ดอกสัก

การกิน การอยู่ เครื่องนุ่งห่ม


ทั้งหมด 34 รายการ
 
 
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก
หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขา มากกว่าหน้าอก

หญิงสาวชาวล้านนาในอดีตหวงน่องหวงขามากกว่าหน้าอกจริงหรือไม่?   ผู้หญิงล้านนาในอดีตนั้นไม่ว่าอยู่ในภูมิภาคไหนภาษาชนเผ่าชาติพันธุ์ใดไพร่ชาวบ้านหรือผู้ดีจะไม่นิยมสวมเสื้อนอกจากอากาศจะร้อนแล้วการเปลือยหน้าอกเดินโทงเทงยังถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติเต้านมเป็นแค่เพียงอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย จะไม่หวงหน้าอกตัวเองเป็นเหตุให้หวงช่วงบริเวณน่องขาขาอ่อนมากกว่าหน้าอกหากสาวล้านนาดึงซิ่นให้เห็นบริเวณน่องหรือขาอ่อนนั้นถือเป็นการเปิดใจยินยอมให้ชายนั้นเป็นเจ้าของได้ทันที ซึ่งภายหลังในช่วงที่ได้รับอิทธิพลค่านิยมมาจากฝั่งตะวันตกชาวยุโรปที่มาพร้อมกับคำว่า“สุภาพสตรีชั้นสูง”ต้องรู้จักรักนวลสงวนนมการปกปิดหน้าอกเริ่มแพร่หลายไปจนถึงการออกกฎหมายให้พสกนิกรหญิงสาวบ่าวไพร่สวมเสื้อกันทุกคน
เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2564 • การดู 533 ครั้ง
ฝาลับนาง
ฝาลับนาง

ฝาลับนาง วิถีชีวิตของชาวล้านนาสมัยก่อนในยามค่ำคืนขณะที่คนอื่นๆเรือนนอนหลับกันในเรือนหญิงสาวจะออกมานั่งทำงานด้านนอกบ้างก็ปั่นฝ้ายนั่งเย็บผ้าและรอต้อนรับชายหนุ่มที่มาเยี่ยมเยือนพูดคุยกันเรียกวัฒนธรรมนี้ว่า“การแอ่วสาว”ซึ่งลูกสาวจะนั่งรอชายหนุ่มอยู่ที่เติ๋นและหากบ้านไหนมีน้องชายก็จะอยู่เฝ้าพี่สาวทำหน้าที่จัดคิวชายหนุ่มที่เข้ามาพูดคุยกับพี่สาว เมื่อถึงชายหนุ่มมานั่งที่เติ๋นก็จะพูดคุยสัมภาษณ์เรื่องต่างอาทิว่ามาจากบ้านไหนเมืองไหนบางทีก็เป็นคนต่างถิ่นจากหมู่บ้านอื่นเนื่องจากสมัยก่อนไม่นิยมแต่งงานกับคนในพื้นที่เดียวกันเพราะรู้จักนิสัยใจคอกันหมดแล้วซึ่งแม่จะมาแอบฟังข้อมูลการสัมภาษณ์ด้วยและหากบ้านนั้นมีน้องสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานก็จะใช้ประโยชน์จากการนั่งฟังข้าง“ฝาลับนาง”ที่ยื่นออกมาปิดด้านข้างของเติ๋นโดยการไปหลบหลังฝาฟังการซักถามพูดคุยกันอย่างไรเพื่อศึกษาเรียนรู้ไว้ในภายภาคหน้าฝาลับนางเป็นฝาที่มีลักษณะพิเศษพบได้เฉพาะเรือนกาแลแต่พบเพียงไม่กี่แห่งมีลักษณะสำคัญคือเป็นฝาที่ยื่นยาวกว่าส่วนที่จะกั้น40-50ซม.พบที่ฝาด้านยาวด้านในของเรือนมีความยาวพันเสายื่นเลยออกมาจากส่วนที่กั้นห้องนอนไปข้างหนู่บริเวณเติ๋นส่วนยื่นเลยนี้นัยว่าเป็นที่กำบังหญิงสาวขณะทำงานบนเรือน  
เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2564 • การดู 457 ครั้ง
ต๋ำบ่าโอ - ตำส้มโอ ต๋ำบ่าโอ - ตำส้มโอ
ต๋ำบ่าโอ - ตำส้มโอ

วัตถุดิบหลัก  ส้มโอ   วัตถุดิบ  1.ตะไคร้  2.พริกขี้หนู 3.ผักชีฝรั่ง 4.พลูลิง 5.กระเทียม 6.มะเขือเปราะ เครื่องปรุง น้ำปู๋กะปิน้ำอ้อยเกลือ  วิธีทำโดยแกะเนื้อส้มโอเตรียมไว้เครื่องปรุงประกอบด้วยกระเทียมพริกขี้หนูกะปิน้ำปูปรุงรสด้วยเกลือน้ำอ้อยหรือน้ำตาลบางแห่งนิยมใส่ปลาร้าตามใจชอบนำมาโขลกเข้าด้วยกันพอละเอียดแล้วใส่เนื้อส้มโอตะไคร้ซอยซอยมะเขือเปราะซอยใบผักชีฝรั่งซอยโขลกเบาๆคลุกเคล้าให้เข้ากันบางสูตรจะใส่ละมุดดิบปอกเปลือกลงไปด้วยโดยโขลดละเอียดให้เข้ากันกับเครื่องปรุงข้อมูลอ้างอิง:สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่5
เผยแพร่เมื่อ 18 สิงหาคม 2564 • การดู 184 ครั้ง
เฮือนไทลื้อ หม่อนตุด - พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. (ภาษายอง) เฮือนไทลื้อ หม่อนตุด - พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. (ภาษายอง)
เฮือนไทลื้อ หม่อนตุด - พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. (ภาษายอง)

การเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเรือนไทลื้อ(หม่อนตุด)ภายในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนามช.ซึ่งบรรยายโดยเจ้าของภาษายองซึ่งอยู่ในชาติพันธุ์ล้านนา         เรือนหม่อนตุดเป็นเรือนของชาวไทลื้อที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างรูปแบบเรือนไทลื้อกับเรือนแบบไทยวน โดยกลุ่มชาวไทลื้อจากมณฑลยูนาน ตอนใต้ของจีนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ตั้งแต่อดีต ซึ่งแต่เดิมเรือนหลังนี้เป็นของนางตุดใบสุขันธ์ชาวไทลื้อบ้านเมืองลวงตำบลลวงเหนืออำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่  สร้างเรือนขึ้นเมื่อพ.ศ.2460โดยพ่อน้อยหลวงสามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้นเองเริ่มจากการซื้อเรือนไม้เก่าจากบ้านป่าก้างอำเภอดอยสะเก็ดแล้วใช้ช้างถึง3เชือกพร้อมวัวควายที่พ่อน้อยหลวงมีอยู่ไปชักลากมานำมาสร้างเป็นเรือนไม้ที่มีรูปทรงเรียบง่ายตามแบบเรือนสามัญชน            ปลายปี2534อาจารย์ศิริชัยนฤมิตรเรขการได้ทราบเรื่องการประกาศขายเรือนของหม่อนตุดจากดร.ธเนศวร์เจริญเมืองอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงตัดสินใจซื้อไว้แล้วมอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเก็บรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการอนุรักษ์เรือนโบราณล้านนาและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนทั่วไปได้ศึกษา            เรือนหม่อนตุดเป็นเรือนไม้ขนาดกลางมุงหลังคา“แป็นเกล็ด”ลักษณะเป็น“เรือนสองหลังหน้าเปียง”หมายถึงมีเรือนจั่วสองหลังวางต่อกันในระนาบเดียวกัน   องค์ประกอบของเรือน2หลังคือห้องด้านตะวันออกเป็น“เฮือนนอน”โล่งกว้างสำหรับสมาชิกในครัวเรือนจะนอนรวมกันในห้องนี้โดยใช้“ผ้ากั้ง”มีลักษณะเป็นเหมือนผ้าม่าน ใช้กั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆตามช่วงเสา ส่วนเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันตกคือ“เฮือนไฟ”หรือห้องครัวอยู่ระดับเดียวกับพื้นเรือนนอนตรงกลางระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันทำเป็นรางน้ำฝนเรียกว่า“ฮ่อมริน” ด้านข้างเรือนไฟทำเป็นระเบียงยาวเชื่อมกับชานหลังบ้าน มีบันได2ด้านคือที่ชานหน้าและชานหลังบ้าน หน้าเรือนทั้งสองเป็นพื้นที่โล่งไม่มีผนังกั้นเรียกว่า“เติ๋น”เป็นที่ทำงานบ้านเช่นทอผ้าปั่นฝ้ายจักสานและเป็นที่นั่งพักผ่อนในช่วงเวลากลางวัน ฝาเรือนด้านตะวันออกของเติ๋นมี“หิ้งพระ”ทำเป็นชั้นวางเพื่อสักการะบูชาพระพุทธรูปหรือเก็บรักษาเครื่องรางของขลังถัดจากเติ๋นออกมานอกชายคาคือ “ชาน” เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาแล้วเชื่อมกับบันไดทางขึ้นเรือน ด้านข้างชานมี “ฮ้านน้ำ” วางหม้อน้ำสำหรับดื่ม  ด้านล่างเป็นใต้ถุนสูงสร้างคอกวัวควายและมีครกมองตำข้าว
เผยแพร่เมื่อ 17 สิงหาคม 2564 • การดู 94 ครั้ง
ผักกับลาบ
ผักกับลาบ

ชาวล้านนาในอดีตแม้กระทั่งในปัจจุบันหากมีคนถามว่า“แลงนี้เยี๊ยะหยังกิ๋นหา”(เย็นนี้ทำอะไรกินจ๊ะ)หากผู้ถูกถามมีเมนูอาหารมื้อเย็นเป็น“ลาบ”ก็จะยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจว่า“ลาบก่า!”(ลาบสิ!) เพราะการได้กินลาบในครอบครัวนั้นถือว่าเป็นเมนูอาหารที่สุดพิเศษแล้ว เนื่องจากลาบจะนิยมทำกินกันในโอกาสสำคัญหรืองานเลี้ยงในเทศกาศต่างๆโดยเฉพาะงานมงคล นอกจากการทำลาบจะมีวัตดุดิบและขั้นตอนที่ค่อนข้างละเอียดอาจต้องช่วยกันทำหลายคนและใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควรแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในขันโตกหรือสำรับในมื้อนั้นนั่นก็คือ“ผักกับลาบ”(ผักแกล้ม)เป็นผักสดนานาชนิดส่วนใหญ่จะหาได้ในท้องถิ่นหรือบริเวณโดยรอบของเรือนโดยเฉพาะสมุนไพรประเภทที่มีกลิ่นหอมฉุนมีรสขมหรือเปรี้ยวฝาดโดยนิยมกินกับลาบดังนี้ 1.ยอดบ่าปีน(ยอดอ่อนมะตูม)ช่วยขับลมรักษาอาหารท้องเสียช่วยลดไข้แก้อักเสบ  2.ยอดบ่ายม(ยอดอ่อนใบมะยม)ใบช่วยบำรุงประสาทเเละช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ 3.ผักแปมช่วยแก้อาหารท้องอืดชาวยให้เจริญอาหาร 4.ผักคาวตอง(พลูคาว)ขับลมในกระเพาะภายนอกใช้ทาแก้กลากเกลื้อน 5.ดีปลากั้งช่วยแก้เบาหวานยอดอ่อนมีรสขมอ่อนๆช่วยให้เจริญอาหาร 6.ดีปลีอ่อนหรือยอดใบอ่อนใช้เป็นธาตุช่วยขับลมในลำไส้แก้ท้องร่วงแก้ปวดท้องแก้อาการท้องอืด 7.เทียนแกลบใช้ขับลมอาหารไม่ย่อยขับปัสสาวะกระตุ้นความอยากอาหารแก้ไอละลายเสมหะเเละขับเสมหะ  8.หอมด่วนหลวง(หูเสือ)ยอดอ่อนกินเป็นผักสดช่วยขับลมช่วยย่อยช่วยเจริญอาหารน้ำคั้นจากใบแก้ปวดหูหูน้ำหนวก 9.ยอดอ่อนใบมะกอกแก้หูอักเสบแก้ปวดหูแก้ร้อนในแก้กระหายน้ำช่วยทำให้ชุ่มคอรักษาอาการปวดท้องรักษาอาการท้องเสีย 10.ผักจีฝรั่ง,หอมป้อมเป้อ(ผักชีฝรั่ง)ช่วยบำรุงกระดูกเเละฟันให้แข็งแรงช่วยยับยั้งเเละชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง 11.ฝักลิ้นไม้เผา(ฝักเพกา)ช่วยบำรุงเเละรักษาสายตาใช้เป็นยาบำรุงธาตุลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ใช้แก้ร้อนในเเละทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ช่วยในการขับลม    
เผยแพร่เมื่อ 20 กรกฎาคม 2564 • การดู 852 ครั้ง
ครกมอง
ครกมอง

ครกกระเดื่อง เป็นของใช้พื้นบ้านซึ่งใช้สำหรับตำข้าวตำถั่วตำข้าวโพดและตำแป้งเป็นต้นบางทีก็เรียกครกกระดกหรือเรียกว่ามองก็มี ปัจจุบันการใช้ครกกระเดื่องมีใช้กันน้อยมากจะมีอยู่ในบางหมู่บ้านที่ไม่มีโรงสีข้าวหรืออาจจะอยู่ห่างไกลพวกชนกลุ่มน้อยบางพวกเช่นพวนโซ่งแม้วอีก้อซึ่งอยู่ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือยังคงใช้ครกกระเดื่องกันอยู่มากพอสมควร ตัวครกทำด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ตัดให้เป็นท่อนสูงประมาณ๕๐-๖๐เซนติเมตรขุดส่วนที่สำหรับใส่เพื่อตำข้าวหรือสิ่งอื่นๆให้เป็นเบ้าลึกลงไปให้สามารถบรรจุเมล็ดข้าวเปลือกได้ครั้งละเกือบ๑ถังทำคานไม้ยาวประมาณ๓-๔เมตรเพื่อใช้สำหรับเจาะรูเส้าหรือสากไว้ตำข้าวตั้งเสา๒ต้นฝังดินให้แน่นอยู่ในแนวเดียวกันกลางเสาทั้ง๒ต้นใช้สิ่วเจาะรูหรือบากไม้ให้เป็นร่องแล้วสอดคานที่รูยึดเสาทั้ง๒ต้นให้ขนานกับพื้นดินวางคานเส้าหรือสากให้ค่อนไปอยู่ปลายคานด้านตรงข้ามกับสากใช้คานสากตอกยึดกับคานไม้ที่ยึดเสา๒ต้น วิธีใช้จะวางครกไม้ให้ตรงกับเส้าหรือสากเมื่อใส่ข้าวข้าวโพดที่เป็นฝักๆไปแล้วจะใช้แรงเหยียบที่ปลายคานด้านที่ยึดติดกับเสา๒ต้นเมื่อใช้แรงเหยียบกดลงไปสากจะยกขึ้นเหมือนการเล่นไม้หกเวลาจะให้ตำสิ่งที่ต้องการก็ยกเท้าลงสากจะตำสิ่งของที่เราต้องการในเบ้าครกการตำข้าวตำฝักถั่วตำฝักข้าวโพดจะต้องมีคนช่วยกันคนหนึ่งเป็นคนเหยียบอีกคนหนึ่งจะเป็นคนกวนหรือพลิกกลับมาให้สากทุบตำได้ทั่วถึงหากเมล็ดข้าวถูกแรงตำด้วยท่อนไม้สากบ่อยๆจะทำให้ข้าวเปลือกกะเทาะหลุดออกจากเมล็ดชาวบ้านจะนำเมล็ดข้าวสารไปใส่กระด้งอีกทีหนึ่งเพื่อฝัดให้เศษผงต่างๆปลิวออกไปแล้วเลือกเมล็ดข้าวเปลือกหรือเศษกรวดดินออกก่อนที่จะนำไปหุงต่อไป (ขอขอบคุณข้อมูล:http://www.openbase.in.th/node/6892) (ภาพวาด:สุขธรรมโนบางนักช่างศิลป์สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
เผยแพร่เมื่อ 8 กรกฎาคม 2564 • การดู 300 ครั้ง
การทำนาแบบล้านนาโบราณ (อุปกรณ์ เครื่องใช้ และขั้นตอนการทำนาล้านนาโบราณ)
การทำนาแบบล้านนาโบราณ (อุปกรณ์ เครื่องใช้ และขั้นตอนการทำนาล้านนาโบราณ)

1.ชาวนาจะถือเคียวด้วยมือข้างที่ถนัดแล้วใช้เคียวเกี่ยวตะหวัดกอข้าวทีละกอในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับกอข้าวนั้นและออกแรงดึงเคียวให้คมเคียวตัดลำต้นข้าวให้ขาดออกมา 2.“หลาวหาบข้าว”ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับหาบฟ่อนข้าวหรือฟางข้าวมีลักษณะเป็นไม้เสี้ยมปลายทั้งสองด้านมีขาหยั่งรองรับน้ำหนัก 3.กองข้าวการขนย้ายฟ่อนข้าวหรือเฟ่าเข้ามารวมกันมีวิธีกองรวมเป็นกระจุกเรียกว่า"กองพุ่ม"กองเรียงตาลางเรียกว่า"กองรอม" 4.การตีข้าวเป็นการฟาดรวงข้าวให้เมล็ดหลุดจากรวงนั้นโดยฟาดใน"คุ"โดยอุปกรณ์หลักคือ"ไม้หีบ"หรือ"ไม้หนีบ"ช่วงต้นมีสายรัดสำหรับรัดฟ่อนข้าวเเละช่วงปลายสำหรับจับ 5.การหะข้าวคือการตักข้าวเปลือกด้วยช้อนไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า“ผาก”แล้วสาดหรือซัดให้กระจายไปขณะเดียวกันก็จะมีคนคอยพัดเอาเศษฟางหรือข้าวลีบให้ปลิวออกซึ่งเรียกว่า“กาหรือกาวี”มีลักษณะกลมแบนสานด้วยไม้ไผ่กว้างประมาณ2คืบมีด้ามจับยาวประมาณหนึ่งศอกโดยมีเสื่อปูรองพื้นสำหรับใส่เมล็ดข้าวเรียกว่า"สาดกะลา"เป็นเสื่อที่สานจากไม้ไผ่ 6.การขนย้ายข้าวเปลือกหากไม่หาบก็บรรทุกเกวียนซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกเกวียนว่า“ล้อ”ใช้เทียมวัวเรียกว่า“ล้อวัว” การขนย้ายข้าวเปลือกที่ได้จากการนวดเรียกว่า“ลากเข้า” 7.การขนข้าวขึ้นหลองโดยการนำเกวียนมาเทียบหลองข้าวและทำการขนย้ายข้าวขึ้นบน“หลอง”เพื่อจัดเก็บ   ภาพประกอบโดย:สุขธรรมโนบาง  จัดทำโดย:พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เผยแพร่เมื่อ 22 มิถุนายน 2564 • การดู 468 ครั้ง
วิธีการทำข้าวต้มถั่วดิน วิธีการทำข้าวต้มถั่วดิน
วิธีการทำข้าวต้มถั่วดิน

  ข้าวต้มถั่วดินหรือข้าวต้มมัดของคนล้านนา ชาวล้านนานิยมทำกันในช่วงของเทศกาลปี๋ใหม่เมืองเข้าพรรษาออกพรรษางานศพงานบุญต่างๆเป็นอาหารว่างสำหรับต้อนรับแขกที่มาร่วมงานและยังเป็นหนึ่งโภชนาหารสำหรับพิธีกรรมต่างๆในล้านนาอีกด้วยข้าวต้มมัดเป็นอาหารประเภทขนมหรือของกินเล่นหรือกินให้อิ่มท้องก็ได้ทำจากข้าวเหนียวโดยนำข้าวเหนียว(ข้าวสาร)ไปแช่น้ำให้อิ่มตัวหลังจากนั้นสะเด็ดน้ำออกแล้วนำมาห่อด้วยใบตองใส่ถั่วลิสงดิบ(ถั่วดิน)หรือกล้วยน้ำว้าก็ได้เมื่อห่อได้2-4ลูกจึงนำมาห่อรวมกันให้แน่นเป็น1มัดอีกครั้งแล้วนำไปต้มให้สุกนอกจากนี้บางตำราในขณะที่ต้มข้าวต้มนั้นมักมีการใส่ชู้ข้าวต้มลงไปด้วย(ชู้ข้าวต้มเป็นห่อใบตองเปล่าลักษณะเหมือนข้าวต้มหลอกหรือของปลอม)เชื่อว่าหากไม่ใส่ชู้ข้าวต้มลงไปต้มด้วยแล้วจะทำให้ข้าวต้มไม่สุกหรือเกิดการเสียหายได้ข้าวต้มมัด   จัดทำและเผยแพร่โดยพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2564 • การดู 819 ครั้ง
สะเลียม
สะเลียม

สะเลียมคือสะเดาชื่ออังกฤษว่าSiameseNeemTreeชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAzadirachtaindicaA.Juss.var.siamensisValetonอยู่ในวงศ์MELIACEAEเป็นพืชยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง10-15 เมตรเป็นไม้ผลัดใบลำต้นมีเปลือกหนาสีน้ำตาลเเตกเป็นสะเก็ดเเผ่นใหญ่ติดอยู่ไม่หลุดร่อนง่ายเเตกกิ่งก้านสาขามากใบเป็นใบประกอบมีใบย่อยจำนวนมากก้านใบรวมยาว4-8เซนติมเตรก้านใบย่อยสั้นใบรูปหอกขอบใบหยักเเบบฟันเลื่อยผิวใบเป็นมันเรียบดอกออกเป็นช่อประกอบด้วยดอกย่อยเป็นจำนวนมากกลีบเลี้ยงขนาดเล็ก5อันเเยกกันกลีบดอกสีขาว5อันเเยกกันรูปร่างขอบขนานกันปลายมนฐานเรียวเล็กลงเกสรตัวผู้10อันมีก้านชูติดกันเป็นหลอดชูสูงขึ้นมีอับเรณูติดอยู่ปลายหลอดเกสรตัวเมียมีรังไข่1ห้องผลเป็นแบบนุ่มเมื่อสุกมีสีเหลืองมี1เมล็ดลักษณะกรมรีระยะเวลาการออกดอกคือเดือนธันวาคม-มีนาคมมักพบสะเดาขึ้นตามดอนหัวไร่ปลายนาไม่พบบนภูเขา  คนไทยสมัยก่อนถือว่าต้นสะเดาเป็นไม้มงคลหากปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โดยเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆส่วนในบางพื้นที่เชื่อกันว่ากิ่งและใบของต้นสะเดาจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจได้และด้วยความเป็นมงคลนี่เองต้นสะเดาจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีส่วนสะเดาช้างได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ประจำจังหวัดสงขลา
เผยแพร่เมื่อ 16 มีนาคม 2564 • การดู 341 ครั้ง
เอื้องเผิ้ง (เอื้องผึ้ง)
เอื้องเผิ้ง (เอื้องผึ้ง)

เอื้องเผิ้ง(เอื้องผึ้ง)          เอื้องเผิ้งหรือเอื้องผึ้งเป็นกล้วยไม้ที่เกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าDendrobiumlindleyiSteud-Syn.:aggregatumRoxb.ลำลูกกล้วยเบียดกันแน่นรูปลักษณะแบบกล้วยยาวราว2-3นิ้วลำลูกกล้วยหนุ่มจะอวบอ้วนพอลำแก่ๆขึ้นจะค่อยๆมีรอยย่นแต่ละลำมีเพียง1ใบใบสีเขียวเข้มยาวรีประมาณ1นิ้วช่อดอกออกด้านข้างลำลูกกล้วยยาวประมาณ7นิ้วมีดอก7-20ดอกหรือมากกว่านี้ดอกสีเหลืองอ่อนเมื่อแรกบานแล้วสีจะค่อยๆเข้มขึ้นปากสีเหลืองทองกลีบนอกรูปไข่ตั้งกลีบใบรูปไข่เกือบกลมละกว้างกว่ากลีบนอกเท่าหนึ่งปากยาวรีไปทางขวางขอบแผ่นปากจักเป็นซี่ละเอียดดอกบอบบางและบานไม่นานนัก          พบขึ้นทุกภาคยกเว้นภาคใต้มักพบตามป่าผลัดใบขึ้นตามกิ่งไม้ที่แดดส่องถึงออกดอกราวเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ดอกเอื้องชนิดนี้เป็นที่นิยมของเหล่าช่างฟ้อนชาวล้านนาทั้งหลายที่จะนำไปเกี้ยวมวยผมในการฟ้อนเนื่องในการเฉลิมฉลองสมโภชต่างๆ    ข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่15
เผยแพร่เมื่อ 2 มีนาคม 2564 • การดู 693 ครั้ง
ดอกหอมหมื่นลี้
ดอกหอมหมื่นลี้

ดอกหอมหมื่นลี้ต้นที่ส่งกลิ่นหอมไกลไปทั่วบริเวณบ้านรัศมีสิบเมตรดังชื่อของต้นนั่นเองคนนิยมปลูกกันมีอยู่สองสายพันธุ์คือดอกสีขาวนวลและดอกสีเหลืองทองอาทิในภาพนี้จะเป็นสายพันธุ์สีเหลืองทองส่วนใหญ่นิยมปลูกกันมากทางภาคเหนือถ้าปลูกในที่มีอากาศเย็นใบและกลีบดอกจะหนามากเป็นไม้ที่โตช้ามากกว่าชนิดอื่นดอกแห้งใช้นำมาอบทำน้ำหอมชงน้ำชาหรือทำเหล้าจีนเพื่อให้กลิ่นหอมหวานหอมไกลเป็นหมื่นลี้ดอกไม้ชนิดนี้แม้จะออกดอกทีละไม่มากแต่กลิ่นของดอกต้นนี้นั้นจะหอมมากโดยหอมหมื่นลี้เป็นดอกไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดทางบริเวณตอนกลางภาคใต้และทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนแต่ในปัจจุบันพบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกส่วนของประเทศซึ่งต้นหอมหมื่นลี้จัดเป็นต้นไม้ประเภทพุ่มเตี้ยๆลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็กแต่บางพันธ์มีความสูงได้ถึง8เมตรเรือนยอดรูปไข่ส่วนดอกจะออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือบริเวณซอกใบเป็นดอกเล็ก12-25ดอกมี4กลีบปลายงุ้มเข้าหากันสีขาวนวลหรือเหลืองทองดอกจะออกช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ดอกจะบานพร้อมกันทั้งช่อหากออกเต็มต้นจะสวยงามมากพร้อมกับส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวันดอกหอมหมื่นลี้สามารถนำมาทำเครื่องดื่มชา,ไวน์และยารักษาโรคหรือแม้กระทั่งนำมาสกัดเป็นหัวน้ำหอมซึ่งลำต้นของมันเป็นวัสดุชั้นยอดในการทำไม้แกะสลักและเปลือกไม้ยังสามารถนำมาสกัดเป็นสีย้อมได้   ข้อมูลอ้างอิง: https://idofragrance.com
เผยแพร่เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2564 • การดู 4,981 ครั้ง
สับฟาก สับฟาก
สับฟาก

ฟากเป็นวัสดุพื้นบ้านที่ได้จากการสับท่อนไม้ไผ่ใช้ในการทำพื้นหรือผนังในอาคารที่มีอายุการใช้งานไม่ยาวนานมากนักไม้ที่นิยมใช้ทำฟากในล้านนาคือไม้ซางซึ่งเป็นไผ่นวลที่แก่หรือแก่จัดเลือกตัดไผ่ที่มีลำต้นตรงให้ท่อนมีความยาวตามความต้องการแล้วใช้ขวานหรือพร้าปลายตัดสันหนาที่เรียกว่ามีดงกสับที่ข้อให้ห่างกันประมาณ1เซนติเมตรเมื่อสับทุกปล้องแล้วจึงใช้มีดหรือขวานแล่งเพียงรอยเดียวตั้งแต่โคนถึงปลายและแบะท่อนไม้ไผ่สับนั้นหงายลงใช้มีดหรือขวานถากข้อปล้องด้านในออกและกล่อมคมที่ผิวฟากให้เรียบร้อยแล้วก็อาจนำไปใช้ได้ตามต้องการเช่นใช้ปูเป็นพื้นในตูบหรือเรือนเครื่องผูกใช้ทำเป็นฝาบ้านหรือยุ้งข้าวใช้กั้นดินหรือทรายที่ฝายฯลฯ  
เผยแพร่เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2564 • การดู 487 ครั้ง
หลังคาตองตึง หลังคาตองตึง
หลังคาตองตึง

หลังคาตองตึง          หลังคาตองตึงทำมาจากใบต้นตองตึงคือต้นพลวงในภาษากลางมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ20–30เมตรเป็นพันธุ์ไม้หลักของป่าเบญจพรรณแล้งป่าเต็งรังหรือป่าแดงที่สูงจากระดับน้ำทะเล100-600เมตร           หลังคาตองตึงใช้แพร่หลายในจังหวัดทางภาคเหนือโดยเฉพาะปัจจุบันยังพบเรือนตามชนบทของจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่อนสอนกระบวนการทำหลังคาตองตึงเกิดขึ้นในหน้าแล้งประมาณเดือนธันวาคม–มีนาคมเป็นช่วงที่ใบตองตึงกำลังร่วงเพื่อผลัดเปลี่ยนใบใหม่โดยตอนเช้าเวลาประมาณ6.00–8.00น.จะเริ่มเข้าป่าเพื่อไปเก็บใบตองตึงแห้งที่ร่วงซึ่งในช่วงเช้าของฤดูหนาวหมอกและไอน้ำช่วยให้ใบตองตึงที่แห้งอ่อนตัวลง การคัดเลือกใบไม้ที่ร่วงจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์เพราะในป่ามีพันธุ์ไม้หลากหลายโดยเฉพาะรูปทรงของใบสักใบเหียงใบตองตึงมีลักษณะคล้ายคลึงกันใบตองตึงที่นำมาใช้ได้ต้องมีขนาดใบค่อนข้างใหญ่ความกว้างของใบประมาณ20เซนติเมตรขึ้นไปก้านใบแข็งรูปใบสมบูรณ์ก่อนที่จะเย็บตองตึงนำใบตองตึงที่เก็บมาฉีดน้ำให้ทั่วพักไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง–1ชั่วโมงจากนั้นนำมาเย็บติดกับก้านไม้ไผ่ความยาวประมาณ2–3เมตรด้วยตอกเส้นที่ทำมาจากไม้ไผ่ การติดตั้งหลังคาตองตึงใช้วิธีการมัดด้วยตอกยึดแกนไม้ไผ่ของตับหลังคาเข้ากับไม้ก้านฝ้าข้อดีคือมีน้ำหนักเบาเป็นหลังคาที่ระบายอากาศได้ดีภายในตัวเรือนเย็นสบายมีอายุการใช้งาน3–5ปีหากทำกันเองในครัวเรือนก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายปัจจุบันพบเรือนที่ยังมุงหลังคาตองตึงที่บ้านเมืองปอนอำเภอขุนยวมจังหวัดแม่ฮ่องสอน  
เผยแพร่เมื่อ 5 มกราคม 2564 • การดู 1,107 ครั้ง
กุบ
กุบ

กุบหมายถึงหมวกที่มีปีกซึ่งทำจากไม้ไผ่สานประกบกัน2ชิ้นแล้วกรุด้วยวัสดุจำพวกใบไม้ที่สวมสานด้วยไม้ไผ่และกุบจะมี”หย่อง”คือโครงสานสำหรับสวมหัวซึ่งจะผูกติดกับกุบไว้ซึ่งดังในภาพนี้เรียกว่ากุบใบลานคือหมวกที่ใช้ใบลานกรุบนโครงไม้ไผ่สานในสมัยก่อนอาจกล่าวได้ว่ากุบเป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวบ้านทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ความสำคัญของกุบลดน้อยลงไปด้วยหากไม่นับชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ยังใช้กุบในชีวิตประจำวันผู้ที่ใช้กุบในปัจจุบันก็คงมีแต่ชาวไร่ชาวสวนและชาวนาเท่านั้น หากใช้คำว่ากุบร่วมกับคำอื่นก็จะได้ความหมายใหม่ซึ่งอาจจะใกล้เคียงกับคำเดิมเช่น ทือกุบหมายถึงมียศมีตำแหน่งกุบกะแอ หมายถึงหมวกปีกกว้างส่วนกลางทำเป็นยอดแหลม กุบแข่หมายถึงหมวกที่ไม่มีปีกหรือหมวกแบบจีน กุบจิกฅำหมายถึงหมวกที่มีปีกยอดแหลมประดับทองและมีโครงเป็นไม้ไผ่สานกรุด้วยกระดาษสาทาด้วยรักหรือชาดให้หนามียันต์ปิดทองใช้เป็นเครื่องประกอบยศหรือใช้ในการออกศึก กุบชีโวหมายถึงหมวกจีโบหรือหมวกที่ทำจากขนสัตว์ส่วนข้างๆหมวกจะยาวลงมาปกหูเพื่อกันความหนาวแต่สามารถม้วนขึ้นได้ถ้าไม่ใช้   ข้อมูลจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่1
เผยแพร่เมื่อ 8 ธันวาคม 2563 • การดู 1,036 ครั้ง
ว่าว ว่าวลมของเล่นในวัยเด็ก
ว่าว ว่าวลมของเล่นในวัยเด็ก

ว่าว/ว่าวลม เป็นเครื่องเล่นที่นิยมของเด็กโดยเฉพาะในหมู่เด็กชายนิยมเล่นกันในช่วงเดือนยี่สามและสี่คือตรงกับเดือนสิบสองอ้ายและเดือนยี่ของภาคกลางคือเวลาประมาณเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคมนั่นเองซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงกำลังเกี่ยวข้าวและเสร็จจากการเกี่ยวข้าวแล้วเด็กผู้ชายก็จะทำว่าวมาชักประกวดแข่งขันกันว่าว่าวของใครสูงและลอยนิ่งอยู่ในอากาศได้ดีที่สุด ว่าวที่เด็กทำขึ้นมีอยู่2แบบคือว่าวอี่หลุ้มซึ่งเป็นว่าวโครงไม้ไผ่ตรงกับว่าวอีลุ้มคือว่าวชนิดไม่มีหางและว่าวอี่หางคือว่าวอย่างเดียวกับว่าวอี่หลุ้มเพียงแต่มีหางเพิ่มขึ้นเท่านั้นในการเล่นว่าวนั้นวิธีการเล่นจะแยกไปตามระดับของผู้เล่นถ้าเด็กเล็กเล่นก็จะเล่นว่าวอี่หางคือว่าวที่มีหางเพราะว่าวจะทรงตัวในอากาศได้ดีกว่าว่าวอี่หลุ้มโดยมักจะให้ผู้ใหญ่นำเอาว่าวผูกกับเชือกที่ไม่ยาวมากนักไปโยงกับไม้แล้วยกตั้งขึ้นให้ลอยล้อลมพอเป็นเด็กระดับโตขึ้นมาอาจจะเล่นว่าวพลิกแพลงกว่าโดยเล่นว่าวอี่หลุ้มเพราะว่าวมักจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาต้องคอยดึงเชือกบังคับให้ลอยขึ้นสูงเมื่อมีประสบการณ์บังคับว่าวสูงขึ้นแล้วก็มักจะเล่นบังคับว่าวของตนไปตัดสายว่าวของผู้อื่นโดยทำป่านแก้วคือนำเศษแก้วมาจำให้ละเอียดคลุกกับแป้งเปียกแล้วเอาเชือกว่าวในส่วนที่คาดว่าจะใช้ไปตัดสายป่านว่าวตัวอื่นได้   ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่12
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2563 • การดู 603 ครั้ง
ข้าวเเคบ
ข้าวเเคบ

“ข้าวแคบ” มีลักษณะคล้ายแผ่นโรตีสายไหมแต่บางกว่าแข็งกว่าและใสกว่า  เหตุผลที่ต้องทำข้าวแคบเเละข้าวควบในช่วงฤดูร้อนก่อนเทศกาลปีใหม่เมืองนั้นคาดว่าเพราะในช่วงฤดูร้อนนั้นมีแสงแดดที่ร้อนจัดเพียงพอที่จะตากข้าวควบข้าวแคบให้แห้งได้ภายในวันเดียวซึ่งในฤดูกาลอื่นๆนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากในฤดูฝน ก็มีทั้งฝนตกและความชื้นสูงส่วนในฤดูหนาวนั้นกลางคืนจะยาวกว่ากลางวันถึงเเม้แสงแดดในเวลากลางวันจะร้อนจัดแต่ระยะเวลากว่าที่แสงแดดจะส่องทำให้ข้าวเเคบสุกได้  วิธีการทำข้าวเเคบ 1.แช่ข้าวเหนียวประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปโม่หินหรือไฟฟ้า หรือตำด้วยครกกระเดื่องจนเป็นแป้งหรืออาจจะใช้แป้งข้าวเหนียวสำเร็จรูปก็ได้เเล้วนำมาผสมน้ำเปล่าสะอาดจนเหลวเป็นน้ำแป้งเติมเกลือลงไปเล็กน้อยตามใจชอบพิจารณาจากการนำไปใช้เช่นข้าวแคบหนาหรือข้าวแคบพันข้าวเหนียวจะต้องมีรสเค็มกว่าข้าวแคบที่ใช้พันหมี่ซึ่งข้าวแคบพันหมี่มักนิยมทำแผ่นบางและรสจืด 2.การเตรียมเตาและหม้อดินใช้เตาปั้นด้วยดินสำหรับใช้กับฟืนตั้งกะทะใส่น้ำวางหม้อดินปากแคบลักษณะครึ่งใบไม่มีก้นลงไปในกระทะเติมน้ำให้เหลือขอบกระทะประมาณ๒นิ้วปากหม้อขึงผ้าขาวบางให้ตึงตั้งไฟจนน้ำเดือดให้มีไอน้ำผ่านขึ้นมาเจาะรูผ้าขาวบางปากหม้อประมาณ๒นิ้วเพื่อให้ไอน้ำผ่านออกมาได้ แล้วจึงจะใช้ทัพพีตักน้ำข้าวแป้งมาละเลงบนผ้าขาวบางให้เป็นแผ่นกลมพอประมาณไม่หนามากมันจะคล้ายๆกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อเรียกว่า“การไล้ข้าวแป้ง”คนที่ทำเก่งๆนั้นจะไล้ข้าวแป้งเป็นแผ่นกลมสวยเสมอกัน 3. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีใสขึ้นและผิวหน้าเริ่มแห้งแสดงว่าข้าวแคบนั้นสุกแล้วก็จะใช้ไม้ช้อนเช็ดด้วยเปลือกไม้งิ้วเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวแป้งติดไม้แล้วยกแผ่นแป้งขึ้นและต้องพลิกไม้ขึ้นเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งไหลหลุดจากไม้จากนั้นจึงนำไปแผ่นบนไพคาโดยวางแผ่นแป้งด้านที่แห้งนั้นลงบนไพคา 4. เมื่อไล้ข้าวแคบและช้อนข้าวแคบไปวางบนไพคาจนเต็มแล้วก็จะยกไพคาไปตากแดดถ้าแดดแรงจัดก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันแผ่นข้าวแคบก็จะแห้งต้องคอยพลิกแผ่นข้าวแคบให้แห้งทั่วทั้งแผ่นเมื่อแห้งดีแล้วก็จะเก็บใส่กระบุงเก็บไว้ใช้งานต่อไป (เวลาจะรับประทานข้าวแคบในสมัยก่อนจะนำมาปิ้งไฟแล้วบดให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ(ภาษาพื้นบ้านของชาวลับแลเรียกว่า“การเนียงข้าวแคบ”) ใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวเหนียวใส่หมูปิ้งก็ได้เป็นอาหารเช้าที่รับประทานในหนึ่งมื้อได้เลยเหมือนกับกับข้าวอย่างอื่น) ความเเตกต่างของข้าวเเคบเเละข้าวควบ “ข้าวแคบ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542ได้ให้ความหมายไว้ว่าคือ"ข้าวเกรียบที่มีรสเค็มๆอย่างข้าวเกรียบกุ้ง"เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ "ข้าวแคบ"เป็นของกินชนิดหนึ่งที่ทำด้วยแป้งข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวเป็นแผ่นตากให้แห้ง “ข้าวแคบ” มีอยู่๒ชนิดชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าจะเป็นแผ่นบางๆรสจืดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๖นิ้วอีกชนิดหนึ่งทำจากแป้งข้าวเหนียวเป็นแผ่นหนากว่ามีรสเค็มและมีขนาดเล็กกว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๓นิ้วปัจจุบันผู้ทำข้าวแคบบางคนอาจปรุงรสเผ็ดเค็มเปรี้ยวหรือหวานเล็กน้อยลงไปก่อนที่จะทำให้สุกเป็นแผ่น ขอบคุณข้อมูลจากCultureLampang     
เผยแพร่เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2563 • การดู 730 ครั้ง
กลองหลวง
กลองหลวง

กลองหลวงเป็นกลองหน้าเดียวมีขนาดใหญ่เเละยาวมากอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลองที่มีขนาดใหญ่เเละยาวที่สุดของประเทศไทยก็ว่าได้กลองหลวงเดิมนั้นเป็นที่นิยมกันในหมู่ชาว"ไทยอง"หรือเรียกอีกอย่างว่า"กลองห้ามมาร"อาจเนื่องจากเป็นกลองที่ใช้ตีสำหรับเวลามีงานบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นงานสมโภชพระธาตุงานปอยหลวงเป็นต้นงานเหล่านี้จะมีการนิมนต์พระอุปคุตซึ่งใช้หินจากแม่น้ำเป็นตัวแทนมาไว้ที่หออุปคุตในบริเวณจัดงานเพื่อห้ามมิให้เหล่ามารเข้ามาทำลายพิธีงานบุญได้เเละในการเเห่ก็จะใช้กลองหลวงด้วย ข้อมูล:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่3
เผยแพร่เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2563 • การดู 644 ครั้ง
ดอกข่า
ดอกข่า

ดอกข่า        ดอกไม้ของต้นข่าออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมหลังจากที่ได้รับน้ำฝนแรกของปีมีกลิ่นหอมสดชื่น เป็นดอกที่สามารถรับประทานเป็นผักสดได้ซึ่งจะมีรสเผ็ดร้อนสามารถนำไปนึ่ง/ต้มจิ้มน้ำพริกใส่แกงแคได้ซึ่งอาจจะทราบกันดีว่าข่านั้นนอกจากจะเป็นสมุนไพรประจำบ้านแล้วยังเป็นส่วนประกอบเครื่องเทศของอาหารไทย ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะใช้ประโยชน์จากต้นข่าได้ทุกส่วนเเละข่านั้นยังมีฤทธิ์ทางยาหากพูดถึงในส่วนของ"เหง้า"เหง้าแก่นั้นแก้ปวดท้องจุกเสียดแน่นท้อง"ดอก"ใช้ทาแก้กลากเกลื้อนผลช่วยย่อยอาหารแก้คลื่นเหียนอาเจียน"ต้น"แก่นำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวทาแก้ปวดเมื่อยเป็นตะคริวใบมีรสเผ็ดร้อนแก้พยาธิสารสกัดจากข่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย         ข่านั้นยังเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหารอีกด้วย ใช้ใส่ในต้มข่าต้มยำน้ำพริกแกงทุกชนิดใส่ข่าเป็นส่วนประกอบยกเว้นแกงเหลืองและแกงกอและทางภาคใต้ที่ไม่นิยมใส่ข่าช่วยในการดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลาในภาคเหนือใช้ข่าเป็นเครื่องปรุงของน้ำพริกและอาหารประเภทแกงเกือบทุกชนิด          
เผยแพร่เมื่อ 19 พฤษภาคม 2563 • การดู 5,645 ครั้ง
เอื้องงวงช้าง
เอื้องงวงช้าง

เอื้องงวงช้าง            มีชื่อท้องถิ่นว่าเอื้องสาย,เอื้องงวงช้าง,พอทุกิ,มอกคำเครือ,สายไหมเป็นประเภทกล้วยไม้ที่อิงอาศัยต้นไม้อื่นอยู่รูปร่างเป็นลำต้นลำลูกกล้วยเรียวยาวห้อยลง ใบมีลักษณะใบหอกแกมรูปไข่ปลายแหลมช่วงออกดอกจะทิ้งใบดอกสีขาวออกดอกเป็นช่อกลีบปากสีม่วงจางช่อดอกสั้นมากมี2-3ดอกกลีบดอกรูปใบหอกสีขาวปลายแหลมกลีบปากรูปทรงเกือบกลมสีม่วงซีดแผ่นกลีบเป็นขนละเอียดโคนกลีบมีลายสีเข้มกลีบม้วนเข้าจนหุ้มเส้าเกสรที่อ้วนและสั้น ฤดูออกดอกจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ประเภทป่าที่พบเป็นป่าเต็งรัง,ป่าเบญจพรรณ,ป่าเต็งรังผสมสน ข้อมูลอ้างอิง:OrchidMaejoUniversity
เผยแพร่เมื่อ 13 พฤษภาคม 2563 • การดู 564 ครั้ง
หมากพู้ (ชู้หมาก)
หมากพู้ (ชู้หมาก)

หมากพู้              ทางภาคกลางเรียกว่าหมากผู้หมากเมียเป็นไม้พุ่มลำตั้งต้นตรงไม่แตกกิ่งก้านสาขาสูงประมาณ1-3เมตรใบออกส่วนบนของต้นแตกเป็นวงสลับกันไปรอบๆลำต้นใบยาวแหลมยาวประมาณ30-50เซนติเมตรกว้าง5-10เซนติเมตรสีม่วงแดงหรือเขียวดอกออกเป็นช่อที่ยอดสีม่วงแดงหรือชมพูหรือสลับด้วยสีเหลืองอ่อนผลทรงกลมฉ่ำน้ำนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ     ชาวล้านนานิยมใช้มาปักแจกันหรือ“หม้อไหดอก” ไว้บน“หิ้งพระเจ้า”หรือใช้ปักบนก๋วยฉลากส่วนดอกหมากพู้นิยมนำมาใส่แกงแค(แกงชนิดหนึ่งมีผักหลายอย่างรวมกัน)     หมากพู้นี้บ้างก็เรียกว่าชู้หมากอ่านว่า“จู๊หมาก”     สรรพคุณทางยาเช่นห้ามเลือดแก้บวมอักเสบแก้บิดถ่ายเป็นเลือดแก้ไอเป็นเลือดปัสสาวะทางเลือดแผลบวมจากการหกล้มแต่สตรีมีครรภ์ไม่ควรกิน   ข้อมูลอ้างอิง:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่13 
เผยแพร่เมื่อ 12 พฤษภาคม 2563 • การดู 788 ครั้ง
ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง) ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง)
ตำบ่าม่วง(ตำมะม่วง)

ตำบ่าม่วง คือตำมะม่วงโดยเอาผลมะม่วงดิบมาปอกเปลือกออกสับแล้วฝานให้เป็นเส้นบางๆแล้วนำมาปลาย่างพริกแห้งหอมกระเทียมปลาร้าทั้งหมดย่างไฟให้สุกนำมาโขลกรวมจนละเอียดดีแล้ว(หรือใช้น้ำพริกตาแดงสำเร็จ)นำน้ำอ้อยลงโขลกด้วยจากนั้นนำมะม่วงลงไปตำคลุกเคล้าจนเข้ากันปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาตามใจชอบก็รับประทานได้แล้วนิยมรับประทานกับใบชะพลูยอดชะอมหน่อข่าดอกผักฮ้วนยอดผักเซียงดาเป็นต้น *บางสูตรอาจใส่กะปิด้วยเครื่องปรุงของตำมะม่วงนี้สามารถใช้กับตำกระท้อนตำมะยมและตำมะปรางได้ด้วย ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่มที่๕หน้า๒๔๐๙
เผยแพร่เมื่อ 23 เมษายน 2563 • การดู 1,099 ครั้ง
ความหมายของต้นเขืองหรือต้นเต่าร้าง
ความหมายของต้นเขืองหรือต้นเต่าร้าง

“ต้นเขือง”(ต้นเต่าร้าง) เต่าร้าง(ชื่อวิทยาศาสตร์:Caryotaurens)เป็นพืชในวงศ์Palmaeเป็นปาล์มต้นเดี่ยวขนาดใหญ่ไม่มีหนามปล้องบนลำต้นยาวแผ่นใบเป็นร่องรูปตัวVใบประกอบแบบขนนก๒ชั้นก้านใบยาวขนาดใหญ่ออกดอกแล้วตายดอกช่อแยกเพศผลสุกสีแดงพบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ศรีลังกาอินเดียตอนใต้ของจีนไทยและเวียดนาม เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างและทำเครื่องมือทางการเกษตรเป็นไม้ประดับช่อดอกปาดเอาน้ำหวานมาผลิตน้ำตาลได้ใบใช้มุงหลังคาทำเชือกยอดอ่อนต้มรับประทานได้ทางภาคใต้นำยอดนำมาต้มกะทิกับกุ้งขนที่ผลเมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดผื่นแดงและคัน ด้านความเชื่อแบบล้านนาจะนำตุงกระดาษมามัดกับก้านเขืองปักบนเจดีย์ทรายในวันเข้าวัดทำบุญในวันมหาสงกรานต์ตามประเพณีความเชื่อแบบล้านนา ประโยชน์ เป็นไม้ประดับ ด้านอาหารรสชาติของยอดเต่าร้างจะคล้ายกับยอดมะพร้าวสามารถนํามาต้มจิ้มน้ําพริกหรือแกงได้ชาวบ้านนิยมนํามาใช้แทนยอดมะพร้าว ข้อควรระวังเปลือกผลทำให้ระคายเคืองลําต้นของต้นเต่าร้างจะมีขนและพิษคันถ้าโดนมือจะทําให้คันมากบางคนมีอาการแพ้ชาวบ้านจะเอาส่วนที่มีขนออกให้หมดก่อนจึงจะนํามารับประทานได้ สรรพคุณ หัวและรากมีรสหวานเย็นขมดับพิษที่ตับปอดและหัวใจพิการได้ดี   อ้างอิงจาก: https://www.m-culture.go.th/uthaithani/ewt_news.php?nid=232    
เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายน 2563 • การดู 5,889 ครั้ง
เมนูอาหารจากบ่าลิดไม้
เมนูอาหารจากบ่าลิดไม้

บ่าลิดไม้หรือบ่าลิ้นไม้หรือลิ้นฟ้าบางครั้งใช้คำว่า”ฝัก”แทนคำว่า“บ่า”เช่นฝักลิดไม้ฝักลิ้นฟ้าตรงกับภาษาไทยกลางเรียกว่าเพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง4-12เมตรเปลือกลำต้นสีเทาเรียบแตกเป็นร่องตื้นๆลำต้นและกิ่งมีรอยแตกเป็นช่องอากาศ“ใบ”เป็นใบประกอบแบบขนนกสามชั้นมีใบยอ่ย5ใบรูปไข่ปลายแหลมโคนใบสอบเข้าและเบี้ยว“ดอก”ออกตรงปลายยอดเป็นช่อที่มีขนาดใหญ่ก้านช่อดอกยาว1-2เมตรจะบานพร้อมกันครั้งละ2-3ดอกเท่านั้น ส่วนของบ่าลิดไม้ที่ใช้เป็นอาหารได้แก่ฝักอ่อนโดยนำไปเฝาไฟให้ไหม้เกรียมและขูดผิวที่ไหม้ไฟออกหั่นแล้วใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกเช่นน้ำพริกปลาหรือลาบวัวลาบควายหรือหั่นฝอยใช้ผัดร่วมกับหน่อไม้จะมีรสขมแต่ลำขนาดดอกบ่าลิดไม้ลวกกินกับน้ำพริกยำใส่ไข่หรือนำไปใส่เครื่องปรุงแล้วห่อใบตองปิ้งไฟเรียกแอ็บดอกบ่าลิดไม้ส่วน”ลำต้น”นั้นใช้ทำลาบวัวลาบควายซึ่งถ้าเป็นเนื้อที่ค้างคืนจะช่วยให้เนื้อจับกันไม่เละและช่วยชูรสอีกเสียด้วย ประโยชน์ทางสมุนไพรคือเปลือกต้นลิดไม้ที่มีรสฝาดเย็นและขมเล็กน้อยเป็นยาสมานแผลดับพิษส่วน”ราก”ใช้เป็นยาบำรุงธาตุทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร“ผล”เป็นฝักรูปร่างแบนยาวคล้ายดาบปลายฝักเรียวแหลมห้อยลง บ่าลิดไม้จะออกดอกเดือนมิถุนายน-ธันวาคมและออกผลเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์เป็นพืชที่มักพบในป่าผสมผลัดใบป่าแดงป่าทุ่งและบริเวณไร่สวน (ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม๑๑)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 1,016 ครั้ง
ขนุนในความเชื่อของคนล้านนา
ขนุนในความเชื่อของคนล้านนา

“ขนุน”หรือกำเมืองเขาว่า“บ่าหนุน”เป็นไม้ยืนต้นที่พบเห็นโดยทั่วไปนับเป็นต้นไม้ที่มีบทบาทมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลที่มีการนำรากและแก่นขนุนมาต้มเพื่อเป็นน้ำย้อมสบงจีวรของพระสงฆ์ตั้งแต่สมัยนั้นชื่อเรียกอีกอย่างคือ"หมากลาง" ประโยชน์ของขนุน “ราก”ใช้ย้อมผ้าสบงจีวรของพระสงฆ์โดยต้มเคี่ยวให้ได้น้ำสีเหลืองออกมาลที่เรียก"สีย้อมฝาด"(กาสาวพัตร์)แล้วเอาผ้าลงย้อมสรรพคุณทางยาจะดับน้ำกินแก้ท้องเสียแก้ไข้บำรุงเลือดและขี้เถ้าของรากขนุนใช้เป็นยารักษาแผลได้ด้วย“ลำต้น”ไม้ขนุนนิยมใช้เป็นสิ่งก่อสร้างเพราะปลวกและราไม่ขึ้นแก่นของขนุนเป็นสมุนไพรบำรุงกำลังบำรุงเลือดแก้ลมชักเป็นต้น ส่วนของ“ใบ”ใบอ่อนของขนุนใช้รับประทานกับส้มตำแกงโฮะจิ้มน้ำพริกเป็นเครื่องเคียงอาหารประเภทลาบใบแก่ใช้ต้มน้ำให้สัตว์กินช่วยขับน้ำนมใช้เผาร่วมกับซังข้าวโพดและกะลามะพร้าวให้ได้ขี้เถ้าเพื่อใช้เป็นยารักษาแผลเรื้อรังในสัตว์เลี้ยงและเป็นอาหารสัตว์ ส่วนของ“ผล”ผลดิบที่ยังอ่อนใช้กินเป็นผักจิ้มน้ำพริกขนาดโตขึ้นใช้ทำอาหารทั้งแกงตำหรือยำที่เรียกว่าแก๊งบ่าหนุนตำบ่าหนุนหรือยำบ่าหนุนสรรพคุณทางยาผลสดใช้เป็นยาฝาดสมานและแก้ท้องเสียผลสุกเป็นอาหารประเภทผลไม้เมล็ดใช้ต้มหรือเผารับประทานเป็นอาหารว่าง ความเชื่อเกี่ยวกับขนุนคือชาวล้านนานิยมปลูกขนุนไว้ในบริเวณบ้านโดยปลูกไว้ด้านทิศตะวันตกจะเป็นมงคลด้วยเชื่อว่าจะมีคนคอยช่วยเหลือเกื้อหนุนจุนเจือส่วนของไม้ขนุนถ้านำมาแกะเป็นพระพุทธรูปบูชาเชื่อว่าจะเกิดความมั่งมีศรีสุขและที่สำคัญมีการแกงขนุนในโอกาสสำคัญเช่นงานแต่งงานเป็นเคล็ดให้คู่บ่าวสาวมีความเกื้อหนุนจุนเจือซึ่งกันและกันขนุนนั้นมียางเหนียวที่มีความหมายไปถึงการครองชีวิตอยู่อย่างเหนียวแน่นตลอดไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงกรานต์คือ"วันปากปี"ชาวล้านนาทุกครัวเรือนจะมีการแกงขนุนเนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้เกิดความรุ่งโรจน์ในชีวิตเพราะมีสิ่งคอยคำหนุนจุนเจือโดยถือเคล็ดตามชื่อ"หนุน"ชีวิตจะได้ไม่ตกต่ำไปตลอดปี (อ้างอิงจากหนังสือชุดล้านนาคดีไมเ้มืองเหนือความเชื่อโบราณอาจารย์สนั่นธรรมธิสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช.)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 3,246 ครั้ง
สะแล
สะแล

สะแล สะแลหรือสาแลมีชื่อในท้องถิ่นอื่นเช่นแกแล(ปราจีนบุรี)ข่อยย่าน(สงขลา)คันซงซงแดง(ปัตตานี)แทแล(ชลบุรี)ชะแล(กะเหรี่ยงกาญจนบุรี)เป็นต้นชื่อทางวิทยาศาสตร์คือBroussonetiakurzilCorner.ในวงศ์MORACEAE สะแลเป็นไม้รอเลื้อยลําต้นสูง5-10เมตรถ้าอยู่เดี่ยวๆจะเป็นพุ่มถ้าอยู่กับไม้อื่นจะเลื้อยพันเป็นเถาเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีกิ่งก้านเหนียวเปลือกสีเทาเรียบไม่แตกเป็นสะเก็ดเป็นไม้ผลัดใบใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับรูปใบแบบไข่หรือรีปลายใบแหลมฐานใบกว้างรูปหัวใจขอบใบหยักขนาดกว้าง4-8เซนติเมตรยาว6-14เซนติเมตรก้านใบยาว1.0-1.5เซนติเมตรผิวใบสากเนื้อใบหนาและเหนียวเส้นแขนงใบแบบขนนกมีจํานวน7-8คู่ดอกเป็นพืชที่มีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละต้นออกบริเวณกิ่งดอกเพศผู้เป็นช่อรูปร่างยาวมีดอกย่อยอัดกันแน่นอยู่ไม่มีกลีบดอกช่อดอกเพศเมียจะมีรูปร่างค่อนข้างกลมมีดอกย่อยอัดกันแน่นมีก้านเกสรเพศเมีย(Style)ชี้ยาวออกมายาว1.0-1.5เซนติเมตรมีขนปกคลุมบริเวณดอกจะมียางสีขาวเวลาออกดอกใบจะร่วงหมดออกดอกเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ผลจะเป็นผลรวม(Syncarp)จะมีลักษณะอ่อนนุ่มเมล็ดมีรูปร่างกลมหรือกลมรีมีสีดําออกผลเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมมักพบสะแลขึ้นตามสวนและที่ใกล้แหล่งน้ำ ส่วนที่ใช้เป็นอาหารคือผลอ่อนนิยมนำชนิดผลกลมมาเป็นผักแกงเรียกแกงสะแลแกงใส่ปลาย่างกระดูกหมูมีรสซ่าและขมเล็กน้อยประโยชน์อื่นๆเช่นเปลือกและใบนำมาต้มอาบแก้บวมเนื่องจากโรคไตหรือโรคหัวใจพิการและน้ำเหลืองเสียเหน็บชาเป็นต้น (ข้อมูลสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม๑๓)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 685 ครั้ง
ดอกไม้กินได้
ดอกไม้กินได้

“ดอกไม้กินได้” คนเราต้องกินผักเพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระต้องกินสม่ำเสมอและให้มากพอในสมัยโบราณคนเราใช้พืชผักรอบตัวเป็นยารักษาอาการป่วยคนโบราณกินทั้งรากต้นใบดอกมีแบบกินสดและกินสุกแล้วแต่ว่ามีจุดประสงค์อะไรดังนั้นไม่แปลกอะไรที่เราจะเอาดอกไม้มากินที่เราคุ้นเคยกันดีเช่นแกงส้มดอกแคแกงแคดอกต้างสองแกงนี้ใช้แก้ไข้หัวลมเช่นเดียวกันแต่ดอกไม้กินไม่ได้หมดทุกอย่างเพราะบางอย่างเป็นพิษเช่นดอกยี่โถดอกชวนชมเนื่องจากมีไกลโคไซด์บางตัวที่จะเป็นอันตรายต่อหัวใจอย่างเช่นดอกไม้ที่สามารถกินได้ตามฤดูกาล คนไทยนิยมกินพืชผักตามฤดูกาลเสมอมาดังนั้นในฤดูต้นไม้ผลิดดอกเราก็เก็บมากินเป็นอาหารส่วนมากเอามาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริกชุบแป้งทอดเอามาแกงเอามาต้มน้ำดื่มฯลฯเช่น ดอกโสนลวกจิ้มน้ำพริกทำขนม ดอกแคแดงลวกจิ้มน้ำพริกใช้แกงส้ม ดอกขจรทำยำดอกขจรใช้ใส่ไข่เจียว แคหางค่างหรือแคนาลวกจิ้มน้ำพริกยัดไส้หมูแล้วทอด ดอกพะยอมชุบแป้งทอดแกงส้ม ดอกชมนาดใส่ข้าวแช่ทำให้หอมข้าวใหม่ ดอกลีลาวดีชุบแป้งทอด ดอกอัญชันต้มน้ำดื่มใส่ข้าวยำ ดอกดาหลาซอยใส่ข้าวยำ ดอกกวางตุ้งแกงทำผักกาดจอลวกจิ้มน้ำพริก ดอกงิ้วเกสรตากแห้งเอามาแช่น้ำแล้วใส่แกงแคใส่น้ำเงี้ยว ดอกครั่งใส่ส้าหรือยำแบบพื้นเมืองล้านนา ข้อมูลอ้างอิงจาก:พญ.ลลิตาธีระสิริ(ผู้อำนวยการบัลวีเวียงพิงค์ศูนย์ธรรมชาติบำบัด)
เผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2563 • การดู 1,692 ครั้ง
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา
ลักษณะหมู่บ้านของชาวล้านนา

หมู่บ้านของชาวล้านนามีรูปแบบอยู่ 2 ลักษณะคือ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ขนานกับเส้นทางสัญจร และหมู่บ้านที่กระจุกตัวเป็นกลุ่ม ซึ่งในลักษณะแรกมักเป็นหมู่บ้านที่ติดกับเส้นทางการค้า รองรับการค้าขาย ส่วนหมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นกลุ่ม ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากเส้นทางสัญจรหลัก เกิดจากการสร้างบ้านเรือนกระจายออกจากจุดศูนย์กลางของตัวหมู่บ้านออกไปเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของคนในชุมชน ปัจจุบันเราไม่สามารถเห็นขอบเขตของหมู่บ้านแต่ละกลุ่มในเมืองใหญ่ได้อย่างชัดเจน เพราะการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคม หมู่บ้านต่างๆอยู่ติดๆกันเป็นผืนใหญ่ แต่ในชนบทบางแห่งยังคงพบว่าหมู่บ้านแต่ละที่มีระยะห่างไกลกันพอสมควร จึงเห็นเขตของหมู่บ้านอย่างชัดเจน โดยมีที่นาหรือป่าชุมชนตั้งอยู่ระหว่างแต่ละหมู่บ้าน  ผังหมู่บ้านของชาวล้านนาในอดีต ค่อนข้างที่จะมีแบบแผนชัดเจน โดยทำเลที่เหมาะสมกับการตั้งหมู่บ้านที่ดีที่สุดคือต้องมีแหล่งน้ำ หากบริเวณนั้นมีพื้นที่ดอนและที่ราบแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะตั้งบ้านเรือนอยู่บนที่สันดอน ส่วนที่ราบนั้นจะจำกัดไว้สำหรับการเพาะปลูก เพราะเป็นบริเวณที่น้ำชุ่มตลอดทั้งปี เหมาะแก่การปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง             ใจบ้าน เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหมู่บ้านชาวล้านนาคือ ใจบ้านเปรียบได้กับขวัญของหมู่บ้าน ที่มีเทวาอารักษ์หรือเสื้อบ้านสถิตอยู่เพื่อคอยดูแลป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในหมู่บ้านได้ นิยมกำหนดให้อยู่ในบริเวณต้นไม้ใหญ่ หรือสร้างหอเสื้อบ้านขึ้นมาหรือปักเสาหลักเป็นเสื้อบ้านก็ได้ ซึ่งใจบ้านส่วนใหญ่จะอยู่กลางหมู่บ้านบริเวณเดียวกับข่วงบ้าน เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆของคนในหมู่บ้านร่วมกัน          หอผีเสื้อบ้านหรือหอเจ้าบ้าน มักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หรือพื้นที่พิเศษแตกต่างไปจากพื้นที่โดยทั่วไป เช่น บริเวณจอมปลวก บริเวณที่ดอน เป็นต้น มีลักษณะเป็นเรือนจำลองขนาดเล็ก ในอดีตสร้างด้วยไม้ ตัวหอยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันหมู่บ้านบางแห่งหอผีเสื้อบ้านชำรุด จึงสร้างใหม่เป็นอาคารก่อปูนชั้นเดียวขนาดใหญ่กว่าแบบเดิม ภายในหอผีมีชั้นสำหรับวางเครื่องสักการะและของใช้ของผี คือ ขันหมาก น้ำต้น ดาบ รูปปั้นม้าหรือช้าง ฯลฯ  ทุกปีก็จะมีพิธีเซ่นไหว้ถวายเครื่องสังเวยให้ผีเสื้อบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและร้องขอให้ช่วยดูแลรักษาหมู่บ้านให้ปลอดภัย                      ข่วงบ้าน เป็นลานโล่งกว้าง ไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้ขึ้นมากีดขวาง มักอยู่บริเวณหน้าหอผีเสื้อบ้านหรือใจบ้าน เป็นพื้นที่สาธารณะของคนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เดิมทีใช้เป็นที่สำหรับจัดพิธีกรรมในการเลี้ยงผีบ้าน ภายหลังรูปแบบของหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลง จากการขยายตัวของชุมชน ทำให้บางหมู่บ้านแทบไม่เหลือพื้นที่นี้ไว้          กลุ่มเรือน ลักษณะของหมู่บ้านชาวล้านนาในอดีตหรือชนบท จะกระจุกตัวรวมกันอย่างหนาแน่นบริเวณกลางหมู่บ้านแล้วก็เบาบางลงบริเวณท้ายบ้าน จากนั้นก็จะเป็นที่นาคั่นระหว่างหมู่บ้าน ถนนที่ใช้ในหมู่บ้านก็จะมีขนาดเล็กแคบและคดเคี้ยว ทางเข้าบ้านมีการแบ่งซอยย่อยออกไป แต่หมู่บ้านในเมืองที่มีกลุ่มเรือนกระจายตัวทั่วไปในบริเวณหมู่บ้านจนไม่มีพื้นที่ว่าง มักมีการกำหนดเขตโดยใช้ถนน หรือแม่น้ำแบ่งเขตหมู่บ้านแทน             วัด ในแต่ละหมู่บ้านต้องมีวัดประจำของตัวเองเพื่อให้คนในชุมชนได้มีพื้นที่สำหรับการทำบุญและฟังเทศน์ธรรม อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมร่วมกันของชุมชนในพิธีกรรมประเพณีต่างๆ ส่วนใหญ่หมู่บ้านแต่ละแห่งจะมีเพียงหนึ่งวัด แต่หากเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ หรือเป็นหมู่บ้านที่แยกออกมาจากหมู่บ้านเดิม จะสร้างวัดใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อให้คนในชุมชนได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างทั่วถึง ในอดีตวัดประจำหมู่บบ้านจะตั้งชื่อเหมือนกับหมู่บ้านนั้นๆ แต่ปัจจุบันบางแห่งอาจมีการตั้งชื่อใหม่อีกชื่อเพื่อความสวยงามทางภาษา อย่างไรก็ตามคนในหมู่บ้านก็ยังคงมีบทบาทในการทำนุบำรุงวัด และพระสงฆ์ในหมู่บ้านของตนเอง ซึ่งผู้ที่ทำบุญและเข้าร่วมพิธีสงฆ์ในวัดใดวัดหนึ่งตลอดเวลา จะเรียกตนเองว่าเป็น“ศรัทธาวัด” ของวัดนั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นศรัทธาวัดในหมู่บ้านนั้นเอง            ที่นา เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ มักอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มหรือใกล้กับแหล่งน้ำในแต่ละหมู่บ้านจะมีอาณาเขตที่นาอยู่รอบๆใจกลางของหมู่บ้าน   ซึ่งหมู่บ้านก็จะมีเรือนหลายๆหลังอยู่กระจุกรวมกันเป็นกลุ่ม ถัดออกไปก็จะเป็นที่นาผืนใหญ่ ซึ่งเจ้าของที่นาแต่ละคนจะจำที่ของตนเองได้ โดยแบ่งที่นาแต่ละที่ออกจากกันด้วยคันนา 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 3,179 ครั้ง
อาหารการกินของชาวล้านนา
อาหารการกินของชาวล้านนา

ชาวล้านนาในอดีตดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย มีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรมที่พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนในชุมชน  กลุ่มละแวกบ้านเรือนเดียวกันจะแสดงออกซึ่งมิตรไมตรีจิตที่ดี ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนบ้านในยามยาก การแบ่งปันอาหารให้กันและกัน รวมถึงการร่วมมือลงแรงทำงานต่างๆด้วยกัน ซึ่งจะเห็นว่าคนล้านนามักใช้คำว่า “ฮอม” กับการช่วยเหลือคนในชุมชน มีทั้งการฮอมแรง ฮอมเงิน ฮอมของ ดังเช่นในงานบุญพิธี เพื่อนบ้านต่างก็นำเนื้อสัตว์ ผัก และวัตถุดิบในการทำอาหารมาฮอมเจ้าภาพ คนที่มาร่วมงานได้ก็จะช่วยกันจัดข้าวของเครื่องใช้ในพิธี เตรียมสถานที่ เตรียมอาหารเลี้ยงคนภายในงาน บางครั้งหากใครที่ไม่สามารถมาได้ก็จะฮอมด้วยเงินแทน เป็นต้น            ลักษณะนิสัยของชาวล้านนาเป็นผู้มีอัธยาศัยดีเป็นกันเอง หากมีแขกมาเยี่ยมบ้านเรือนก็จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยเครื่องดื่มและอาหารที่จัดเตรียมเป็นพิเศษ บางครั้งอาจมีของฝากติดไม้ติดมือแขกผู้มาเยือนไปด้วย  อาหารของชาวล้านนาจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก กินกับอาหารพื้นถิ่นที่มีกรรมวิธีการปรุงหลากหลายประเภท อาทิ นึ่ง แกง ส้า ลาบอ่อม แต่ละประเภทต่างก็ใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งภายในบริเวณบ้านก็จะปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ประเภทหมู เป็ด ไก่ และหาอาหารตามธรรมชาติ เช่น ปลาตามหนองบึง หน่อไม้ เห็ด สัตว์ในป่า เป็นต้น หากต้องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าชนิดอื่นๆก็ต้องไปกาดลี คือตลาด สถานที่นัดพบของคน เพื่อเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นและสินค้าที่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นแหล่งกระจายข่าวสารต่างๆจากสังคมภายนอกสู่สังคมในท้องถิ่น ลักษณะของกาดมีทั้งขนาดใหญ่และเล็กตามขนาดของเมือง โดยแต่ละเมืองจะมีตลาดใหญ่ประจำเมือง คือกาดหลวง และกาดเล็กๆอยู่ตามหมู่บ้าน เช่น กาดก้อม กาดนัด เป็นต้น ส่วนการค้าขายระหว่างเมืองจะใช้เส้นทางเดินเท้า เดินทางเป็นคาระวานม้าต่างวัวต่าง โดยเชื่อมเมืองสำคัญต่างๆไว้ด้วยกันเช่น เส้นทางค้าจากเชียงรุ่งสิบสองปันนา มายังเมืองเชียงตุง เมื่อเข้าสู่เชียงรายแล้วก็ตรงมายังเชียงใหม่  ตลอดเส้นทางก็จะซื้อของตามเมืองต่างๆ ไปขายตามรายทาง โดยเฉพาะชา ผ้าไหม ที่เป็นสินค้าจากจีน จะมาขายยังเชียงตุง และล้านนา เป็นต้น แหล่งอาหาร ในอดีตคนล้านนาจะหาอาหารอย่างง่ายๆโดยการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ในบริเวณพื้นที่ของตนเอง หากต้องการอาหารที่พิเศษจากเดิมก็จะเก็บของป่าลักษณะป่าทางภาคเหนือเป็นป่าโปร่ง เรียกว่า “ป่าแพะ”   เป็นป่าชุมชนที่มีพันธุ์ไม้จำพวกต้นสัก ต้นเหียง ไม้ไผ่และไม้พุ่มอื่นๆขึ้นอยู่สลับกันบนดินร่วนที่มีส่วนผสมของก้อนหินขนาดเล็ก ในแต่ละฤดูป่าแพะก็จะผลิตอาหารที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ ฤดูร้อนมีไข่มดแดง ผักหวาน ฤดูฝนมีเห็ด แมลงต่างๆ ทั้งนี้ผลิตผลจากป่าแพะ ยังให้ไม้สักและไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบอย่างดีในการสร้างบ้านเรือนอีกด้วย จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ที่คนต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับถิ่นที่อยู่อาศัย
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 2,135 ครั้ง
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา
การตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนา

สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม            สภาพสิ่งแวดล้อมมีผลต่อวิถีชีวิตของคนแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมากในท้องถิ่นต่างๆ มักรู้จักการประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในบริเวณนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมในที่ตั้งถิ่นฐานนั้นด้วยถือเป็นการกลั่นกรองทางด้านความคิด ภูมิปัญญา     และการปรับตัวให้สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่นที่อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี คำว่า บ้านและเรือน ในความหมายของชาวล้านนาในอดีตมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ“บ้าน”จะหมายถึง “หมู่บ้าน” ที่มีการกำหนดอาณาเขต ทำเลที่ตั้งของเรือนที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่วนคำว่า“เรือน” คือ “อาคารที่อยู่อาศัย” ของมนุษย์ ในแต่ละหมู่บ้านต่างก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม เช่น การตั้งชื่อหมู่บ้านตามแหล่งน้ำที่มี ห้วย หนอง ท่า สบ การตั้งชื่อหมู่บ้านบริเวณ โคก สัน ดอย หลิ่ง การตั้งชื่อตามพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีในแถบนั้น เช่น บ้านขี้เหล็ก บ้านสันคะยอม บ้านสันผักหวาน ท่าส้มป่อย หรือบางครั้งอาจตั้งชื่อหมู่บ้านตามประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าและตำนาน เช่นบ้านนางเหลียว ตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่นางจามเทวีเหลียวหลังกลับไป เป็นต้น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของล้านนาตั้งอยู่ทางตอนปลายของแนวเทือกเขาที่ทอดลงมาจากประเทศจีน ทำให้มีพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขาสูง   ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของชาวล้านนาจึงขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมักสร้างเมืองตาม “แอ่ง” ใหญ่ๆ เช่น แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน แอ่งลำปาง เป็นต้น แอ่งเหล่านี้ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่และมีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งการเกิดขึ้นของเมืองก็จะกระจุกตัวอยู่ตามเส้นทางแม่น้ำสายหลัก และแม่น้ำสาขา เพื่อใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคตลอดจนใช้ในการเพาะปลูก
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 3,430 ครั้ง