็นเทียนที่ใช้ลดเคราะห์สืบชะตารับโชค ส่วนเทียนที่ทำให้คนรัก หลง หรือ โกรธเกลียดมุ่งทำร้ายกัน มีวิธีการทำเช่นเดียวกับเทียนลดเคราะห์รับโชค แต่จะเปลี่ยนไส้เทียนจากด้ายสายสิญจน์ เป็นชายเสื้อของผู้ที่จะกระทำต่อกัน หรืออาจใช้เส้นผม หรือด้ายตราสังศพแทนก็ได้ สถานที่ที่ใช้จุดอาจเป็นป่าช้า น้ำบ่อร้างทางสามแพร่ง ใต้บันได ในหลุมดิน เป็นต้น ขณะที่จุดจะต้องมีเครื่องสังเวย ซึ่งประกอบด้วยกระทงข้าวปลาอาหารขนมวางไว้ด้วย           การทำเทียนประเภทที่ใช้เวทมนตร์คาถาจะได้ผลตามต้องการหรือไม่นั้น อยู่ที่กำลังใจและกระแสจิตของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตามผลที่ได้ ก็คือ การมีกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไป 7.เทียนพรรษา หรือ เทียนวัสสา เป็นเทียนขี้ผึ้งที่มีขนาดใหญ่วิธีการทำ โดยใช้เป้าหลอมหรือเทียนใส่กระบอกไม้ไผ่ ประโยชน์ใช้เพื่อจุดบูชาพระพุทธรูปในฤดูกาลเข้าพรรษา 8.เทียนที่ใช้ประกอบพิธีการพุทธาภิเษก หรืองานสมโภชพระพุทธรูป เทียนที่ใช้จุดในพิธีการพุทธาภิเษกพระมีชื่อเรียกต่างๆกัน ได้แก่ 8.1 เทียนชัย เป็นเทียนที่มีขนาดใหญ่ สูงประมาณ 156-190 เซนติเมตร ใช้จุดบูชาที่หน้าพระประธาน 8.2 เทียนมงคลซ้าย 8.3 เทียนมงคลขวา 8.4 เทียนโลกุตตร ใช้จำนวน 9 เล่ม จุดบูชาพระรัตนตรัย 8.5 เทียนวิปัสสี 8.6 เทียนส่องญาณ เทียนทั้ง 6 ชนิด ใช้สำหรับพิธีการพุทธาภิเษกหรือสมโภช สูง 1 ศอก ของเจ้าภาพงาน หรือรอบศีรษะพระพุทธรูป คือประมาณ 50 เซนติเมตร และเทียนในพิธีดังกล่าว มักทำด้วยการฟั่นเทียนหรือสีเทียนด้วยมือ   เทียนธูป (อ่าน“เตียนทุบ”) เทียนธูป ในความหมายแบบล้านนายุคก่อนหมายถึงธูป ซึ่งทำโดยใช้ไม้หอมหรือเปลือกไม้หอมหรือดอกไม้แห้ง มาป่นเป็นผง แล้วห่อด้วยกระดาษสีเดียวหรือคาดด้วยกระดาษสีอื่นวนโดยรอบจากส่วนโคนจนถึงปลาย ยาวประมาณ 1 คืบ โตประมาณครึ่งเซนติเมตร ส่วนปลายมักใช้กรรไกรตัดกระดาษหุ้มให้เป็นพู่ ใช้ในการประกอบพิธีต่างๆ รวมไปถึงการจุดบูชาพระด้วย ต่อมาภายหลังนิยมใช้ธูปจีนในการจุดบูชาพระ ทำให้เทียนธูปหรือธูปที่ทำด้วยเปลือกไม้หอมป่นหรือห่อด้วยกระดาษเหลือบทบาทเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องบูชาในเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ในการปรากฎในชุดเครื่องบูชาที่กล่าวเป็นภาษาโวหารปนภาษาบาลีแล้ว มักจะว่า “ธูปปุปฺผาลาชา ดวงดอก เข้าตอกดอกไม้แลลำเทียน” คือ ธูป ดอกไม้ ข้าวตอก และเทียน พบว่ามีการเรียกชื่อว่า เทียนหางหนู ธุปลม และธูปรม อีกด้วย ส่วนธูปอย่างธูปจีนที่ใช้ผงดอกไม้ หอมคลึงติดกับก้านไม้นั้น ทางล้านนายุคก่อนเรียก เทียนแส้ (อ่าน “เตียนแส้”) เทียนอังกอร (อ่าน “เตียนจั๋งก๋อน”) เทียนจังกอร คือเทียนขี้ผึ้งมีไส้ทำด้วยด้ายแบบท้องถิ่น ตัวเทียนมีขนาดยาวประมาณ 1 คืบ เล็กประมาณครึ่งเซนติเมตร จำนวน 12 แท่ง ใช้จุดเมื่อหามศพไปถึงป่าช้าแล้ว โดยจุดบริเวณหัวไม้คานหามศพรอบด้าน เมื่อจุดเทียนครบทุกแท่งแล้วจึงวางผ้าบังสุกุลและนิมนต์พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลนั้นแล้วจึงอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายก่อนที่จะประชุมเพลิง  
เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม 2563 • การดู 33,850 ครั้ง
หล่อเทียนพรรษา
หล่อเทียนพรรษา
พิธีหล่อเทียนพรรษาเเละสมโภชเทียนพรรษา  ในช่วงใกล้ฤดูกาลเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนนิยมทำเทียนขี้ผึ้งไปถวายเป็นเครื่องสักการะเพื่อบูชาพระรัตนตรัย โดยมุ่งหวังว่าอานิสงส์แห่งการให้ทานจะบันดาลให้รับความสุข มีสติปัญญาสว่างไสว ชีวิตรุ่งโรจน์สดใส ดุจแสงไฟจากแท่งเทียนที่ส่องสว่าง  การทำเทียนเพื่อถวายช่วงเทศกาลเข้าพรรษามีมาช้านานแล้ว ในส่วนบุคคลอาจทำถวายเป็นการส่วนตัวหรือถวายในส่วนของครอบครัวโดยไม่มีพิธีรีตองซับซ้อนแต่อย่างใด แต่กรณีที่มีเจ้าภาพร่วมกันจัดทำหรือทำเป็นหมู่คณะ เช่น สถานบัน องค์กร ชุมชน เป็นต้น กรณีนี้มักจะมีพิธีกรรมในการหล่อเทียน ซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อนพิถีพิถัน มีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน                 อันดับแรก ก่อนที่จะทำการหล่อเทียนจะมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น ขี้ผึ้ง ไส้เทียน เบ้าหลอม กระทะ เป็นต้น เมื่อจัดเตรียมแล้วจึงตั้งเตาอั้งโล่และกระทะขี้ผึ้ง    ใกล้ ๆ กันนั้นจะเป็นเบ้าหลอมที่มีไส้เทียนขึงอยู่ส่วนกลางของเบ้าหลอม ในส่วนด้านปากของเบ้าหลอมอาจมีแท่นหรือบันไดให้คนขึ้นไปเทเทียนเหลวเพื่อหล่อได้โดยสะดวก จากนั้นจึงขัดรั้วทำเป็นราชวัตรล้อมรอบบริเวณเบ้าหลอมนั้นให้เป็นปริมณฑล เฉพาะรั้วราชวัตรจะมีทางเข้าทั้งสี่ด้าน    มุมของรั้วจะประดับประดาด้วยฉัตรและธงทิว  รอบๆรั้วมีการนำเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นข่า มาประดับด้วย                 เมื่อถึงเวลาหล่อเทียนมักนิมนต์พระสงฆ์จำนวน ๙ รูป มาทำพิธีสวดชัยมงคลคาถา โดยขณะที่ประธานในพิธีขึ้นไปเริ่มหล่อเทียนเหลวลงในเบ้า   พระสงฆ์จะเริ่มสวดและสวดไปเรื่อย ๆ เมื่อคนอื่น ๆ ที่มาร่วมพิธีตักขี้ผึ้งหล่อตามกันไป  หลังจากที่เทียนเย็นสนิทและแข็งตัวแล้ว จะถูกแกะออกจากเบ้าเพื่อนำไปแกะสลักหรือตกแต่งให้สวยงาม จนได้เวลาเหมาะสมจึงจัดริ้วขบวนแห่เทียนไปถวายที่วัดต่อไป                 การหล่อเทียนเพื่อถวายเป็นเทียนพรรษา  นับเป็นกิจกรรมที่ดีงาม เพราะนอกจากพุทธศาสนิกชนจะได้รับความเอิบอิ่มในกุศลบุญที่จะได้เทียนเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการบูชาแล้ว  ผลพลอยที่ได้ตามมาคือ ได้แสงสว่างเพื่ออำนวยประโยชน์สำหรับพระภิกษุสามเณรในการประกอบศาสนกิจในยามรัตติกาล   และที่สำคัญ คือ ได้ความสมัครสมานสามัคคีของหมู่คณะ นับเป็นผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน   เขียนโดย : อาจารย์สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.
เผยแพร่เมื่อ 30 มิถุนายน 2563 • การดู 17,456 ครั้ง
ดอกข่า
ดอกข่า
ดอกข่า               ดอกไม้ของต้นข่า ออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคม หลังจากที่ได้รับน้ำฝนแรกของปี มีกลิ่นหอมสดชื่น เป็นดอกที่สามารถรับประทานเป็นผักสดได้ ซึ่งจะมีรสเผ็ดร้อน สามารถนำไปนึ่ง/ต้ม จิ้มน้ำพริก ใส่แกงแคได้ ซึ่งอาจจะทราบกันดีว่าข่านั้นนอกจากจะเป็นสมุนไพรประจำบ้านแล้ว ยังเป็นส่วนประกอบเครื่องเทศของอาหารไทย ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะใช้ประโยชน์จากต้นข่าได้ทุกส่วน เเละข่านั้นยังมีฤทธิ์ทางยา หากพูดถึงในส่วนของ"เหง้า" เหง้าแก่นั้น แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง "ดอก"ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน ผลช่วยย่อยอาหาร แก้คลื่นเหียน อาเจียน "ต้น"แก่นำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ทาแก้ปวดเมื่อย เป็นตะคริว ใบมีรสเผ็ดร้อน แก้พยาธิ สารสกัดจากข่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย                ข่านั้นยังเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหารอีกด้วย ใช้ใส่ในต้มข่า ต้มยำ น้ำพริกแกงทุกชนิดใส่ข่าเป็นส่วนประกอบ ยกเว้น แกงเหลืองและแกงกอและทางภาคใต้ที่ไม่นิยมใส่ข่า ช่วยในการดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลา ในภาคเหนือใช้ข่าเป็นเครื่องปรุงของน้ำพริก และอาหารประเภทแกงเกือบทุกชนิด                
เผยแพร่เมื่อ 19 พฤษภาคม 2563 • การดู 19,988 ครั้ง
ประเพณีเข้าอินทขีล
ประเพณีเข้าอินทขีล
         ในช่วงวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ ถึงวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ ของทุกๆปี ชาวล้านนาจะมีพิธีบูชาเสาอินทขีลที่ประดิษฐาน ณ วิหารจตุรมุข ที่ตั้งอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับการบูชาเสาหลักเมืองอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอาณาประชาราษฎร์ตลอดจนเป็นการบูชาเทพยดาอารักษ์ เสื้อบ้านเสื้อเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล และความอุดมสมบูรณ์ในเรือกสวนไร่นา เพราะอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลของการเพาะปลูก         ประเพณีนี้จะมีการนำน้ำส้มป่อย ดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาเสาอิทขีล นอกจากนี้ยังมีการสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า สรงน้ำพระเจดีย์ ใส่บาตรพระประจำวันเกิดและถือโอกาสทำบุญบริจาคทานตามกุศลเจตนาอีกด้วย ดังนั้น ประเพณีบูชาเสาอินทขีลจึงเป็นการหลอมรวมเอาความเชื่อดั้งเดิมกับวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว         เสาอินทขีล เป็นเสาปูนปั้นตั้งอยู่กลางวิหารอินทขีลในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร แต่เดิมมีเฉพาะเสาล้วน ๆ ต่อมามีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงามโดยมีครูบาอภิชัยขาวปีเป็นประธาน พร้อมนั้นพลตรีเจ้าราชบุตร ได้นำพระพุทธรูปปางขอฝน (พระคันธาราษฎร์) ขึ้นประดิษฐานบนเสานั้น แต่ปัจจุบันที่เห็นเป็นพระพุทธรูปปางรำพึง           กล่าวถึงเสาอินทขีล ในความเป็นจริงแล้วมิได้มีเฉพาะเสาอินทขีลที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่เท่านั้น หากแต่ยังมีที่ประตูเมืองทั้งห้าของเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งแจ่งเมืองทั้งสี่ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาของศาสตราจารย์ ดร.อุดม  รุ่งเรืองศรี  พบว่าทุกประตูเมืองมีเสาอินทขีล ยกเว้นประตูท่าแพซึ่งมีการเคลื่อนย้ายไป (น่าจะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงใหม่) ในครั้งที่มีการสร้างประตูท่าแพขึ้นใหม่ ส่วนที่แจ่งต่าง ๆ ที่พบแล้วมีปรากฏที่แจ่งหัวรินและแจ่งกระต๊ำ           อย่างไรก็ตาม เสาอินทขีลที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่ เสาอินทขีลที่ตั้งอยู่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งมีการเขียนตำนานเล่าความเป็นมาว่าเดิมเป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี(เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่าง ๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก คราวนี้พระอินทร์ให้ชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง (กะทะ) ขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้มากพอ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” หล่อรูปสัตว์นานาอาทิ ช้าง ม้า  วัว  ควาย  เป็ด  ไก่   หมู  หมา  แพะ  แกะ  กวาง  ลิง  รวมทั้งปลา  ปู  หอย  กุ้ง  จระเข้  มังกร  ตลอดจนตะขาบ  แมลงป่อง  ลงใส่ในอ่างข้างจากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง  ๙  ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการะบูชาแก่ชาวเมือง           ในส่วนของประวัติศาสตร์ เมื่อสืบค้นดูพบเรื่องของอินทขีลในเอกสารโบราณ โดยเฉพาะตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับวัดพระงามผูกที่  ๗  และผูกที่  ๘  โดยข้อความตอนหนึ่งในผูกที่  ๗  กล่าวถึงการสร้างพระวิหารอินทขีล  ดังความว่า  “…เถิงศักราช  ๑๑๕๖  ตัว ปีกาบยี (พ.ศ. ๒๓๓๗  ปีขาล ฉศก) เดือน  ๘  เพ็ง (วันเพ็ญเดือน  ๖  ของภาคกลาง) เม็งวัน  ๑  (อาทิตย์)  ปฐมมูลศรัทธาเจ้ามหาอุปราชาได้สร้างพระวิหารวัดอินทขีล”  และข้อความอีกตอนหนึ่งในผูกเดียวกันว่า (ศักราช  ๑๑๖๖  คือ  พ.ศ.  ๒๓๔๗) … อยู่เถิงเดือน  ๕  เพง (วันเพ็ญเดือน  ๓  ของภาคกลาง) เม็งวัน  ๕  (พฤหัสบดี) ปฐมมหามูลสัทธาสมเด็จพระเป็นเจ้าเชียงใหม่องค์เป็นพระวรราชเชฎฐาธิราชะได้สร้างอารามวัดอินทขีล” ในช่วง พ.ศ. ๒๓๓๗ และพ.ศ. ๒๓๔๗  เป็นช่วงสมัยของพระเจ้ากาวิละ และหลังจากนั้น ในผูกที่  ๘  มีข้อความกล่าวถึงการยกมณฑปหออินทขีลในพ.ศ. ๒๓๖๐  ว่า  (ศักราช  ๑๑๗๙)  “…ยามนั้นยกมัณฑัปปะหออินทขีล แลแรกก่อสร้างยังเจติยะธาตุเจ้ายังวัดพระสิงห์”  ซึ่งพ.ศ.นี้ เป็นช่วงหลังสมัยพระเจ้ากาวิละเพราะพระองค์สวรรคตปี พ.ศ. ๒๓๕๘           ประเด็นในความเป็นมายังมีรายละเอียดซับซ้อนอีกมาก ซึ่งคงต้องศึกษาอย่างรอบคอบต่อไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง  สิ่งที่โบราณท่านสะท้อนความคิดออกไว้เป็นที่ชัดเจนว่า บุคคลไม่ว่าชาติใด ภพใด สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์บกสัตว์น้ำหรือแมลงที่อาศัยอยู่ใน อ่างขาง คือแผ่นดินที่มีทิวเขาล้อมรอบแห่งนี้ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งสิ้น เสาอินทขีลที่สร้างขึ้นนั้นมิได้หมายถึงเสาอย่างที่อยู่กำแพงเมือง แต่เป็นเสาแห่งปฏิญญาคือ “ความมั่นคง”  ทุกชีวิตไม่ว่าจะมาจากไหนจะต้องสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวในเมืองนี้ ซึ่งทุก ๆ ปี ทุกคนทุกหมู่เหล่าจะมาทำพิธีเพื่อแสดงถึงสามัคคีธรรม ณ ข่วงอินทขีล ที่มีเสาอินทขีล เสาแห่งปฏิญญาฟ้าเวียงพิงค์   สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่          
เผยแพร่เมื่อ 15 พฤษภาคม 2563 • การดู 3,394 ครั้ง
เอื้องงวงช้าง
เอื้องงวงช้าง
เอื้องงวงช้าง                     มีชื่อท้องถิ่นว่า เอื้องสาย , เอื้องงวงช้าง, พอทุกิ, มอกคำเครือ, สายไหม เป็นประเภทกล้วยไม้ที่อิงอาศัยต้นไม้อื่นอยู่ รูปร่างเป็นลำต้นลำลูกกล้วย เรียวยาวห้อยลง ใบ มีลักษณะใบหอกแกมรูปไข่ ปลายแหลม ช่วงออกดอกจะทิ้งใบ ดอกสีขาว ออกดอกเป็นช่อ กลีบปากสีม่วงจาง ช่อดอกสั้นมาก มี 2-3 ดอก กลีบดอกรูปใบหอก สีขาว ปลายแหลม กลีบปากรูปทรงเกือบกลม สีม่วงซีด แผ่นกลีบเป็นขนละเอียด โคนกลีบมีลายสีเข้ม กลีบม้วนเข้าจนหุ้มเส้าเกสรที่อ้วนและสั้น ฤดูออกดอกจะอยู่ในช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน ประเภทป่าที่พบ เป็นป่าเต็งรัง,ป่าเบญจพรรณ,ป่าเต็งรังผสมสน ข้อมูลอ้างอิง : Orchid Maejo University
เผยแพร่เมื่อ 13 พฤษภาคม 2563 • การดู 2,018 ครั้ง
หมากพู้ (ชู้หมาก)
หมากพู้ (ชู้หมาก)
หมากพู้                        ทางภาคกลาง เรียกว่า หมากผู้หมากเมีย เป็นไม้พุ่ม ลำตั้งต้นตรงไม่แตกกิ่งก้านสาขา สูงประมาณ 1 - 3 เมตร ใบออกส่วนบนของต้น แตกเป็นวงสลับกันไปรอบๆ ลำต้น ใบยาวแหลม ยาวประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร กว้าง 5 - 10 เซนติเมตร สีม่วงแดง หรือเขียว ดอกออกเป็นช่อที่ยอด สีม่วงแดงหรือชมพูหรือสลับด้วยสีเหลืองอ่อน ผลทรงกลม ฉ่ำน้ำ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ         ชาวล้านนานิยมใช้มาปักแจกัน หรือ “หม้อไหดอก” ไว้บน “หิ้งพระเจ้า” หรือใช้ปักบนก๋วยฉลาก ส่วนดอกหมากพู้นิยมนำมาใส่แกงแค (แกงชนิดหนึ่งมีผักหลายอย่างรวมกัน)         หมากพู้นี้บ้างก็เรียกว่า ชู้หมาก อ่านว่า “จู๊หมาก”         สรรพคุณทางยา เช่น ห้ามเลือด แก้บวมอักเสบ แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้ไอเป็นเลือด ปัสสาวะทางเลือด แผลบวมจากการหกล้ม แต่สตรีมีครรภ์ไม่ควรกิน   ข้อมูลอ้างอิง : สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือ เล่มที่ 13 
เผยแพร่เมื่อ 12 พฤษภาคม 2563 • การดู 2,662 ครั้ง