กาแล

กาแล
 

 กาแล

          เป็นไม้แกะสลักประดับอยู่ส่วนบน เหนือสุดของจั่วหลังคา เรือนล้านนาที่มีการประดับด้วยกาแล จึงถูกเรียกว่า “เรือนกาแล” ลักษณะของเรือนกาแล คือเรือนไม้ของชาวไทยวน นิยมสร้างด้วยไม้จริงมีพื้นที่ตัวเรือน เติ๋น ชาน ครัวไฟ ตัวเรือนยกพื้นใต้ถุนสูง มีทั้งแบบจั่วเดียว และจั่วแฝด ในอดีตที่ผ่านมามีผู้ศึกษาความเป็นมา และรูปแบบของกาแลไว้หลายประเด็น พอจะสรุปได้ดังนี้[1]

  1. ป้องกันแร้งและกามาเกาะหลังคา ทางเหนือถือว่าถ้าแร้งหรือกาเกาะหลังคาถือว่าจะเป็นอัปมงคล เมื่อกาแลเห็นไม้กาแล ก็จะไม่กล้าเกาะที่หลังคา[2]
  2. ช่วงที่พม่าปกครองล้านนาเป็นเมืองขึ้น ต้องการไม่ให้คนล้านนาคิดทรยศ จึงใช้กาแลเป็นเครื่องรางกดไว้ ซึ่งเอาคติมาจากคติการฝังศพในสมัยก่อนที่จะใช้หลักปักไขว้กันไว้บนหลุมฝังศพ เป็นการข่มศพไม่ให้หนีหาย[3]
  3. เป็นไม้สัญลักษณ์ที่มีลักษณะของเขากระบือ ดังที่อาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ กล่าวไว้ว่าคงสืบเนื่องมาจากประเพณีฆ่ากระบือเพื่อบวงสรวงผีบรรพบุรุษ จึงได้มีการนําเอาเขากระบือขึ้นไปประดับไว้บนยอดหลังคาเพื่อแสดงฐานะร่ำรวยของเจ้าของเรือนนั้นด้วย ในที่สุดจึงได้กลายเป็นประเพณีการทํากาแลขึ้นแทนเขากระบือ[4]
  4. วิวัฒนาการที่สืบต่อมาจากกระท่อมหรือเรือนไม้ไผ่ขนาดเล็ก โดย ศ.นพ.เฉลียว ปิยชน[5] เสนอว่าเรือนในสมัยโบราณสร้างไม้ปั้นลมไม้ไผ่ไขว้กัน เพื่อให้ตัวเรือนมั่นคงแข็งแรงต่อมา เมื่อใช้ไม่จริงในการสร้างจึงมีวิวัฒนาการการแกะสลักลวดลายจนดูสวยงาม
  5. การสืบทอดมาจากหลังคาบ้านของชนเผ่าลวะ ซึ่งอยู่ในดินแดนเชียงใหม่นี้มาก่อน และเสนอว่าควรจะเรียก “กะแล” มากกว่า “กาแล”[6] โดยสันนิษฐานว่าแผลงมาจากคํา “กะแหล้” ของลัวะ ทั้งนี้อาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ กล่าวว่าไทยวนในภาคเหนือเรียกว่า กาแล (นกกาชําเลืองดู) ส่วนชาวไทยวน ในจังหวัดราชบุรีเรียกว่า แกแล (นกแกชําเลืองดู) ซึ่ง ศ.นพ.เฉลียว ปิยชน มีความเห็นว่าถ้าเรียกให้ตรงตามสําเนียง คนเมืองน่าจะเป็น “กะแหล” หรือ “กาแหล”  หรือ “กแล” แล้วแต่จะลากเสียงให้สั้นหรือยาว มากกว่าที่จะเรียก “กะแล”

 

จากข้อสันนิษฐานหลายประเด็นต่างก็ให้เหตุผลที่ต่างกัน ซึ่งอนุมานได้เป็น 2 กลุ่มคือ เชื่อในเรื่องสัญลักษณ์ และการใช้งานด้านโครงสร้าง หากการอ้างว่าพม่าบังคับให้ทําก็ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าเรือนของพม่ามีกาแลหรือไม่ และเมื่อล้านนาเป็นเอกเทศไม่ได้อยู่ในการควบคุมของพม่าแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ต้องสร้างกาแลติดไว้บนเรือนอีกต่อไป   ส่วนการอ้างว่าเป็นสัญลักษณ์ของเขากระบือและกันนกเกาะหลังคานั้น น่าจะเป็นการประจวบเหมาะมากกว่า ดังนั้นเหตุผลในด้านโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะก่อนที่จะปลูกสร้างเรือนไม้จริงขึ้นมา ชาวล้านนาอยู่อาศัยในเรือนไม้บั่วมาก่อน ซึ่งการประกอบชิ้นส่วนโครงสร้างของไม้ไผ่ใช้วิธีการมัด ยึดติด และเจาะรูใส่สลัก การทำป้านลม(ปั้นลม) ปิดด้านหน้าของหลังคาก็ต้องทำไม้ยาวยื่นออกมาไขว้กันบนยอดจั่วหลังคา เพื่อให้ยึดติดกันได้แน่นและแข็งแรง เมื่อสังคมเจริญขึ้นจนมีเครื่องมือที่สามารถตัดเลื่อยไม้จริงให้มีขนาดเหมาะสมกับการสร้างเรือนแล้ว จึงเปลี่ยนจากไม้ไผ่มาใช้ไม้จริงจำพวก ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้เหียง ไม้แดง มาสร้างเรือนในรูปทรงเดิม ลักษณะของไม้ไผ่ไขว้กันบนยอดหลังคาที่ทำขึ้นเพื่อให้หลังคาแข็งแรง กลายเป็น “กาแล” ที่ทำมาจากไม้จริงแกะสลักประดับหลังคาแทน

การมีป้านลมไขว้กันแบบนี้ยังพบได้จากเรือนของชาวไทดำ และไทขาว(ไทด่อน) ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ซึ่งเรียกกันว่า “เขากุด”[7] ทั้งนี้ยังพบเรือนของคนในอินเดีย(ในรัฐอัสสัม และนาคา) พม่า (ในรัฐไทใหญ่ กะฉิ่น) ลาว ญี่ปุ่น เรือนลาวครั่ง บ้านทุ่งนาตาปิ่น ตําบลด่านช้าง อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านของชาวไทยวนที่อําเภอเมืองราชบุรี และบ้านของชาวเขาอีกหลายเผ่าก็ปรากฏหลักฐานว่ามีกาแล ซึ่งพอสรุปได้ว่าไม้ไขว้กันนี้น่าจะเป็นลักษณะร่วมกันของโครงสร้างมากกว่าการเป็นเอกลักษณ์ทางความเชื่อของแต่ละแห่ง[8]

 

 

 

[1] มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (2542). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 1. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรม

  ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. หน้า 236.

[2]กรมยุทธโยธาทหารบก บรรณาธิการ. (2514). เรือนไทยโบราณทางภาคเหนือ เรือนไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธโยธาทหารบกหน้า. หน้า 2.

[3]เสนอ นิลเดช. (2521). เรือนไทยโบราณทางภาคเหนือ. ศิลปะลานนาไทย. ที่ระลึกในงานฌาปนกิจ นายจารึก พงศ์พิพัฒน์ นางทิพย์ พงศ์พิพัฒน์ ณ   

  วัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ. หน้า 174.

[4] ไกรศรี นิมมานเหมินท์. (2521). เรือนแบบลานนาไทย, ศิลปะลานนาไทย. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท.. หน้า 155-156.

[5] เฉลียว ปิยะชน. (2537). เรือนกาแล (พิมพ์ครั้งที่ 2). เชียงใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยชัยงใหม่. หน้า 151.

[6] อนุสรณ์ สิทธิราษฎร์. (2529). กะแลหรือกาแลกันแน่. วารสารศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 7(ฉบับที่ 11), หน้า 44-45.

[7] ฐาปนีย์ เครือระยา. (2560). การสร้างถิ่นฐาน บ้าน และเรือนคนไทดำและไทขาวในเวียดนาม. วารสารข่วงผญา : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สืบสานองค์ความรู้ของชุมชน. ปี พ.ศ. 2560(ฉบับที่ 12), หน้า 142-143.

[8] มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย. (2542). สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 1. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย. หน้า 236.

 
ให้คะแนนบทความนี้
โดยการคลิกที่ดาว มากที่สุด = 5 ดาว

คะแนนทั้งหมด


คะแนน
จาก ครั้ง
5
44
4
6
3
2
2
2
1
0
เผยแพร่เมื่อ 10 มิถุนายน 2564 • การดู 14,594 ครั้ง