ดอกสัก

สถาปัตยกรรม


ทั้งหมด 11 รายการ
 
 
หำยนต์ (หัมยนต์) เเผ่นไม้เเกะสลัก
หำยนต์ (หัมยนต์) เเผ่นไม้เเกะสลัก

  “หำยนต์”  หรือ“หัมยนต์”เป็นแผ่นไม้แกะสลักที่มีขนาดเท่ากับความกว้างของประตูวางอยู่เหนือกรอบประตูห้องนอนของเรือนล้านนา  ซึ่งคำว่า“หำยนต์” หากเขียน “หำยน” ตามที่พบทั่วไปนั้นมักได้รับคําอธิบายว่าเป็นคําซึ่งประกอบด้วยหำและยนต์บางคนเรียกหำโยนหรือห้ามโยนก็มี โดยที่มาของหำยนต์พอจะสรุปได้2ประเด็นคือ เป็นภาษาล้านนาที่มาจากการผสม2คำคือ“หำ”และ“ยน”  โดยคำว่า“หำ”แปลว่า“อัณฑะ”หมายถึงสิ่งรวมพลังของบุรุษชน ส่วนคำว่า“ยนต์”น่าจะมาจาก“ยนตร”หรือ“ยันตร์”ในภาษาสันสกฤตอันหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ป้องกันภัยอันตรายได้ เป็นคําที่สันนิษฐานขึ้นจากรูปศัพท์เดิมโดยแปลว่า “ส่วนปลายของปราสาทโล้น" ซึ่งเห็นได้ว่าชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมในลักษณะเดียวกันนี้ยังพบที่หน้าบันของวิหารด้วยเช่นกัน     “หำยนต์” ตามทัศนคติของล้านนามีไว้เพื่อทําหน้าที่เป็นยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ป้องกันและขับไล่ภยันตรายต่างๆจากภายนอกมิให้ผ่านประตูเข้าไปในตัวเรือนหรือห้องนอนป้องกันอันตรายให้แก่ผู้ที่หลับนอนภายในห้องนั้น ดังนั้นหำยนต์จึงมีหน้าที่เหมือนยันต์โดยมีพลังจากเพศชายผู้เป็นเจ้าของเรือนคอยปกป้องสมาชิกในครัวเรือนทุกคน  ทั้งนี้ขนาดความกว้างของหำยนต์วัดจากความยาวของเท้าผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้นๆซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่าเท้าเป็นสิ่งที่ต่ำสุดจึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคลแต่การใช้เท้าวัดประตูจะช่วย“ข่ม”ความไม่ดีสิ่งชั่วร้ายรวมถึงผู้คนที่มีจิตอกุศลไม่ให้เข้ามาในห้องนอนได้ หากล่วงล้ำเข้าไปในห้องนอนโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรือนถือว่าเป็นการกระทำ“ผิดผี”จำเป็นต้องทำการขอขมาลาโทษ ความยาวของหำยนต์หรือความกว้างของประตูเรือนถูกกําหนดโดยการวัดความยาวเท้าของเจ้าของบ้านเช่นยาวเป็น3หรือ4เท่าเชื่อกันว่าหำยนต์สามารถให้คุณแก่ผู้เข้าใจปฏิบัติหรือแสดงคารวะอย่างถูกต้องและในทางกลับกันก็อาจให้โทษได้ด้วยดังนั้นในการประดิษฐ์หำยนต์จึงมีขั้นตอนหรือพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเรือนและผู้อยู่อาศัยหำยนต์จะทําขึ้นพร้อมกับการสร้างบ้านใหม่เจ้าของบ้านจะกําหนดให้ความกว้างของประตูและความยาวของแผ่นไม้นั้นเท่ากันโดยใช้ความยาวของเท้าเป็นมาตรวัดเช่น“บุคคลที่เป็นนายช้างให้ทําประตูกว้าง5ช่วงเท้าคนที่เป็นนายม้าพ่อค้าและไพร่น้อยให้ทําประตูกว้าง3ช่วงเท้ากับอีก3ช่วงหัวแม่มือ”เมื่อหาแผ่นไม้ที่จะทําหำยนต์ได้แล้วก็จะนําแผ่นไม้นั้นมาทําพิธี“ถอน”เสียก่อนโดยให้อาจารย์ผู้มีวิชาหรือพระเถระรดน้ำมนต์ลงบนไม้ซึ่งบางท่านกล่าวว่าเมื่อ“ถอน”แล้วจะต้องนําแผ่นไม้ไปผูกกับเสาเอกของบ้านด้วยลวดลายที่แกะสลักบนหำยนต์นั้นจะเป็นไปตามที่ช่างและเจ้าของบ้านจะร่วมกันกําหนดเมื่อสร้างบ้านนั้นเสร็จแล้วจึงจะนําหำยนต์ไปติดไว้เหนือประตูห้องนอนดังกล่าวซึ่งก่อนจะติดหำยนต์เข้าที่จะต้องทําพิธียกขันตั้งหลวงเสียก่อนในพิธีนั้นจะต้องมีเครื่องคารวะอันประกอบไปด้วยดอกไม้ธูปเทียนหมากพลูผ้าขาวผ้าแดงสุราและอาหารคาวหวานตามอัตราและให้ปู่อาจารย์เป็นผู้ประกอบพิธีอัญเชิญเทวดาอารักษ์ให้มาปกป้องบ้านเรือนและผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นหากมีการขายเรือนที่มีหำยนต์เหล่านี้ก่อนย้ายเข้าหรือรื้อถอนเจ้าของคนใหม่จะต้องตีหำยนต์แรงๆ(ภาษาล้านนาคําว่าบุบแปลว่าทุบตี)เพื่อทําลายความขลังการทุบตี “หำยน” เปรียบเสมือนการตีลูกอัณฑะวัวหรือควายในการทําหมันในสมัยก่อนซึ่งเป็นการทําให้หมดสมรรถภาพการหมดความศักดิ์สิทธิ์ของหำยนต์ก็เฉกเช่นกันเช่นเดียวกับรูปของเรือนที่ว่าพม่าบังคับให้ทําคล้ายโลงศพมีผู้กล่าวว่า“หำยน”เป็นอัณฑะของคนพม่าที่ติดไว้เหนือประตูเมื่อเจ้าของบ้านหรือผู้คนในบ้านเดินเข้าออกต้องลอดใต้อัณฑะซึ่งเป็นการข่มทําลายจิตใจมิให้กระด้างกระเดื่องต่อพม่า  ไม้ที่ใช้แกะหำยนต์ส่วนใหญ่นิยมใช้ไม้สักเพราะมีเนื้อแข็งปานกลางง่ายต่อการขึ้นรูป  การแกะสลักหำยนต์เริ่มต้นจากช่างแกะสลักจัดเตรียมขันตั้งไหว้ครูและบอกกล่าวแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมถึงในระหว่างที่แกะสลักนั้นต้องท่องคาถา“อิติปิโส........”108จบหรือท่องคาถา5พระองค์“นะโมพุทธายะ”ตลอดระยะเวลาในการแกะหำยนต์เพื่อเสริมสร้างสิริมงคล  เมื่อเสร็จแล้วก็ประพรมน้ำส้มป่อยเพื่อชะล้างสิ่งไม่ดีออกไป  ในอดีตลวดลายหำยนต์มี4ลายประกอบด้วย  ลายขดพญานาคซึ่งมีตั้งแต่  3เศียร5เศียร7เศียร9เศียร   ลายเครือหรือลายเถาที่เป็นลวดลายใบไม้พันธุ์ไม้ต่างๆเช่นดอกบัวดอกบ่าขะหนัดดอกพุดฯลฯ  ลายเมฆเป็นลวดลายที่เลียนแบบเมฆ ลายซุ้มแก้วมีโครงลายเป็นรูปซุ้มโค้งแล้วผสมผสานลวดลายต่างๆเข้าไว้ในกรอบซุ้มเช่นใช้ลายเมฆและลายพญานาคผสมกันเป็นต้น             หำยนต์มีลักษณะโครงสร้างเป็นแผ่นไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ประกอบด้วยกลีบไม้จริงตีประกบเป็นโครงสร้างยึดไว้ทำให้มีช่องว่างระหว่างไม้คั่นขนาดต่างกัน2ช่องชาวล้านนาเรียกส่วนบนที่มีขนาดเล็กว่า“ตัวผู้”ส่วน“ตัวเมีย”ขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง  หากเป็นหำยนต์แบบโบราณมีไม้ยื่นออกมาด้านข้างเพื่อสอดเข้าไปในช่องเหนือบานประตู  เนื่องด้วยการประกอบไม้ของเรือนล้านนาโบราณจะใช้ลิ่มเดือยและสลักแทนการใช้ตะปู  รูปทรงหำยนต์แบ่งออกเป็น3ลักษณะคือ รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปทรงโค้งคล้ายโก่งคิ้วของวิหารล้านนา รูปทรงโค้งมีพื้นหลัง รูปแบบของหำยนต์จำแนกโดยศึกษาจากเทคนิควิธีการทำหำยนต์มี3วิธีการคือ  1.การแกะสลักเริ่มจากการร่างโครงลวดลายโดยใช้สิ่วตอกลงไปบนไม้เป็นการคัดลายให้พอทราบว่าส่วนใดเป็นลายส่วนใดเป็นพื้น  จากนั้นก็ใช้สิ่งขุดพื้นตามความต้องการแล้วแกะตัวลายหรือโกลนลายด้วยการใช้สิ่วแบบต่างๆตามความโค้งของลวดลาย  เทคนิคการแกะสลักแบบนี้พบในเรือนล้านนาแบบโบราณหรือเรือนกาแล       2.การฉลุลายเป็นหำยนต์ที่ไม่มีพื้นหลังด้วยการเจาะพื้นหลังให้โปร่งเทคนิคนี้นิยมมากในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่25เป็นต้นมาซึ่งได้รับอิทธิพลจากเรือนไม้ฉลุในยุคอาณานิคมหรือเรือนขนมปังขิงของยุโรปที่มาพร้อมกับรสนิยมตามแบบตะวันตกของพ่อค้าไม้ชาวไทใหญ่และชาวอังกฤษที่มาอยู่ในล้านนาโดยลวดลายฉลุมักเป็นลายเครือเถาที่ได้รับการผสมผสานระหว่างลายล้านนานาและลายตะวันตก      3.การแกะสลักและฉลุลายเป็นการผสมผสานทั้งสองเทคนิคเข้าด้วยกันโดยฉลุไม้ให้เป็นโครงลวดลายก่อนแล้วจากนั้นจึงแกะสลักไม้ให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ลวดลาย          ลวดลายหำยนต์เกิดจากการแกะสลักไม้เป็นรูปร่างต่างๆตามจินตนาการของช่างที่ออกแบบผูกลายให้สัมพันธ์กันและนิยมทำลวดลายสมมาตรเท่ากันทั้งซ้ายและขวาโดยมีตัวลายขนาดใหญ่เป็นจุดนำสายตาอยู่ตรงศูนย์กลางแผ่นไม้หำยนต์จากการศึกษาลวดลายหำยนต์โบราณสามารถจำแนกลายออกเป็น5กลุ่มประกอบด้วย ลายพันธุ์พฤกษาคือลายพันธุ์ไม้ต่างๆที่ประกอบไปด้วยส่วนของก้าน  ใบดอกมักพบว่าทำเป็นรูปต่างๆเช่นลายก้านขดลายเถาองุ่นลายดอกพุดลายบ่าขะหนัด(สับปะรด) ลายตัวภาพมักทำเป็นรูปเทพและสัตว์เช่นลายราหู  สัตว์ป่าหิมพานต์สัตว์ปีเปิ้ง(สัตว์ประจำปีเกิด) ลายธรรมชาติเป็นลวดลายที่ช่างได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาตินำมาประยุกต์สร้างสรรค์เป็นลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะส่วนใหญ่ในแถบจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนทำลวดลายเมฆไหลซึ่งเป็นลายที่ได้รับอิทธิพลมาจากลายเมฆจีนที่เลียนแบบก้อนเมฆส่วนในกลุ่มจังหวัดลำปางและพะเยานิยมทำลายไส้หมูซึ่งเป็นพัฒนาการจากลายเมฆไหลคลี่คลายรูปทรงเมฆเป็นเกลียวซ้อนต่อกัน ลายมงคลเป็นลวดลายมงคลที่เชื่อว่าจะสามารถเสริมสิริมงคลในเรือนได้ส่วนใหญ่เป็น ลวดลายมงคล108และลายมงคลในพุทธศาสนาเช่นลายประแจจีนลายหม้อบูรณฆฏะลายสวัสดิกะ ลายฝรั่งเป็นลวดลายที่ได้รับอิทธิพลมาจากลายตะวันตกส่วนใหญ่เป็นลวดลายใบไม้ลายเถาหรือลายหลุยส์ลายวินเทจลายวิคตอเรียที่สมัยปัจจุบันกลับมานิยมใช้กัน ข้อมูลโดยคุณฐาปนีย์เครือระยา   โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.(2529). หำยนต์. จดหมายข่าวล้านนาคดีศึกษา,ปีที่1(ฉบับที่2),ประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม2529,หน้า48.  เฉลียวปิยะชน.(2532). เรือนกาแล (พิมพ์ครั้งที่2).เชียงใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.หน้า151  เรือนแบบลานนาไทย.(2521).อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพนายบุญปั๋นพงษ์ประดิษฐ์วันที่14พฤษภาคม2521.เชียงใหม่ : เจริญการค้าเชียงใหม่.หน้า42. มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.(2542). สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือเล่ม14. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทยธนาคารไทยพาณิชย์.หน้า7545. สัมภาษณ์พ่อครูวีระชัยมณีวรรณอำเภอแม่ออนจังหวัดเชียงใหม่วันที่15พฤษภาคม2558. ฐาปนีย์เครือระยา.(2558). ลวดลายหำยนต์ล้านนาล้านนา.เชียงใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.หน้า5.
เผยแพร่เมื่อ 20 เมษายน 2564 • การดู 138 ครั้ง
หลังฅา
หลังฅา

หลังฅา หลังฅาเป็นส่วนประกอบที่มาหุ้มโครงสร้างส่วนบนของเรือนทำหน้าที่กันลมฝนและแดดโดยปกติหลังคาเรือนพักอาศัยจะเป็นทรงจั่วโดยเฉพาะสันหลังคาของเรือนกาแลจะมีความลาดเอียงเป็นแนวตรงไม่อ่อนโค้งหลังคาเรือนกาแลไม่มีหลังคากันสาดที่เสริมล่างต่อหลังคาอีกชั้นหนึ่งจึงนิยมทำหลังคาคลุมต่ำลงมามากกว่าเรือนฝาปะกนทั้งหมดนี้จึงทำให้ลักษณะของหลังคาครอบคลุมต่ำและชิดตัวเรือนทั้งนี้หลังคาก็ยังสูงกว่าชานประมาณ1.75เซนติเมตรซึ่งสูงพอที่คนจะเดินลอดได้อย่างสบายบริเวณส่วนล่างของแหนบจะมีแผงหลังคาเล็กๆมีความยาวเท่ากับความยาวของฐานแหนบเป็นส่วนปิดบังลมแดและฝนให้ส่วนบนของฝาด้านสะกัดส่วนนี้เรียกตามภาษาภาคกลางว่าไขราปีกนาส่วนของหลังคาที่ยื่นเลยแหนบออกมาเรียกว่าไขราหน้าจั่วและส่วนล่างของหลังคาที่ระดับแปหัวเสามาคลุมตัวเรือนเรียกว่าไขรากันสาดการเชื่อมต่อของไขราปีกนาและไขรากันสาดของเรือนกาแลมี3ลักษณะคือ1.ไขราปีกนกแยกเป็นอิสระไม่ต่อชนกับไขรากันสาดโดยใช้โครงสร้างที่เรียกว่ากลอนก้อยและยางดังกล่าวแล้วมารับน้ำหนัก2.ไขราปีกนาและไขรากันสาดมีชายคาในระดับเดียวกันและเชื่อมต่อกัน 3.ส่วนชายคาของไขราปีกนกยื่นยาวมาคลุมตัวเรือนด้านสกัดมากทำให้ส่วนของไขรากันสาดต้องยื่นยาวออกมาด้วยลักษณะดังกล่าวหากเป็นเรือนแฝดก็จะยาวติดต่อกันทั้ง2หลังเป็นแนวเดียวกันดูสวยงามโครงสร้างของหลังคาแบบที่2และ3นี้ใช้ไม้จักเข้รับน้ำหนักบริเวณรอยเชื่อมต่อของไขราปีกนกและไขรากันสาด   ภาพหลองข้าวป่าซาง(นันทขว้าง) ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่14
เผยแพร่เมื่อ 21 มกราคม 2564 • การดู 287 ครั้ง
ดินขอ
ดินขอ

ดินขอคือกระเบื้องมุงหลังคาเรือนของชาวล้านนาเป็นเครื่องปั้นดินเผาน้ำหนักเบามีขนาดเล็กบางเรียบปลายด้านหนึ่งหักงอคล้ายตะขอใช้สำหรับเกาะไม้ก้านฝ้าที่ยึดติดกับโครงสร้างหลังคาสำหรับแหล่งดินขอที่ผลิตในจังหวัดเชียงใหม่เหลือเพียงแห่งเดียวคือบ้านของพ่อครูสมานจันทครลักษณ์ในตำบลแม่เหียะอำเภอเมืองซึ่งในอดีตแถบตำบลแม่เหียะเป็นแหล่งผลิตดินขอและดินกี่ที่สำคัญ อุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้ ดินเหนียวหรือเรียกว่าดินดากเป็นดินที่ขุดจากท้องนาโดยต้องขุดหน้าดินในชั้นดินดำออกประมาณ1–3เมตรถึงจะเจอชั้นดินดากที่สามารถนำไปปั้นได้จากนั้นขุดดินในชั้นนี้ออกมา  แม่พิมพ์ที่ใช้ขึ้นรูปดินขอขนาดกว้าง4.5xยาว8.8นิ้ว ไม้สามเหลี่ยมยาวประมาณ50เซนติเมตร ลวดที่ใช้ตัดลักษณะเป็นครึ่งวงกลม เถ้าไม้หรือเถ้าแกลบ ไม้พื้นหรือไม้เนื้อแข็งทุกชนิดที่หาได้ในพื้นที่ กรรมวิธีการปั้น 1.นําดินเหนียวมาหมักด้วยน้ำพอประมาณใช้เวลา20ชั่วโมง 2.นํามาเข้าเครื่องนวดให้เหนียวจนได้ที่แต่สมัยก่อนต้องใช้เท้าเหยียบบนหนังวัวเพื่อให้ดินเหนียวและมันวาว 3.นํามาปั้นกับแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้โดยโรยขี้เถ้าในแม่พิมพ์กันไม่ให้ดินเหนียวติดแม่พิมพ์แล้วเอาลวดที่ใช้ตัดดินให้เหลือในแม่พิมพ์จากนั้นใช้ไม้สามเหลี่ยมชุบน้ำแล้วให้    เรียบนําออกจากแม่พิมพ์มาวางไว้ในที่ๆใช้เตรียมไว้ 4.นําไปตากแดดประมาณ2ชั่วโมงหรือให้แข็งตัวพอประมาณจึงจะเก็บได้ 5.แต่งผิวดินให้เรียบแล้วเอามาตั้งเรียงไว้ 6.นําเข้าเตาเพื่อเผาโดยใช้เตาขนาด3x3.5สูง4เมตรด้านล่างมีช่องเติมเชื้อเพลิงหรือพื้นเป็นรูปวงกลม2รูโดยทางที่นําดินเข้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม1ช่องที่วางดินมีช่อง   กว้างประมาณ10เซนติเมตรมี8-10แถว 7.นําดินวางตะแคงแล้วปิดที่ช่องนําดินเข้าให้สนิทโดยต้องใช้ความร้อนสูงและสม่ำเสมอเริ่มจากเผาพื้นไล่ความชื้นใช้ไฟอ่อนประมาณ10-11วันตลอด24ชั่วโมง        จากนั้นจึงเร่งไฟให้เต็มที่30ชั่วโมงหรือให้ดินชั้นบนของเตาแดงเหมือนถ่านจนทั่วเตาจึงหยุดไฟได้แล้วปิดช่องที่เติมฟืนให้สนิทอบประมาณอีก5วันถึงเอาออก        จากเตาได้ ใช้เวลาในกระบวนการเผาทั้งหมดประมาณ12-14วัน
เผยแพร่เมื่อ 13 มกราคม 2564 • การดู 175 ครั้ง
เรือนพื้นถิ่น
เรือนพื้นถิ่น

“เรือนพื้นถิ่น” มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า“สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น”(VernacularArchitecture) หมายถึงรูปแบบของอาคารที่ชาวบ้านสร้างขึ้นในแต่ละท้องถิ่น และเน้นเฉพาะอาคารที่อยู่อาศัย หรือตัวเรือน โดยรูปแบบของเรือนพื้นถิ่นในแต่ละแห่งจะมีรูปร่าง วัสดุ ขนาด และวิธีการก่อสร้างคล้ายคลึงกัน เพราะไม่ใช่เป็นงานออกแบบเฉพาะของสถาปนิก แต่เป็นการออกแบบจากการใช้ชีวิตที่มีลักษณะร่วมกันของแต่ละสังคมที่ใช้เวลาในการคิดค้นและสร้างสรรค์ ให้เป็นไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่ต่อเนื่องกันของประชาชนทั้งหมดทุกคนในสังคมหรืออาจหมายถึงงานสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบโดยตรงแต่เกิดจากการแก้ไขปัญหาและประสบการณ์เชิงประจักษ์ เพื่อให้การกิน  การอยู่สัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ที่ตั้งถิ่นฐาน  ดังที่นักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาให้ความสำคัญกับเรือนพื้นถิ่น ที่สะท้อนสภาพวัฒนธรรมของแต่ละสังคม จากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ขณะที่อาศัยอยู่ในเรือนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจึงแสดงออกถึงประสบการณ์และความชำนาญของกลุ่มชนในการสร้างสถาปัตยกรรมขึ้นจนเป็นมรดกทางสังคมที่ได้รับการถ่ายทอดต่อๆกันมาหรืออาจกล่าวได้ว่าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นคือสถาปัตยกรรมของสามัญชนหรือชาวบ้านและหมายรวมถึงสถาปัตยกรรมทุกประเภททั้งอาคารพักอาศัยทั้งชั่วคราวและถาวรอาคารสำหรับอาชีพเช่นยุ้งข้าวโรงเก็บของโรงสีโรงปั้นหม้อฯลฯทั้งอาคารสาธารณะวัดวาอารามในชุมชนศาลากลางบ้านศาลาท่าน้ำศาลาริมทางฯลฯ  ในสถาปัตยกรรมเรือนพื้นถิ่นจะเห็นว่าเรือนแต่ละแบบแม้จะมีลักษณะร่วมบางอย่างอยู่บนพื้นฐานเดียวกันแต่ในส่วนประกอบปลีกย่อยก็ยังมีความเด่นชัดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนตามที่แต่ละกลุ่มเชื้อชาติหรือชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ  ซึ่งสถาปัตยกรรมที่เกิดจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้สอนในด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ แต่เป็นการตกตะกอนทางความคิดที่สืบทอดมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นๆ ตามสัญชาตญาณการดำรงชีวิตแบบช้าๆ ทำให้เกิดวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมช้าตามไปด้วย ดังนั้นรูปแบบของเรือนพื้นถิ่นจึงยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองได้มากกว่าสถาปัตยกรรมของสังคมชั้นสูงโดยทั่วไป 1.การสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมกับสัญชาตญาณ ที่เป็นการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตในการกิน นอน ให้ความอบอุ่น ป้องกันฝน  2.การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมโดยได้รับอิทธิพลของสังคมและสภาพแวดล้อมเป็นลักษณะงานสถาปัตยกรรมที่มีปัจจัยในด้านต่างๆ  สำหรับคนในท้องถิ่นส่วนใหญ่มักมองว่าเรือนพื้นถิ่นเป็นงานฝีมือที่ไม่ค่อยละเอียดพบเห็นได้ทั่วไปเพราะเป็นสิ่งที่เห็นทุกวันจนคุ้นเคย จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาและมองข้ามความสำคัญไป แต่หากศึกษาอย่างละเอียดแล้วจะพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นการศึกษาเรือนพื้นถิ่น ควรวิเคราะห์ตีความจากการสังเกต ให้เห็นคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมจากการศึกษารูปทรงของอาคาร ความสัมพันธ์ในการจัดวางเนื้อที่ใช้งานที่ตอบสนอง หรือสอดคล้องกับกิจกรรมในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม และความงามของการวางพื้นที่ได้อย่างประสานกลมกลืน ตลอดจนการใช้วัสดุก่อสร้างที่แสดงถึงสัจจะของธรรมชาติของวัสดุที่นำมาจากท้องถิ่นนั้นๆ   เขียนโดย:ฐาปนีย์เครือระยา  อนุวิทย์ เจริญศุภกุล.“เรือนลานนาไทย”วารสารบ้าน วารสารรายเดือนของการเคหะแห่งชาติ ฉบับที่ 22 ปีที่ 2 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2518.                              อรศิริ ปาณินท์.มนุษย์กับการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม.กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยรังสิต,2521หน้า13. วิวัฒน์ เตมียพันธ์.เรือนพักอาศัย:รูปแบบสำคัญของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น.เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง เอกลักษณ์เรือนพื้นถิ่นภาคเหนือ โดย คณะทำงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ ร่วมกับหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น17จังหวัดภาคเหนือ ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 8-9 สิงหาคม 2539. หน้า 6. ยศพรปุณวัฒนา,รศ.วีระอินพันทัง.แนวคิดและการจัดการภูมิทัศน์สรรค์สร้างบริเวณที่อยู่อาศัยท้องถิ่นไทยกรณีศึกษาริมแม่น้ำเพชรบุรี.วารสารหน้าจั่วฉบับที่27.คณะสถาปัตยกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร.กรุงเทพฯ:บริษัทอี.ที.พับลิชชิ่งจำกัด.2556.หน้า113.
เผยแพร่เมื่อ 2 มิถุนายน 2563 • การดู 1,863 ครั้ง
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ

วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ การรื้อย้ายเรือนที่มีอายุเก่าแก่นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากจึงต้องใช้“สล่า”คือช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการควบคุมดูแลกำกับทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรือนก่อนที่จะรื้อย้ายต้องเตรียมการบันทึกรายละเอียดของโครงสร้างโดยเริ่มจากวัดส่วนประกอบต่างๆของตัวเรือนแล้วจึงเขียนแปลนขึ้นมาเพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องหลังจากขั้นตอนการประกอบใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วซึ่งจะช่วยให้ตัวเรือนอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุดทั้งนี้สล่าจะต้องสำรวจส่วนที่ชำรุดเสียหายและส่วนใดที่มีรายละเอียดมากต้องระวังเป็นพิเศษเช่นตรวจดูว่ามี“ยันต์ฟ้าฟีก”หรือ“ยันต์หัวเสา”ของห้องนอนใหญ่หรือไม่ซึ่งเรือนโบราณส่วนใหญ่จะพบว่ามียันต์ชนิดนี้อยู่เนื่องจากคนล้านนาเชื่อว่าเป็นยันต์ที่ช่วยปกป้องคุ้มภัยทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยจากภูติผีปีศาจทั้งหลายหากพบยันต์บนหัวเสาแล้วจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการรื้อยันต์ออกเพื่อไม่ให้ยันต์ชำรุดเสียหายจาการรื้อย้ายได้ ก่อนที่จะเริ่มรื้อถอนเรือนสล่าจะต้องประกอบพิธีขอขมาและบอกกล่าวกับ“ผีหอผีเฮือน”(ผีหอผีเรือน)จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำในส่วนประกอบของเรือนที่เป็นไม้ให้ชุ่มด้วยความระมัดระวังแล้วทิ้งไว้ประมาณ๒๐–๓๐นาทีเพื่อให้เนื้อไม้เกิดการยืดหยุ่นและไม่เปราะแตกขณะที่ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกจากกันเมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มรื้อเรือนตามขั้นตอนและวิธีการดังนี้ ๑.อันดับแรกรื้อหลังคาออกก่อนหากเป็นกระเบื้องดินขอก็ต้องถอดออกทีละแผ่นอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แตกหักเสียหายหากหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้อาจนำกระเบื้องใหม่มาทดแทนได้บ้าง ๒.เมื่อรื้อกระเบื้องออกทั้งหมดแล้วจึงเริ่มรื้อโครงหลังคาโดยวิธีการยกออกทั้งแผงเพราะหลังคาเรือน ๓.โบราณมักทำเป็นเดือยสวมทับกับจั่วในการยกจั่วออกอาจใช้รถเครนหรือรถยกเข้าช่วย ๔.ถอดฝาเรือนโดยการยกออกทั้งแผงจากนั้นจึงแกะไม้คร่าวและไม้เชน(เจน)ของฝาเรือนทั้ง๔ด้านออก ๕.แกะไม้พื้นเรือนหรือฝากระดานโดยค่อยๆงัดออกจากเดือยไม้ทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง ๖.ถอดขื่อและแปโดยต้องทำรหัสตัวเลขเป็นเครื่องหมายของไม้แต่ละชิ้นก่อนถอดออกเพื่อให้ง่ายต่อการนำมาประกอบใหม่ ๗.แกะไม้ต๋งและแวง(รอด)ออกโดยต้องทำรหัสไว้ด้วยเช่นกัน ๘.ขุดเสาเรือนออกโดยขุดลึกลงไปพอประมาณแล้วรดน้ำลงในหลุมเพื่อให้ดินที่แข็งอยู่นั้นอ่อนนิ่มเป็นโคลนสะดวกต่อการถอนเสาออกจากนั้นใช้รถเครนยกถอนเสาออกจากหลุมจนครบซึ่งการถอนเสาเรือนก็ต้องทำรหัสของเสาแต่ละต้นเช่นเดียวกันกับส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้นำไปประกอบเรือนใหม่ตามตำแหน่งของเสาเอกเสานางและเสาบริวารได้อย่างถูกต้อง (ข้อมูล:หนังสือเรือนล้านนากับวิถีชีวิตผู้แต่งฐาปนีย์เครือระยาหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช. ภาพ:การรื้อย้ายเรือนทรงปั้นหยาอนุสารสุนทร)
เผยแพร่เมื่อ 23 มีนาคม 2563 • การดู 502 ครั้ง
เรือนทรงปั้นหยา (เฮือนอนุสารสุนทร)
เรือนทรงปั้นหยา (เฮือนอนุสารสุนทร)

เรือนทรงปั้นหยา(เรือนอนุสารสุนทร) เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร) เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทรถนนช้างคลานในความครอบครองของบริษัทสุเทพจำกัดเป็นเรือนที่หลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยงชุติมาสร้างให้กับบุตรชายและครอบครัวคือนายแพทย์ยงค์ชุติมาเมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๔๖๗โดยเรือนดังกล่าวชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยชั้นล่างเปิดเป็นคลินิคและร้านขายยา ๑.เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร)เมื่อตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทรถนนช้างคลานในความครอบครองของบริษัทสุเทพจำกัด ๒.มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่ณพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาเมื่อพ.ศ.๒๕๔๗โดยประธานมูลนิธิหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริพัตรได้ร่วมพิธีลงเสาเอกตามพิธีแบบล้านนา ๓.ปกเสาเอกโดยสล่า ๔.สล่าได้ดำเนินการก่อสร้างเรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร)ขึ้นใหม่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อพ.ศ.๒๕๔๗
เผยแพร่เมื่อ 23 มีนาคม 2563 • การดู 549 ครั้ง
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ

การรื้อย้ายเรือนที่มีอายุเก่าแก่นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก จึงต้องใช้“สล่า”คือช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการควบคุมดูแลกำกับทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรือน ก่อนที่จะรื้อย้ายต้องเตรียมการบันทึกรายละเอียดของโครงสร้างโดยเริ่มจากวัดส่วนประกอบต่างๆของตัวเรือนแล้วจึงเขียนแปลนขึ้นมา เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องหลังจากขั้นตอนการประกอบใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วซึ่งจะช่วยให้ตัวเรือนอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุดทั้งนี้สล่าจะต้องสำรวจส่วนที่ชำรุดเสียหายและส่วนใดที่มีรายละเอียดมากต้องระวังเป็นพิเศษเช่นตรวจดูว่ามี“ยันต์ฟ้าฟีก”หรือ“ยันต์หัวเสา”ของห้องนอนใหญ่หรือไม่ ซึ่งเรือนโบราณส่วนใหญ่จะพบว่ามียันต์ชนิดนี้อยู่  เนื่องจากคนล้านนาเชื่อว่าเป็นยันต์ที่ช่วยปกป้องคุ้มภัยทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยจากภูติผีปีศาจทั้งหลายหากพบยันต์บนหัวเสาแล้วจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการรื้อยันต์ออก  เพื่อไม่ให้ยันต์ชำรุดเสียหายจาการรื้อย้ายได้ ก่อนที่จะเริ่มรื้อถอนเรือนสล่าจะต้องประกอบพิธีขอขมาและบอกกล่าวกับ“ผีหอผีเฮือน”(ผีหอผีเรือน)จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำในส่วนประกอบของเรือนที่เป็นไม้ให้ชุ่มด้วยความระมัดระวัง แล้วทิ้งไว้ประมาณ20-30นาที เพื่อให้เนื้อไม้เกิดการยืดหยุ่นและไม่เปราะแตกขณะที่ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกจากกัน เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มรื้อเรือนตามขั้นตอนและวิธีการดังนี้ อันดับแรกรื้อหลังคาออกก่อนหากเป็นกระเบื้องดินขอก็ต้องถอดออกทีละแผ่นอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แตกหักเสียหายหากหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้อาจนำกระเบื้องใหม่มาทดแทนได้บ้าง เมื่อรื้อกระเบื้องออกทั้งหมดแล้วจึงเริ่มรื้อโครงหลังคาโดยวิธีการยกออกทั้งแผงเพราะหลังคาเรือน โบราณมักทำเป็นเดือยสวมทับกับจั่วในการยกจั่วออกอาจใช้รถเครนหรือรถยกเข้าช่วย ถอดฝาเรือนโดยการยกออกทั้งแผง จากนั้นจึงแกะไม้คร่าวและไม้เชน(เจน)ของฝาเรือนทั้ง4ด้านออก แกะไม้พื้นเรือนหรือฝากระดานโดยค่อยๆงัดออกจากเดือยไม้ทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง ถอดขื่อและแปโดยต้องทำรหัสตัวเลขเป็นเครื่องหมายของไม้แต่ละชิ้นก่อนถอดออก เพื่อให้ง่ายต่อการนำมาประกอบใหม่ แกะไม้ต๋งและแวง(รอด)ออกโดยต้องทำรหัสไว้ด้วยเช่นกัน ขุดเสาเรือนออกโดยขุดลึกลงไปพอประมาณแล้วรดน้ำลงในหลุม เพื่อให้ดินที่แข็งอยู่นั้นอ่อนนิ่มเป็นโคลนสะดวกต่อการถอนเสาออกจากนั้นใช้รถเครนยกถอนเสาออกจากหลุมจนครบซึ่งการถอนเสาเรือนก็ต้องทำรหัสของเสาแต่ละต้นเช่นเดียวกันกับส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้นำไปประกอบเรือนใหม่ตามตำแหน่งของเสาเอก เสานางและเสาบริวารได้อย่างถูกต้อง 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 675 ครั้ง
พัฒนาการและรูปแบบเรือนล้านนา
พัฒนาการและรูปแบบเรือนล้านนา

เรือนล้านนารูปแบบต่างๆสร้างขึ้นตามลักษณะการใช้พื้นที่ภายในเรือนและฐานะของเจ้าของเรือน โดยเรือนแต่ละแบบต่างก็มีความสอดคล้องกันของวิถีชีวิตประจำวันกับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่แยกออกจากกันเป็นสัดส่วน ซึ่งเรือนในยุคแรกๆของล้านนามักสร้างมาจากไม้ไผ่หรือเป็นเรือนเครื่องผูก จากนั้นก็มีพัฒนาการมาเป็นเรือนที่สร้างจากไม้จริง แล้วนำรูปแบบของเรือนตะวันตกมาผสมผสานในยุคหลัง            ในอดีตการสร้างเรือนขึ้นอยู่กับฐานะของผู้สร้าง หากเป็นคหบดีที่มีฐานะดีจะสร้างเรือนหลังใหญ่ด้วยไม้จริงทั้งหลัง ส่วนชาวบ้านทั่วไปนิยมสร้างเรือนด้วยไม้ไผ่ผสมกับไม้จริง โดยมีโครงสร้างเรือน เช่น เสา ขื่อ แวง เป็นไม้จริง ส่วนฝาและพื้นเรือนทำมาจากไม้ไผ่สับฟาก หากเรียงลำดับตามพัฒนาการของเรือนล้านนา สามารถแบ่งรูปแบบเรือนดังนี้ เรือนเครื่องผูก เป็นเรือนที่สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ ตัวเรือนขนาดเล็ก ดังจะเห็นรูปแบบของเรือนเครื่องผูกนี้ได้ตามภาพจิตรกรรมฝาผนังของล้านนา มีรูปแบบเป็นเรือนจั่วเดียวยกพื้นสูง ในอดีตเรือนเครื่องผูกเป็นเรือนของชาวบ้านทั่วไป ที่สร้างขึ้นกันเองโดยการตัดไม้ไผ่มาประกอบกันขึ้นเป็นโครงสร้างของเรือน แล้วใช้ตอกหรือเส้นหวายยึดให้ติดกัน อาจมีการใช้เสาเรือนด้วยไม้จริงบ้าง แต่โดยรวมแล้วองค์ประกอบของเรือนส่วนใหญ่จะทำมาจากไม้ไผ่ เช่น โครงสร้างหลังคา ฝาและพื้นเรือนที่ทำมาจากไม่สับฟาก นอกจากนั้นเรือนเครื่องผูกยังเหมาะสำหรับคู่แต่งงานที่กำลังเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ มักสร้างเป็นเรือนเครื่องผูกแบบชั่วคราวก่อนที่จะเก็บเงินและไม้จริงได้พอเพียงสำหรับขยายเรือนต่อไป   เรือนไม้จริง เป็นเรือนที่สร้างขึ้นจากไม้เนื้อแข็งทั้งหมด ในล้านนานิยมใช้ไม้สักเพราะหาได้ง่าย มีอายุการใช้งานนาน อีกทั้งเนื้อไม้ไม่แข็งมากนัก จึงสามารถเจาะหรือแต่งรูปไม้ได้ง่าย ขนาดของเรือนขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าของเรือน ซึ่งมักทำเป็นเรือนที่มีทั้งจั่วเดียวและสองจั่ว โดยเรือนที่มีจั่วเดียวจะมีโครงสร้างเช่นเดียวกับเรือนเครื่องผูก เพียงแต่สร้างขึ้นมาจากไม้จริง ตั้งแต่โครงสร้างหลังคาไปจนถึงฝาและพื้นเรือนที่ทำด้วยไม้กระดาน ด้านหน้าเรือนนิยมทำเป็นชานโล่ง แล้วเชื่อมต่อตัวชานกับเรือนด้วยเติ๋น ส่วนเรือนที่สร้างแบบสองจั่วหรือเรือนจั่วแฝด ทางล้านนาเรียกว่า “เรือนสองหลังฮ่วมพื้น” มีการแบ่งพื้นที่การใช้สอยเป็นระเบียบมากขึ้น โดยจั่วที่มีขนาดใหญ่อยู่ทางด้านตะวันออกเป็นเรือนนอน อีกจั่วที่ขนาดเล็กลงมาอยู่ทางด้านตะวันตก เป็นส่วนของเรือนครัวหรือครัวไฟ ใช้เป็นที่ประกอบอาหารและเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ระหว่างชายหลังคาของเรือนทั้งสองที่มาจรดกันจะสร้าง “ฮ่อมริน”หรือรางรินสำหรับระบายน้ำฝน ส่วนชานก็จะสร้างทั้งด้านหน้าเรือนและหลังเรือน  ทั้งนี้หากสมาชิกในครอบครัวมีจำนวนมากก็จะขยายห้องให้กว้างขึ้น โดยใช้พื้นที่ใต้ชายคาของจั่วแฝดทั้งสองเป็นห้องโถงใหญ่ เพื่อเพิ่มบริเวณใช้สอยสำหรับนอนและอยู่อาศัยของสมาชิกทั้งหมด แล้วสร้างเรือนครัวแยกออกมาจากตัวเรือนนอน โดยสร้างระเบียงหรือชานเชื่อมต่อเรือนทั้งหมดเข้าด้วยกัน  ส่วน “เรือนกาแล” ที่เจ้าพญาและคหบดีนิยมสร้างนั้น มีรูปแบบเป็นเรือนจั่ว แฝดขนาดใหญ่เช่นเดียวกันกับเรือนสองหลังฮ่วมพื้น เพียงแต่เพิ่ม “กาแล” ติดไว้บน ยอดจั่วหลังคา มีลักษณะเป็นแผ่นไม้รูปกากบาทแกะสลักด้วยลวดลายที่สวยงาม เชื่อว่า รูปแบบของเรือนกาแลนี้มีพัฒนาการมาจากเรือนของกลุ่มชาวลัวะที่ใช้ไม้ไผ่วางไขว้กัน เหนือยอดจั่วเรือน            ในช่วง 100-80 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านทั่วไปนิยมสร้างเรือนด้วยไม้จริงมากขึ้น จึง เกิดรูปแบบเรือนที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เรียกว่า “เรือนพื้นถิ่น”  เป็นเรือนที่มีการผสมผสานกันของรูปแบบเรือนโบราณล้านนากับเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในดินแดนล้านนา เช่น ไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง จึงทำให้ เรือนในยุคนี้มีความหลากหลายทั้งรูปแบบผังเรือนและการตกแต่ง ทั้งยังเกิดพัฒนาการ ของการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในตัวเรือนให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น             ลักษณะของเรือนกาแล ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของล้านนา เนื่องจากเป็น เรือนที่นิยมสร้างกันมากในกลุ่มคนยวนล้านนา โดยมีพื้นที่ใช้สอยสัมพันธ์กับวิถี ชีวิตประจำวันและคติความเชื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็นพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ เรือนนอน อยู่ด้านตะวันออก เป็นห้องนอนขนาดใหญ่ห้องเดียวยาวตลอดตัวเรือน แต่จะแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆให้กับลูกโดยใช้ผ้ากั้งหรือผ้าม่านขึงไว้ตามช่วงเสา การนอนต้องหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก บริเวณฝาผนังด้านปลายเท้าเป็นที่วางหีบหรือซ้าสำหรับใส่เสื้อผ้าหรือของใช้ส่วนตัว และมี“แป้นต้อง” ที่ทำจากไม้กระดานวางเป็นแนวยาวตลอดตัวเรือน เพื่อเป็นทางเดินออกไปด้านนอกห้องนอนโดยเกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น บริเวณหัวเสาเอกหรือเสาพญามี “หิ้งผีเรือน”เป็นชั้นไม้ ใช้วางของสักการะ เรือนไฟหรือเรือนครัว ใช้เป็นพื้นที่ประกอบอาหารและเก็บของใช้ต่างๆ ในอดีตมีเตาไฟเป็นก้อนหินสามเส้าวางบนกระบะสี่เหลี่ยม ต่อมาจึงใช้เตาอั้งโล่แทน เหนือเตาไฟมีชั้นวางของทำมาจากไม้ไผ่สานโปร่งๆ ใช้วางเครื่องใช้ประเภทงานจักสานและเก็บเครื่องปรุง จำพวกหอม กระเทียม ฯลฯ จะช่วยป้องกันมอด แมลงต่างๆได้ ฝาผนังของเรือนครัวจะทำแบบห่างๆหรือทำเป็นไม้ระแนงเพื่อช่วยระบายอากาศจากควันไฟ เติ๋น  เชื่อมต่อกับชานด้านหน้าของตัวเรือน โดยยกพื้นสูงขึ้นจากระดับพื้นชานให้พอนั่งพักเท้าได้ เป็นพื้นที่กึ่งอเนกประสงค์มีผนังปิดเพียงด้านที่ติดกับห้องนอน ใช้สำหรับอยู่อาศัยในช่วงกลางวัน เช่น ทำงานจักสาน นั่งเล่น รวมถึงใช้เป็นที่รับแขก บริเวณฝาเรือนด้านตะวันออกมีหิ้งพระสำหรับสักการะบูชา ชาน เป็นพื้นที่เปิดโล่งอยู่ทางด้านหน้าเรือนเชื่อมกับบันไดทางขึ้น บริเวณขอบชานด้านที่ติดกับเติ๋นมี “ฮ้านน้ำ” สร้างเป็นชั้นไว้เป็นที่วางหม้อน้ำดื่ม หากเป็นชานด้านหลังเรือนจะเชื่อมกับเรือนครัว ใช้เป็นที่ซักล้างและวางภาชนะต่างๆ ใต้ถุนเรือน ชาวล้านนาจะไม่นิยมอยู่อาศัยใต้ถุนเรือน เพราะบริเวณนี้เป็นที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ส่วนห้องน้ำก็จะสร้างแยกออกมาจากตัวเรือน มักอยู่ด้านหลังเรือนใกล้กับทางขึ้นบันไดหลัง   เรือนร้านค้า ลักษณะเป็นเรือนในแนวขวางขนานไปกับถนน มีตั้งแต่ชั้นเดียวไปจนถึงสามชั้น เรือนร้านค้าของล้านนาในอดีตใช้อิฐและไม้เป็นโครงสร้างหลัก หากสร้างชั้นเดียวจะเลือกใช้ไม้หรือผนังก่ออิฐก็ได้ แต่ถ้าเป็นเรือนที่มี2-3ชั้นขึ้นไป ก็จะสร้างชั้นล่างด้วยผนังปูนต่อด้วยชั้นบนสุดเป็นไม้เนื้อแข็ง เพื่อให้ชั้นล่างสามารถรับน้ำหนักของชั้นบนรวมถึงหลังคาได้ เนื่องจากโครงสร้างเรือนในอดีตใช้วิธีการก่ออิฐหนาเป็นโครงสร้างอาคารแทนการใช้ขื่อคานและการเสริมเหล็กเส้นดังเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่สามารถสร้างเรือนให้มีความสูงเกิน3 ชั้นได้ ลักษณะเด่นของเรือนร้านค้าจะมีพื้นที่ชั้นล่างรองรับการค้าขายโดยเฉพาะ มักทำเป็นประตูบานเฟี๊ยมยาวตลอดทั้งแนวของอาคาร เมื่อเปิดประตูออกมาก็จะเห็นพื้นที่ทั้งหมดของหน้าร้าน ส่วนพื้นที่ด้านหน้าเรือนชั้นบนนิยมทำเป็นระเบียงยาวตลอดตัวเรือน ด้านในเรือนก็จะเป็นที่พักอาศัย ในช่วงที่มีการค้าขายไม้ในล้านนา รูปแบบเรือนร้านค้ามีการตกแต่งด้วยลวดลาย ไม้ฉลุอย่างสวยงามตามรูปแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก ดังจะเห็นรูปแบบเรือนร้านค้า เช่นนี้ตามเส้นทางสายธุรกิจในอดีต เช่น ถนนท่าแพ ถนนเจริญราษฏ์ จังหวัดเชียงใหม่  ถนนกาดกองต้า จังหวัดลำปาง เป็นต้น    เรือนแบบตะวันตก คือเรือนที่ได้รับรูปแบบโครงสร้างและการตกแต่งมาจากประเทศในแถบตะวันตก ซึ่งมาพร้อมกับการทำไม้ในล้านนา เรือนแบบตะวันตกนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มของเจ้านายล้านนา คหบดี พ่อค้าคนจีน รวมถึงกลุ่มคนพม่า-ไทใหญ่ที่ร่ำรวยจากการค้าไม้ในช่วงรัชกาลที่ 5 ลักษณะของเรือนสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ เรือนขนมปังขิง เป็นชื่อเรียกของเรือนที่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุตามส่วนต่างๆ ของเรือน เช่น เชิงชายคา ระเบียง ช่องลม เป็นต้น เรือนหลังคาทรงปั้นหยา เป็นรูปแบบหลังคาที่ไม่มีหน้าจั่ว หลังคาตามแนวขวางของตัวเรือนจึงมุงกระเบื้องจนเต็มทั้งหมด เรือนหลังคาทรงมะนิลา มีลักษณะคล้ายกับหลังคาทรงจั่ว แต่เป็นจั่วสามเหลี่ยมขนาดเล็กต่อด้วยชายหลังคาขนาดใหญ่คลุมลงมาจนถึงตัวเรือน   วัสดุที่ใช้สร้างเรือนแบบตะวันตกมีทั้งไม้และปูนซีเมนต์ ส่วนใหญ่จะใช้ปูนเป็น โครงสร้างและก่อเป็นอาคารทรงตึก บางหลังก็สร้างจากไม้จริงทั้งหมดพร้อมประดับ ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุ ลวดลายส่วนใหญ่ได้รับรูปแบบมาจากตะวันตก มักทำเป็นลาย ดอกไม้ ลายเถาว์ หรือลายหลุยส์ ฯลฯ การตกแต่งเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะ แบบวิคตอเรียน ตามรสนิยมของประเทศอังกฤษ พื้นที่ใช้สอยภายในตัวอาคารแบ่ง ออกเป็นห้องต่างๆแยกตามประเภทของการใช้งาน โดยสร้างตามผังของเรือนตะวันตกที่ มีห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร เป็นต้น  ซึ่งการแบ่งห้องเช่นนี้เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงหลังจากที่รับเอารูปแบบเรือนมาจากตะวันตก
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 3,958 ครั้ง