ดอกสัก

การกิน การอยู่ เครื่องนุ่งห่ม


ทั้งหมด 21 รายการ
 
 
หลังคาตองตึง หลังคาตองตึง
หลังคาตองตึง

หลังคาตองตึง          หลังคาตองตึงทำมาจากใบต้นตองตึงคือต้นพลวงในภาษากลางมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ20–30เมตรเป็นพันธุ์ไม้หลักของป่าเบญจพรรณแล้งป่าเต็งรังหรือป่าแดงที่สูงจากระดับน้ำทะเล100-600เมตร           หลังคาตองตึงใช้แพร่หลายในจังหวัดทางภาคเหนือโดยเฉพาะปัจจุบันยังพบเรือนตามชนบทของจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่อนสอนกระบวนการทำหลังคาตองตึงเกิดขึ้นในหน้าแล้งประมาณเดือนธันวาคม–มีนาคมเป็นช่วงที่ใบตองตึงกำลังร่วงเพื่อผลัดเปลี่ยนใบใหม่โดยตอนเช้าเวลาประมาณ6.00–8.00น.จะเริ่มเข้าป่าเพื่อไปเก็บใบตองตึงแห้งที่ร่วงซึ่งในช่วงเช้าของฤดูหนาวหมอกและไอน้ำช่วยให้ใบตองตึงที่แห้งอ่อนตัวลง การคัดเลือกใบไม้ที่ร่วงจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์เพราะในป่ามีพันธุ์ไม้หลากหลายโดยเฉพาะรูปทรงของใบสักใบเหียงใบตองตึงมีลักษณะคล้ายคลึงกันใบตองตึงที่นำมาใช้ได้ต้องมีขนาดใบค่อนข้างใหญ่ความกว้างของใบประมาณ20เซนติเมตรขึ้นไปก้านใบแข็งรูปใบสมบูรณ์ก่อนที่จะเย็บตองตึงนำใบตองตึงที่เก็บมาฉีดน้ำให้ทั่วพักไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง–1ชั่วโมงจากนั้นนำมาเย็บติดกับก้านไม้ไผ่ความยาวประมาณ2–3เมตรด้วยตอกเส้นที่ทำมาจากไม้ไผ่ การติดตั้งหลังคาตองตึงใช้วิธีการมัดด้วยตอกยึดแกนไม้ไผ่ของตับหลังคาเข้ากับไม้ก้านฝ้าข้อดีคือมีน้ำหนักเบาเป็นหลังคาที่ระบายอากาศได้ดีภายในตัวเรือนเย็นสบายมีอายุการใช้งาน3–5ปีหากทำกันเองในครัวเรือนก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายปัจจุบันพบเรือนที่ยังมุงหลังคาตองตึงที่บ้านเมืองปอนอำเภอขุนยวมจังหวัดแม่ฮ่องสอน  
เผยแพร่เมื่อ 5 มกราคม 2564 • การดู 82 ครั้ง
กุบ
กุบ

กุบหมายถึงหมวกที่มีปีกซึ่งทำจากไม้ไผ่สานประกบกัน2ชิ้นแล้วกรุด้วยวัสดุจำพวกใบไม้ที่สวมสานด้วยไม้ไผ่และกุบจะมี”หย่อง”คือโครงสานสำหรับสวมหัวซึ่งจะผูกติดกับกุบไว้ซึ่งดังในภาพนี้เรียกว่ากุบใบลานคือหมวกที่ใช้ใบลานกรุบนโครงไม้ไผ่สานในสมัยก่อนอาจกล่าวได้ว่ากุบเป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวบ้านทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ความสำคัญของกุบลดน้อยลงไปด้วยหากไม่นับชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ยังใช้กุบในชีวิตประจำวันผู้ที่ใช้กุบในปัจจุบันก็คงมีแต่ชาวไร่ชาวสวนและชาวนาเท่านั้น หากใช้คำว่ากุบร่วมกับคำอื่นก็จะได้ความหมายใหม่ซึ่งอาจจะใกล้เคียงกับคำเดิมเช่น ทือกุบหมายถึงมียศมีตำแหน่งกุบกะแอ หมายถึงหมวกปีกกว้างส่วนกลางทำเป็นยอดแหลม กุบแข่หมายถึงหมวกที่ไม่มีปีกหรือหมวกแบบจีน กุบจิกฅำหมายถึงหมวกที่มีปีกยอดแหลมประดับทองและมีโครงเป็นไม้ไผ่สานกรุด้วยกระดาษสาทาด้วยรักหรือชาดให้หนามียันต์ปิดทองใช้เป็นเครื่องประกอบยศหรือใช้ในการออกศึก กุบชีโวหมายถึงหมวกจีโบหรือหมวกที่ทำจากขนสัตว์ส่วนข้างๆหมวกจะยาวลงมาปกหูเพื่อกันความหนาวแต่สามารถม้วนขึ้นได้ถ้าไม่ใช้   ข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่1
เผยแพร่เมื่อ 8 ธันวาคม 2563 • การดู 192 ครั้ง
ว่าว ว่าวลมของเล่นในวัยเด็ก
ว่าว ว่าวลมของเล่นในวัยเด็ก

ว่าว/ว่าวลม เป็นเครื่องเล่นที่นิยมของเด็กโดยเฉพาะในหมู่เด็กชายนิยมเล่นกันในช่วงเดือนยี่สามและสี่คือตรงกับเดือนสิบสองอ้ายและเดือนยี่ของภาคกลางคือเวลาประมาณเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคมนั่นเองซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงกำลังเกี่ยวข้าวและเสร็จจากการเกี่ยวข้าวแล้วเด็กผู้ชายก็จะทำว่าวมาชักประกวดแข่งขันกันว่าว่าวของใครสูงและลอยนิ่งอยู่ในอากาศได้ดีที่สุด ว่าวที่เด็กทำขึ้นมีอยู่2แบบคือว่าวอี่หลุ้มซึ่งเป็นว่าวโครงไม้ไผ่ตรงกับว่าวอีลุ้มคือว่าวชนิดไม่มีหางและว่าวอี่หางคือว่าวอย่างเดียวกับว่าวอี่หลุ้มเพียงแต่มีหางเพิ่มขึ้นเท่านั้นในการเล่นว่าวนั้นวิธีการเล่นจะแยกไปตามระดับของผู้เล่นถ้าเด็กเล็กเล่นก็จะเล่นว่าวอี่หางคือว่าวที่มีหางเพราะว่าวจะทรงตัวในอากาศได้ดีกว่าว่าวอี่หลุ้มโดยมักจะให้ผู้ใหญ่นำเอาว่าวผูกกับเชือกที่ไม่ยาวมากนักไปโยงกับไม้แล้วยกตั้งขึ้นให้ลอยล้อลมพอเป็นเด็กระดับโตขึ้นมาอาจจะเล่นว่าวพลิกแพลงกว่าโดยเล่นว่าวอี่หลุ้มเพราะว่าวมักจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาต้องคอยดึงเชือกบังคับให้ลอยขึ้นสูงเมื่อมีประสบการณ์บังคับว่าวสูงขึ้นแล้วก็มักจะเล่นบังคับว่าวของตนไปตัดสายว่าวของผู้อื่นโดยทำป่านแก้วคือนำเศษแก้วมาจำให้ละเอียดคลุกกับแป้งเปียกแล้วเอาเชือกว่าวในส่วนที่คาดว่าจะใช้ไปตัดสายป่านว่าวตัวอื่นได้   ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่12
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2563 • การดู 120 ครั้ง
ข้าวเเคบ
ข้าวเเคบ

“ข้าวแคบ” มีลักษณะคล้ายแผ่นโรตีสายไหมแต่บางกว่าแข็งกว่าและใสกว่า  เหตุผลที่ต้องทำข้าวแคบเเละข้าวควบในช่วงฤดูร้อนก่อนเทศกาลปีใหม่เมืองนั้นคาดว่าเพราะในช่วงฤดูร้อนนั้นมีแสงแดดที่ร้อนจัดเพียงพอที่จะตากข้าวควบข้าวแคบให้แห้งได้ภายในวันเดียวซึ่งในฤดูกาลอื่นๆนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากในฤดูฝน ก็มีทั้งฝนตกและความชื้นสูงส่วนในฤดูหนาวนั้นกลางคืนจะยาวกว่ากลางวันถึงเเม้แสงแดดในเวลากลางวันจะร้อนจัดแต่ระยะเวลากว่าที่แสงแดดจะส่องทำให้ข้าวเเคบสุกได้  วิธีการทำข้าวเเคบ 1.แช่ข้าวเหนียวประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปโม่หินหรือไฟฟ้า หรือตำด้วยครกกระเดื่องจนเป็นแป้งหรืออาจจะใช้แป้งข้าวเหนียวสำเร็จรูปก็ได้เเล้วนำมาผสมน้ำเปล่าสะอาดจนเหลวเป็นน้ำแป้งเติมเกลือลงไปเล็กน้อยตามใจชอบพิจารณาจากการนำไปใช้เช่นข้าวแคบหนาหรือข้าวแคบพันข้าวเหนียวจะต้องมีรสเค็มกว่าข้าวแคบที่ใช้พันหมี่ซึ่งข้าวแคบพันหมี่มักนิยมทำแผ่นบางและรสจืด 2.การเตรียมเตาและหม้อดินใช้เตาปั้นด้วยดินสำหรับใช้กับฟืนตั้งกะทะใส่น้ำวางหม้อดินปากแคบลักษณะครึ่งใบไม่มีก้นลงไปในกระทะเติมน้ำให้เหลือขอบกระทะประมาณ๒นิ้วปากหม้อขึงผ้าขาวบางให้ตึงตั้งไฟจนน้ำเดือดให้มีไอน้ำผ่านขึ้นมาเจาะรูผ้าขาวบางปากหม้อประมาณ๒นิ้วเพื่อให้ไอน้ำผ่านออกมาได้ แล้วจึงจะใช้ทัพพีตักน้ำข้าวแป้งมาละเลงบนผ้าขาวบางให้เป็นแผ่นกลมพอประมาณไม่หนามากมันจะคล้ายๆกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อเรียกว่า“การไล้ข้าวแป้ง”คนที่ทำเก่งๆนั้นจะไล้ข้าวแป้งเป็นแผ่นกลมสวยเสมอกัน 3. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีใสขึ้นและผิวหน้าเริ่มแห้งแสดงว่าข้าวแคบนั้นสุกแล้วก็จะใช้ไม้ช้อนเช็ดด้วยเปลือกไม้งิ้วเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวแป้งติดไม้แล้วยกแผ่นแป้งขึ้นและต้องพลิกไม้ขึ้นเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งไหลหลุดจากไม้จากนั้นจึงนำไปแผ่นบนไพคาโดยวางแผ่นแป้งด้านที่แห้งนั้นลงบนไพคา 4. เมื่อไล้ข้าวแคบและช้อนข้าวแคบไปวางบนไพคาจนเต็มแล้วก็จะยกไพคาไปตากแดดถ้าแดดแรงจัดก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันแผ่นข้าวแคบก็จะแห้งต้องคอยพลิกแผ่นข้าวแคบให้แห้งทั่วทั้งแผ่นเมื่อแห้งดีแล้วก็จะเก็บใส่กระบุงเก็บไว้ใช้งานต่อไป (เวลาจะรับประทานข้าวแคบในสมัยก่อนจะนำมาปิ้งไฟแล้วบดให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ(ภาษาพื้นบ้านของชาวลับแลเรียกว่า“การเนียงข้าวแคบ”) ใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวเหนียวใส่หมูปิ้งก็ได้เป็นอาหารเช้าที่รับประทานในหนึ่งมื้อได้เลยเหมือนกับกับข้าวอย่างอื่น) ความเเตกต่างของข้าวเเคบเเละข้าวควบ “ข้าวแคบ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542ได้ให้ความหมายไว้ว่าคือ"ข้าวเกรียบที่มีรสเค็มๆอย่างข้าวเกรียบกุ้ง"เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ "ข้าวแคบ"เป็นของกินชนิดหนึ่งที่ทำด้วยแป้งข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวเป็นแผ่นตากให้แห้ง “ข้าวแคบ” มีอยู่๒ชนิดชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าจะเป็นแผ่นบางๆรสจืดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๖นิ้วอีกชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเหนียวเป็นแผ่นหนากว่ามีรสเค็มและมีขนาดเล็กกว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๓นิ้วปัจจุบันผู้ทำข้าวแคบบางคนอาจปรุงรสเผ็ดเค็มเปรี้ยวหรือหวานเล็กน้อยลงไปก่อนที่จะทำให้สุกเป็นแผ่น ขอบคุณข้อมูลจากCultureLampang     
เผยแพร่เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2563 • การดู 155 ครั้ง
กลองหลวง
กลองหลวง

กลองหลวงเป็นกลองหน้าเดียวมีขนาดใหญ่เเละยาวมากอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลองที่มีขนาดใหญ่เเละยาวที่สุดของประเทศไทยก็ว่าได้กลองหลวงเดิมนั้นเป็นที่นิยมกันในหมู่ชาว"ไทยอง"หรือเรียกอีกอย่างว่า"กลองห้ามมาร"อาจเนื่องจากเป็นกลองที่ใช้ตีสำหรับเวลามีงานบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นงานสมโภชพระธาตุงานปอยหลวงเป็นต้นงานเหล่านี้จะมีการนิมนต์พระอุปคุตซึ่งใช้หินจากแม่น้ำเป็นตัวแทนมาไว้ที่หออุปคุตในบริเวณจัดงานเพื่อห้ามมิให้เหล่ามารเข้ามาทำลายพิธีงานบุญได้เเละในการเเห่ก็จะใช้กลองหลวงด้วย ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่3
เผยแพร่เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2563 • การดู 181 ครั้ง
ดอกข่า
ดอกข่า

ดอกข่า        ดอกไม้ของต้นข่าออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมหลังจากที่ได้รับน้ำฝนแรกของปีมีกลิ่นหอมสดชื่น เป็นดอกที่สามารถรับประทานเป็นผักสดได้ซึ่งจะมีรสเผ็ดร้อนสามารถนำไปนึ่ง/ต้มจิ้มน้ำพริกใส่แกงแคได้ซึ่งอาจจะทราบกันดีว่าข่านั้นนอกจากจะเป็นสมุนไพรประจำบ้านแล้วยังเป็นส่วนประกอบเครื่องเทศของอาหารไทย ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะใช้ประโยชน์จากต้นข่าได้ทุกส่วนเเละข่านั้นยังมีฤทธิ์ทางยาหากพูดถึงในส่วนของ"เหง้า"เหง้าแก่นั้นแก้ปวดท้องจุกเสียดแน่นท้อง"ดอก"ใช้ทาแก้กลากเกลื้อนผลช่วยย่อยอาหารแก้คลื่นเหียนอาเจียน"ต้น"แก่นำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวทาแก้ปวดเมื่อยเป็นตะคริวใบมีรสเผ็ดร้อนแก้พยาธิสารสกัดจากข่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย         ข่านั้นยังเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหารอีกด้วย ใช้ใส่ในต้มข่าต้มยำน้ำพริกแกงทุกชนิดใส่ข่าเป็นส่วนประกอบยกเว้นแกงเหลืองและแกงกอและทางภาคใต้ที่ไม่นิยมใส่ข่าช่วยในการดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลาในภาคเหนือใช้ข่าเป็นเครื่องปรุงของน้ำพริกและอาหารประเภทแกงเกือบทุกชนิด          
เผยแพร่เมื่อ 19 พฤษภาคม 2563 • การดู 1,558 ครั้ง
เอื้องงวงช้าง
เอื้องงวงช้าง

เอื้องงวงช้าง            มีชื่อท้องถิ่นว่าเอื้องสาย,เอื้องงวงช้าง,พอทุกิ,มอกคำเครือ,สายไหมเป็นประเภทกล้วยไม้ที่อิงอาศัยต้นไม้อื่นอยู่รูปร่างเป็นลำต้นลำลูกกล้วยเรียวยาวห้อยลง ใบมีลักษณะใบหอกแกมรูปไข่ปลายแหลมช่วงออกดอกจะทิ้งใบดอกสีขาวออกดอกเป็นช่อกลีบปากสีม่วงจางช่อดอกสั้นมากมี2-3ดอกกลีบดอกรูปใบหอกสีขาวปลายแหลมกลีบปากรูปทรงเกือบกลมสีม่วงซีดแผ่นกลีบเป็นขนละเอียดโคนกลีบมีลายสีเข้มกลีบม้วนเข้าจนหุ้มเส้าเกสรที่อ้วนและสั้น ฤดูออกดอกจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ประเภทป่าที่พบเป็นป่าเต็งรัง,ป่าเบญจพรรณ,ป่าเต็งรังผสมสน ข้อมูลอ้างอิง:OrchidMaejoUniversity
เผยแพร่เมื่อ 13 พฤษภาคม 2563 • การดู 335 ครั้ง
หมากพู้ (ชู้หมาก)
หมากพู้ (ชู้หมาก)

หมากพู้              ทางภาคกลางเรียกว่าหมากผู้หมากเมียเป็นไม้พุ่มลำตั้งต้นตรงไม่แตกกิ่งก้านสาขาสูงประมาณ1-3เมตรใบออกส่วนบนของต้นแตกเป็นวงสลับกันไปรอบๆลำต้นใบยาวแหลมยาวประมาณ30-50เซนติเมตรกว้าง5-10เซนติเมตรสีม่วงแดงหรือเขียวดอกออกเป็นช่อที่ยอดสีม่วงแดงหรือชมพูหรือสลับด้วยสีเหลืองอ่อนผลทรงกลมฉ่ำน้ำนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ     ชาวล้านนานิยมใช้มาปักแจกันหรือ“หม้อไหดอก” ไว้บน“หิ้งพระเจ้า”หรือใช้ปักบนก๋วยฉลากส่วนดอกหมากพู้นิยมนำมาใส่แกงแค(แกงชนิดหนึ่งมีผักหลายอย่างรวมกัน)     หมากพู้นี้บ้างก็เรียกว่าชู้หมากอ่านว่า“จู๊หมาก”     สรรพคุณทางยาเช่นห้ามเลือดแก้บวมอักเสบแก้บิดถ่ายเป็นเลือดแก้ไอเป็นเลือดปัสสาวะทางเลือดแผลบวมจากการหกล้มแต่สตรีมีครรภ์ไม่ควรกิน   ข้อมูลอ้างอิง:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่13 
เผยแพร่เมื่อ 12 พฤษภาคม 2563 • การดู 547 ครั้ง
ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง) ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง)
ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง)

ตำบ่าม่วง คือตำมะม่วงโดยเอาผลมะม่วงดิบมาปอกเปลือกออกสับแล้วฝานให้เป็นเส้นบางๆแล้วนำมาปลาย่างพริกแห้งหอมกระเทียมปลาร้าทั้งหมดย่างไฟให้สุกนำมาโขลกรวมจนละเอียดดีแล้ว(หรือใช้น้ำพริกตาแดงสำเร็จ)นำน้ำอ้อยลงโขลกด้วยจากนั้นนำมะม่วงลงไปตำคลุกเคล้าจนเข้ากันปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาตามใจชอบก็รับประทานได้แล้วนิยมรับประทานกับใบชะพลูยอดชะอมหน่อข่าดอกผักฮ้วนยอดผักเซียงดาเป็นต้น *บางสูตรอาจใส่กะปิด้วยเครื่องปรุงของตำมะม่วงนี้สามารถใช้กับตำกระท้อนตำมะยมและตำมะปรางได้ด้วย ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่๕หน้า๒๔๐๙
เผยแพร่เมื่อ 23 เมษายน 2563 • การดู 593 ครั้ง
ความหมายของต้นเขืองหรือต้นเต่าร้าง
ความหมายของต้นเขืองหรือต้นเต่าร้าง

“ต้นเขือง”(ต้นเต่าร้าง) เต่าร้าง(ชื่อวิทยาศาสตร์:Caryotaurens)เป็นพืชในวงศ์Palmaeเป็นปาล์มต้นเดี่ยวขนาดใหญ่ไม่มีหนามปล้องบนลำต้นยาวแผ่นใบเป็นร่องรูปตัวVใบประกอบแบบขนนก๒ชั้นก้านใบยาวขนาดใหญ่ออกดอกแล้วตายดอกช่อแยกเพศผลสุกสีแดงพบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ศรีลังกาอินเดียตอนใต้ของจีนไทยและเวียดนาม เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างและทำเครื่องมือทางการเกษตรเป็นไม้ประดับช่อดอกปาดเอาน้ำหวานมาผลิตน้ำตาลได้ใบใช้มุงหลังคาทำเชือกยอดอ่อนต้มรับประทานได้ทางภาคใต้นำยอดนำมาต้มกะทิกับกุ้งขนที่ผลเมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดผื่นแดงและคัน ด้านความเชื่อแบบล้านนาจะนำตุงกระดาษมามัดกับก้านเขืองปักบนเจดีย์ทรายในวันเข้าวัดทำบุญในวันมหาสงกรานต์ตามประเพณีความเชื่อแบบล้านนา ประโยชน์ เป็นไม้ประดับ ด้านอาหารรสชาติของยอดเต่าร้างจะคล้ายกับยอดมะพร้าวสามารถนํามาต้มจิ้มน้ําพริกหรือแกงได้ชาวบ้านนิยมนํามาใช้แทนยอดมะพร้าว ข้อควรระวังเปลือกผลทำให้ระคายเคืองลําต้นของต้นเต่าร้างจะมีขนและพิษคันถ้าโดนมือจะทําให้คันมากบางคนมีอาการแพ้ชาวบ้านจะเอาส่วนที่มีขนออกให้หมดก่อนจึงจะนํามารับประทานได้ สรรพคุณ หัวและรากมีรสหวานเย็นขมดับพิษที่ตับปอดและหัวใจพิการได้ดี   อ้างอิงจาก: https://www.m-culture.go.th/uthaithani/ewt_news.php?nid=232    
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 2,833 ครั้ง
เมนูอาหารจากบ่าลิดไม้
เมนูอาหารจากบ่าลิดไม้

บ่าลิดไม้หรือบ่าลิ้นไม้หรือลิ้นฟ้าบางครั้งใช้คำว่า”ฝัก”แทนคำว่า“บ่า”เช่นฝักลิดไม้ฝักลิ้นฟ้าตรงกับภาษาไทยกลางเรียกว่าเพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง4-12เมตรเปลือกลำต้นสีเทาเรียบแตกเป็นร่องตื้นๆลำต้นและกิ่งมีรอยแตกเป็นช่องอากาศ“ใบ”เป็นใบประกอบแบบขนนกสามชั้นมีใบยอ่ย5ใบรูปไข่ปลายแหลมโคนใบสอบเข้าและเบี้ยว“ดอก”ออกตรงปลายยอดเป็นช่อที่มีขนาดใหญ่ก้านช่อดอกยาว1-2เมตรจะบานพร้อมกันครั้งละ2-3ดอกเท่านั้น ส่วนของบ่าลิดไม้ที่ใช้เป็นอาหารได้แก่ฝักอ่อนโดยนำไปเฝาไฟให้ไหม้เกรียมและขูดผิวที่ไหม้ไฟออกหั่นแล้วใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกเช่นน้ำพริกปลาหรือลาบวัวลาบควายหรือหั่นฝอยใช้ผัดร่วมกับหน่อไม้จะมีรสขมแต่ลำขนาดดอกบ่าลิดไม้ลวกกินกับน้ำพริกยำใส่ไข่หรือนำไปใส่เครื่องปรุงแล้วห่อใบตองปิ้งไฟเรียกแอ็บดอกบ่าลิดไม้ส่วน”ลำต้น”นั้นใช้ทำลาบวัวลาบควายซึ่งถ้าเป็นเนื้อที่ค้างคืนจะช่วยให้เนื้อจับกันไม่เละและช่วยชูรสอีกเสียด้วย ประโยชน์ทางสมุนไพรคือเปลือกต้นลิดไม้ที่มีรสฝาดเย็นและขมเล็กน้อยเป็นยาสมานแผลดับพิษส่วน”ราก”ใช้เป็นยาบำรุงธาตุทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร“ผล”เป็นฝักรูปร่างแบนยาวคล้ายดาบปลายฝักเรียวแหลมห้อยลง บ่าลิดไม้จะออกดอกเดือนมิถุนายน-ธันวาคมและออกผลเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์เป็นพืชที่มักพบในป่าผสมผลัดใบป่าแดงป่าทุ่งและบริเวณไร่สวน (ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม๑๑)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 240 ครั้ง
ขนุนในความเชื่อของคนล้านนา
ขนุนในความเชื่อของคนล้านนา

“ขนุน”หรือกำเมืองเขาว่า“บ่าหนุน”เป็นไม้ยืนต้นที่พบเห็นโดยทั่วไปนับเป็นต้นไม้ที่มีบทบาทมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลที่มีการนำรากและแก่นขนุนมาต้มเพื่อเป็นน้ำย้อมสบงจีวรของพระสงฆ์ตั้งแต่สมัยนั้นชื่อเรียกอีกอย่างคือ"หมากลาง" ประโยชน์ของขนุน “ราก”ใช้ย้อมผ้าสบงจีวรของพระสงฆ์โดยต้มเคี่ยวให้ได้น้ำสีเหลืองออกมาลที่เรียก"สีย้อมฝาด"(กาสาวพัตร์)แล้วเอาผ้าลงย้อมสรรพคุณทางยาจะดับน้ำกินแก้ท้องเสียแก้ไข้บำรุงเลือดและขี้เถ้าของรากขนุนใช้เป็นยารักษาแผลได้ด้วย“ลำต้น”ไม้ขนุนนิยมใช้เป็นสิ่งก่อสร้างเพราะปลวกและราไม่ขึ้นแก่นของขนุนเป็นสมุนไพรบำรุงกำลังบำรุงเลือดแก้ลมชักเป็นต้น ส่วนของ“ใบ”ใบอ่อนของขนุนใช้รับประทานกับส้มตำแกงโฮะจิ้มน้ำพริกเป็นเครื่องเคียงอาหารประเภทลาบใบแก่ใช้ต้มน้ำให้สัตว์กินช่วยขับน้ำนมใช้เผาร่วมกับซังข้าวโพดและกะลามะพร้าวให้ได้ขี้เถ้าเพื่อใช้เป็นยารักษาแผลเรื้อรังในสัตว์เลี้ยงและเป็นอาหารสัตว์ ส่วนของ“ผล”ผลดิบที่ยังอ่อนใช้กินเป็นผักจิ้มน้ำพริกขนาดโตขึ้นใช้ทำอาหารทั้งแกงตำหรือยำที่เรียกว่าแก๊งบ่าหนุนตำบ่าหนุนหรือยำบ่าหนุนสรรพคุณทางยาผลสดใช้เป็นยาฝาดสมานและแก้ท้องเสียผลสุกเป็นอาหารประเภทผลไม้เมล็ดใช้ต้มหรือเผารับประทานเป็นอาหารว่าง ความเชื่อเกี่ยวกับขนุนคือชาวล้านนานิยมปลูกขนุนไว้ในบริเวณบ้านโดยปลูกไว้ด้านทิศตะวันตกจะเป็นมงคลด้วยเชื่อว่าจะมีคนคอยช่วยเหลือเกื้อหนุนจุนเจือส่วนของไม้ขนุนถ้านำมาแกะเป็นพระพุทธรูปบูชาเชื่อว่าจะเกิดความมั่งมีศรีสุขและที่สำคัญมีการแกงขนุนในโอกาสสำคัญเช่นงานแต่งงานเป็นเคล็ดให้คู่บ่าวสาวมีความเกื้อหนุนจุนเจือซึ่งกันและกันขนุนนั้นมียางเหนียวที่มีความหมายไปถึงการครองชีวิตอยู่อย่างเหนียวแน่นตลอดไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงกรานต์คือ"วันปากปี"ชาวล้านนาทุกครัวเรือนจะมีการแกงขนุนเนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้เกิดความรุ่งโรจน์ในชีวิตเพราะมีสิ่งคอยคำหนุนจุนเจือโดยถือเคล็ดตามชื่อ"หนุน"ชีวิตจะได้ไม่ตกต่ำไปตลอดปี (อ้างอิงจากหนังสือชุดล้านนาคดีไมเ้มืองเหนือความเชื่อโบราณอาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 1,043 ครั้ง
สะแล
สะแล

สะแล สะแลหรือสาแลมีชื่อในท้องถิ่นอื่นเช่นแกแล(ปราจีนบุรี)ข่อยย่าน(สงขลา)คันซงซงแดง(ปัตตานี)แทแล(ชลบุรี)ชะแล(กะเหรี่ยงกาญจนบุรี)เป็นต้นชื่อทางวิทยาศาสตร์คือBroussonetiakurzilCorner.ในวงศ์MORACEAE สะแลเป็นไม้รอเลื้อยลําต้นสูง5-10เมตรถ้าอยู่เดี่ยวๆจะเป็นพุ่มถ้าอยู่กับไม้อื่นจะเลื้อยพันเป็นเถาเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีกิ่งก้านเหนียวเปลือกสีเทาเรียบไม่แตกเป็นสะเก็ดเป็นไม้ผลัดใบใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับรูปใบแบบไข่หรือรีปลายใบแหลมฐานใบกว้างรูปหัวใจขอบใบหยักขนาดกว้าง4-8เซนติเมตรยาว6-14เซนติเมตรก้านใบยาว1.0-1.5เซนติเมตรผิวใบสากเนื้อใบหนาและเหนียวเส้นแขนงใบแบบขนนกมีจํานวน7-8คู่ดอกเป็นพืชที่มีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละต้นออกบริเวณกิ่งดอกเพศผู้เป็นช่อรูปร่างยาวมีดอกย่อยอัดกันแน่นอยู่ไม่มีกลีบดอกช่อดอกเพศเมียจะมีรูปร่างค่อนข้างกลมมีดอกย่อยอัดกันแน่นมีก้านเกสรเพศเมีย(Style)ชี้ยาวออกมายาว1.0-1.5เซนติเมตรมีขนปกคลุมบริเวณดอกจะมียางสีขาวเวลาออกดอกใบจะร่วงหมดออกดอกเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ผลจะเป็นผลรวม(Syncarp)จะมีลักษณะอ่อนนุ่มเมล็ดมีรูปร่างกลมหรือกลมรีมีสีดําออกผลเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมมักพบสะแลขึ้นตามสวนและที่ใกล้แหล่งน้ำ ส่วนที่ใช้เป็นอาหารคือผลอ่อนนิยมนำชนิดผลกลมมาเป็นผักแกงเรียกแกงสะแลแกงใส่ปลาย่างกระดูกหมูมีรสซ่าและขมเล็กน้อยประโยชน์อื่นๆเช่นเปลือกและใบนำมาต้มอาบแก้บวมเนื่องจากโรคไตหรือโรคหัวใจพิการและน้ำเหลืองเสียเหน็บชาเป็นต้น (ข้อมูลสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม๑๓)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 282 ครั้ง
ดอกไม้กินได้
ดอกไม้กินได้

“ดอกไม้กินได้” คนเราต้องกินผักเพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระต้องกินสม่ำเสมอและให้มากพอในสมัยโบราณคนเราใช้พืชผักรอบตัวเป็นยารักษาอาการป่วยคนโบราณกินทั้งรากต้นใบดอกมีแบบกินสดและกินสุกแล้วแต่ว่ามีจุดประสงค์อะไรดังนั้นไม่แปลกอะไรที่เราจะเอาดอกไม้มากินที่เราคุ้นเคยกันดีเช่นแกงส้มดอกแคแกงแคดอกต้างสองแกงนี้ใช้แก้ไข้หัวลมเช่นเดียวกันแต่ดอกไม้กินไม่ได้หมดทุกอย่างเพราะบางอย่างเป็นพิษเช่นดอกยี่โถดอกชวนชมเนื่องจากมีไกลโคไซด์บางตัวที่จะเป็นอันตรายต่อหัวใจอย่างเช่นดอกไม้ที่สามารถกินได้ตามฤดูกาล คนไทยนิยมกินพืชผักตามฤดูกาลเสมอมาดังนั้นในฤดูต้นไม้ผลิดดอกเราก็เก็บมากินเป็นอาหารส่วนมากเอามาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริกชุบแป้งทอดเอามาแกงเอามาต้มน้ำดื่มฯลฯเช่น ดอกโสนลวกจิ้มน้ำพริกทำขนม ดอกแคแดงลวกจิ้มน้ำพริกใช้แกงส้ม ดอกขจรทำยำดอกขจรใช้ใส่ไข่เจียว แคหางค่างหรือแคนาลวกจิ้มน้ำพริกยัดไส้หมูแล้วทอด ดอกพะยอมชุบแป้งทอดแกงส้ม ดอกชมนาดใส่ข้าวแช่ทำให้หอมข้าวใหม่ ดอกลีลาวดีชุบแป้งทอด ดอกอัญชันต้มน้ำดื่มใส่ข้าวยำ ดอกดาหลาซอยใส่ข้าวยำ ดอกกวางตุ้งแกงทำผักกาดจอลวกจิ้มน้ำพริก ดอกงิ้วเกสรตากแห้งเอามาแช่น้ำแล้วใส่แกงแคใส่น้ำเงี้ยว ดอกครั่งใส่ส้าหรือยำแบบพื้นเมืองล้านนา ข้อมูลอ้างอิงจาก:พญ.ลลิตาธีระสิริ(ผู้อำนวยการบัลวีเวียงพิงค์ศูนย์ธรรมชาติบำบัด)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 661 ครั้ง
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา

หมู่บ้านของชาวล้านนามีรูปแบบอยู่ 2 ลักษณะคือ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ขนานกับเส้นทางสัญจร และหมู่บ้านที่กระจุกตัวเป็นกลุ่ม ซึ่งในลักษณะแรกมักเป็นหมู่บ้านที่ติดกับเส้นทางการค้า รองรับการค้าขาย ส่วนหมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นกลุ่ม ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากเส้นทางสัญจรหลัก เกิดจากการสร้างบ้านเรือนกระจายออกจากจุดศูนย์กลางของตัวหมู่บ้านออกไปเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของคนในชุมชน ปัจจุบันเราไม่สามารถเห็นขอบเขตของหมู่บ้านแต่ละกลุ่มในเมืองใหญ่ได้อย่างชัดเจน เพราะการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม หมู่บ้านต่างๆอยู่ติดๆกันเป็นผืนใหญ่ แต่ในชนบทบางแห่งยังคงพบว่าหมู่บ้านแต่ละที่มีระยะห่างไกลกันพอสมควร จึงเห็นเขตของหมู่บ้านอย่างชัดเจน โดยมีที่นาหรือป่าชุมชนตั้งอยู่ระหว่างแต่ละหมู่บ้าน  ผังหมู่บ้านของชาวล้านนาในอดีต ค่อนข้างที่จะมีแบบแผนชัดเจน โดยทำเลที่เหมาะสมกับการตั้งหมู่บ้านที่ดีที่สุดคือต้องมีแหล่งน้ำ หากบริเวณนั้นมีพื้นที่ดอนและที่ราบแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะตั้งบ้านเรือนอยู่บนที่สันดอน ส่วนที่ราบนั้นจะจำกัดไว้สำหรับการเพาะปลูก เพราะเป็นบริเวณที่น้ำชุ่มตลอดทั้งปี เหมาะแก่การปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง             ใจบ้าน เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหมู่บ้านชาวล้านนาคือ ใจบ้านเปรียบได้กับขวัญของหมู่บ้าน ที่มีเทวาอารักษ์หรือเสื้อบ้านสถิตอยู่เพื่อคอยดูแลป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้านได้ นิยมกำหนดให้อยู่ในบริเวณต้นไม้ใหญ่ หรือสร้างหอเสื้อบ้านขึ้นมาหรือปักเสาหลักเป็นเสื้อบ้านก็ได้ ซึ่งใจบ้านส่วนใหญ่จะอยู่กลางหมู่บ้านบริเวณเดียวกับข่วงบ้าน เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆของคนในหมู่บ้านร่วมกัน          หอผีเสื้อบ้านหรือหอเจ้าบ้าน มักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่พิเศษแตกต่างไปจากพื้นที่โดยทั่วไป เช่น บริเวณจอมปลวก บริเวณที่ดอน เป็นต้น มีลักษณะเป็นเรือนจำลองขนาดเล็ก ในอดีตสร้างด้วยไม้ ตัวหอยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันหมู่บ้านบางแห่งหอผีเสื้อบ้านชำรุด จึงสร้างใหม่เป็นอาคารก่อปูนชั้นเดียวขนาดใหญ่กว่าแบบเดิม ภายในหอผีมีชั้นสำหรับวางเครื่องสักการะและของใช้ของผี คือ ขันหมาก น้ำต้น ดาบ รูปปั้นม้าหรือช้าง ฯลฯ  ทุกปีก็จะมีพิธีเซ่นไหว้ถวายเครื่องสังเวยให้ผีเสื้อบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและร้องขอให้ช่วยดูแลรักษาหมู่บ้านให้ปลอดภัย                      ข่วงบ้าน เป็นลานโล่งกว้าง ไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้ขึ้นมากีดขวาง มักอยู่บริเวณหน้าหอผีเสื้อบ้านหรือใจบ้าน เป็นพื้นที่สาธารณะของคนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เดิมทีใช้เป็นที่สำหรับจัดพิธีกรรมในการเลี้ยงผีบ้าน ภายหลังรูปแบบของหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลง จากการขยายตัวของชุมชน ทำให้บางหมู่บ้านแทบไม่เหลือพื้นที่นี้ไว้          กลุ่มเรือน ลักษณะของหมู่บ้านชาวล้านนาในอดีตหรือชนบท จะกระจุกตัวรวมกันอย่างหนาแน่นบริเวณกลางหมู่บ้านแล้วก็เบาบางลงบริเวณท้ายบ้าน จากนั้นก็จะเป็นที่นาคั่นระหว่างหมู่บ้าน ถนนที่ใช้ในหมู่บ้านก็จะมีขนาดเล็กแคบและคดเคี้ยว ทางเข้าบ้านมีการแบ่งซอยย่อยออกไป แต่หมู่บ้านในเมืองที่มีกลุ่มเรือนกระจายตัวทั่วไปในบริเวณหมู่บ้านจนไม่มีพื้นที่ว่าง มักมีการกำหนดเขตโดยใช้ถนน หรือแม่น้ำแบ่งเขตหมู่บ้านแทน             วัด ในแต่ละหมู่บ้านต้องมีวัดประจำของตัวเองเพื่อให้คนในชุมชนได้มีพื้นที่สำหรับการทำบุญและฟังเทศน์ธรรม อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมร่วมกันของชุมชนในพิธีกรรมประเพณีต่างๆ ส่วนใหญ่หมู่บ้านแต่ละแห่งจะมีเพียงหนึ่งวัด แต่หากเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ หรือเป็นหมู่บ้านที่แยกออกมาจากหมู่บ้านเดิม จะสร้างวัดใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อให้คนในชุมชนได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างทั่วถึง ในอดีตวัดประจำหมู่บบ้านจะตั้งชื่อเหมือนกับหมู่บ้านนั้นๆ แต่ปัจจุบันบางแห่งอาจมีการตั้งชื่อใหม่อีกชื่อเพื่อความสวยงามทางภาษา อย่างไรก็ตามคนในหมู่บ้านก็ยังคงมีบทบาทในการทำนุบำรุงวัด และพระสงฆ์ในหมู่บ้านของตนเอง ซึ่งผู้ที่ทำบุญและเข้าร่วมพิธีสงฆ์ในวัดใดวัดหนึ่งตลอดเวลา จะเรียกตนเองว่าเป็น“ศรัทธาวัด” ของวัดนั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นศรัทธาวัดในหมู่บ้านนั้นเอง            ที่นา เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ มักอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มหรือใกล้กับแหล่งน้ำในแต่ละหมู่บ้านจะมีอาณาเขตที่นาอยู่รอบๆใจกลางของหมู่บ้าน   ซึ่งหมู่บ้านก็จะมีเรือนหลายๆหลังอยู่กระจุกรวมกันเป็นกลุ่ม ถัดออกไปก็จะเป็นที่นาผืนใหญ่ ซึ่งเจ้าของที่นาแต่ละคนจะจำที่ของตนเองได้ โดยแบ่งที่นาแต่ละที่ออกจากกันด้วยคันนา 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 1,399 ครั้ง
อาหารการกินของชาวล้านนา
อาหารการกินของชาวล้านนา

ชาวล้านนาในอดีตดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย มีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรมที่พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนในชุมชน  กลุ่มละแวกบ้านเรือนเดียวกันจะแสดงออกซึ่งมิตรไมตรีจิตที่ดี ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนบ้านในยามยาก การแบ่งปันอาหารให้กันและกัน รวมถึงการร่วมมือลงแรงทำงานต่างๆด้วยกัน ซึ่งจะเห็นว่าคนล้านนามักใช้คำว่า “ฮอม” กับการช่วยเหลือคนในชุมชน มีทั้งการฮอมแรง ฮอมเงิน ฮอมของ ดังเช่นในงานบุญพิธี เพื่อนบ้านต่างก็นำเนื้อสัตว์ ผัก และวัตถุดิบในการทำอาหารมาฮอมเจ้าภาพ คนที่มาร่วมงานได้ก็จะช่วยกันจัดข้าวของเครื่องใช้ในพิธี เตรียมสถานที่ เตรียมอาหารเลี้ยงคนภายในงาน บางครั้งหากใครที่ไม่สามารถมาได้ก็จะฮอมด้วยเงินแทน เป็นต้น            ลักษณะนิสัยของชาวล้านนาเป็นผู้มีอัธยาศัยดีเป็นกันเอง หากมีแขกมาเยี่ยมบ้านเรือนก็จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยเครื่องดื่มและอาหารที่จัดเตรียมเป็นพิเศษ บางครั้งอาจมีของฝากติดไม้ติดมือแขกผู้มาเยือนไปด้วย  อาหารของชาวล้านนาจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก กินกับอาหารพื้นถิ่นที่มีกรรมวิธีการปรุงหลากหลายประเภท อาทิ นึ่ง แกง ส้า ลาบอ่อม แต่ละประเภทต่างก็ใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งภายในบริเวณบ้านก็จะปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่ และหาอาหารตามธรรมชาติ เช่น ปลาตามหนองบึง หน่อไม้ เห็ด สัตว์ในป่า เป็นต้น หากต้องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าชนิดอื่นๆก็ต้องไปกาดลี คือตลาด สถานที่นัดพบของคน เพื่อเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นและสินค้าที่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นแหล่งกระจายข่าวสารต่างๆจากสังคมภายนอกสู่สังคมในท้องถิ่น ลักษณะของกาดมีทั้งขนาดใหญ่และเล็กตามขนาดของเมือง โดยแต่ละเมืองจะมีตลาดใหญ่ประจำเมือง คือกาดหลวง และกาดเล็กๆอยู่ตามหมู่บ้าน เช่น กาดก้อม กาดนัด เป็นต้น ส่วนการค้าขายระหว่างเมืองจะใช้เส้นทางเดินเท้า เดินทางเป็นคาระวานม้าต่างวัวต่าง โดยเชื่อมเมืองสำคัญต่างๆไว้ด้วยกันเช่น เส้นทางค้าจากเชียงรุ่งสิบสองปันนา มายังเมืองเชียงตุง เมื่อเข้าสู่เชียงรายแล้วก็ตรงมายังเชียงใหม่  ตลอดเส้นทางก็จะซื้อของตามเมืองต่างๆ ไปขายตามรายทาง โดยเฉพาะชา ผ้าไหม ที่เป็นสินค้าจากจีน จะมาขายยังเชียงตุง และล้านนา เป็นต้น แหล่งอาหาร ในอดีตคนล้านนาจะหาอาหารอย่างง่ายๆโดยการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ในบริเวณพื้นที่ของตนเอง หากต้องการอาหารที่พิเศษจากเดิมก็จะเก็บของป่าลักษณะป่าทางภาคเหนือเป็นป่าโปร่ง เรียกว่า “ป่าแพะ”   เป็นป่าชุมชนที่มีพันธุ์ไม้จำพวกต้นสัก ต้นเหียง ไม้ไผ่และไม้พุ่มอื่นๆขึ้นอยู่สลับกันบนดินร่วนที่มีส่วนผสมของก้อนหินขนาดเล็ก ในแต่ละฤดูป่าแพะก็จะผลิตอาหารที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ ฤดูร้อนมีไข่มดแดง ผักหวาน ฤดูฝนมีเห็ด แมลงต่างๆ ทั้งนี้ผลิตผลจากป่าแพะ ยังให้ไม้สักและไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบอย่างดีในการสร้างบ้านเรือนอีกด้วย จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ที่คนต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับถิ่นที่อยู่อาศัย
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 1,103 ครั้ง
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา

สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม            สภาพสิ่งแวดล้อมมีผลต่อวิถีชีวิตของคนแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมากในท้องถิ่นต่างๆ มักรู้จักการประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในบริเวณนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมในที่ตั้งถิ่นฐานนั้นด้วยถือเป็นการกลั่นกรองทางด้านความคิด ภูมิปัญญา     และการปรับตัวให้สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่นที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี คำว่า บ้านและเรือน ในความหมายของชาวล้านนาในอดีตมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ“บ้าน”จะหมายถึง “หมู่บ้าน” ที่มีการกำหนดอาณาเขต ทำเลที่ตั้งของเรือนที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่วนคำว่า“เรือน” คือ “อาคารที่อยู่อาศัย” ของมนุษย์ ในแต่ละหมู่บ้านต่างก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม เช่น การตั้งชื่อหมู่บ้านตามแหล่งน้ำที่มี ห้วย หนอง ท่า สบ การตั้งชื่อหมู่บ้านบริเวณ โคก สัน ดอย หลิ่ง การตั้งชื่อตามพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีในแถบนั้น เช่น บ้านขี้เหล็ก บ้านสันคะยอม บ้านสันผักหวาน ท่าส้มป่อย หรือบางครั้งอาจตั้งชื่อหมู่บ้านตามประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าและตำนาน เช่นบ้านนางเหลียว ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่นางจามเทวีเหลียวหลังกลับไป เป็นต้น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของล้านนาตั้งอยู่ทางตอนปลายของแนวเทือกเขาที่ทอดลงมาจากประเทศจีน ทำให้มีพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขาสูง   ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนาจึงขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมักสร้างเมืองตาม “แอ่ง” ใหญ่ๆ เช่น แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน แอ่งลำปาง เป็นต้น แอ่งเหล่านี้ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่และมีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งการเกิดขึ้นของเมืองก็จะกระจุกตัวอยู่ตามเส้นทางแม่น้ำสายหลัก และแม่น้ำสาขา เพื่อใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคตลอดจนใช้ในการเพาะปลูก
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 1,823 ครั้ง