ดอกสัก

การแพทย์ล้านนา


ทั้งหมด 3 รายการ
 
 
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน
ความร้อนบำบัดโรค ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน

ความร้อนบำบัดโรคภูมิปัญญาจากชาวบ้าน         นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าร่างกายมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันเมื่อตอบสนองต่ออุณหภูมิที่แตกต่างกันและรู้ว่าความร้อนนั้นจะกระตุ้นภูมิต้านทานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้นเช่นหากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปเช่นไวรัสหรือแบคทีเรียร่างกายจะกระตุ้นตัวมันเองให้สร้างความร้อนขึ้นมาอุณหภูมิสูงกว่า37เซลเซียสจะกระตุ้นกระบวนการของภูมิต้านทานให้ทำงานได้ดีกว่าดังนั้นการเป็นไข้เท่ากับการจุดชนวนของปฏิกิริยาของภูมิต้านทานนับเป็นปฏิกิริยาแบบธรรมชาติแท้ๆที่ร่างกายปรับตัวสู้กับเชื้อโรคหรืออาการอักเสบ          ในสมัยก่อนที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะใช้คนไทยโบราณมีวิธีใช้ความร้อนเพิ่มภูมิต้านทานให้กับตนเองภาคเหนือมีการขางแม่จีไฟการนั่งดินจี่ใช้ความร้อนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น                การอยู่ไฟในภาคเหนือในเมื่อการคลอดในสมัยโบราณเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายมีการเสียเลือดมากมายทางคลอดเกิดการฉีกขาดเป็นทางเข้าของแบคทีเรียเกิดการติดเชื้อพิธีกรรมในการคลอดการอยู่ไฟจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ผู้หญิงโบราณยึดถือกันอย่างเคร่งครัดสำหรับการอยู่ไฟของภาคเหนือแม่ก๋ำเดือนจะต้องอยู่เดือน”เข้าเส้า”อยู่กับความร้อนแต่ในห้องโดยเชื่อว่าเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วห้ามไม่ให้ออกไปไหนต้อง“ก๋ำกิ๋น”คือห้ามกินของแสลงและไม่ให้ได้กลิ่นฉุนเพราะจะทำให้ป่วยเป็นโรค“ลมผิดเดือน”ได้แต่สำหรับเวลาของการอยู่เดือนคือถ้าเป็นลูกสาวต้อง”เผื่อกี่เผื่อด้าย”แม่ก๋ำเดือนต้องอยู่ไฟ30วันเนื่องจากหากลูกสาวโตขึ้นจะต้องเรียนรู้การปั่นด้ายทอผ้าถ้าเป็นลูกชายให้อยู่ไฟ28วันถือเป็นเคล็ดให้หยุดคมหอกคมดาบจึงจะเห็นได้ว่าร่างกายของเราต้องการระยะเวลาประมาณ1เดือนเพื่อฟื้นสุขภาพตัวเองให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม                การใช้ความร้อนเฉพาะที่ในการรักษาโรคการใช้ความร้อนประคบเหมาะสำหรับอาการปวดข้อต่างๆปวดกล้ามเนื้อเช่นปวดหลังปวดไหล่ปวดขาปวดเข่าซึ่งการประคบแบบนี้เป็นการักษาเฉพาะที่ 1.การใช้ลูกประคบเป็นการใช้สมุนไพรพื้นบ้านของไทยหลายๆชนิดมาห่อรวมกันด้วยผ้าขาวเอาลูกประคบ2ลูกไปนึ่งให้ชุ่มไอน้ำแล้วเอาลูกประคบมานวดบริเวณที่ปวดอาศัยความร้อนจากลูกประคบทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายเป็นการบรรเทาปวดที่ได้ผลทันทีความร้อนทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่นวดขยายตัวทำให้ตัวยาสมุนไพรสามารถซึมเข้าไปในร่างกายมากขึ้นอาการอักเสบจะลดลง 2.การใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนสลับเย็นประคบเป็นการใช้ความร้อนประคบเฉพาะที่ปวดที่อักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้ใช้สมุนไพรการประคบร้อนวิธีนี้จะเรียกเอาเลือดมาเอ่ออยู่ในบริเวณนั้นเป็นการเอาความร้อนไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทำงานมากขึ้นอาการอักเสบและอาการปวดแทบจะลดลงทันทีส่วนการประคบเย็นจะทำให้หลอดเลือดบีบตัวไล่เลือดเก่าที่คั่งอยู่บริเวณนั้นกลับสู่ส่วนกลาวเพื่อเอาขยะและพิษจากการอักเสบไปกำจัดทิ้ง 3.การนวดย่ำข่างเป็นวิธีการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบพื้นบ้านล้านนาอีกประเภทหนึ่งโดยมากใช้สำหรับบำบัดหรือรักษาอาการเจ็บปวดตามร่างกายโดยใช้เท้าชุบน้ำยา(น้ำไพลหรือน้ำมันงา)แล้วไปย่ำลงบนขางที่เผาไฟจนร้อนแดงแล้วจึงไปย่ำบนร่างกายหรืออวัยวะของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด   ข้อมูลจาก:พญ.ลลิตาธีระสิริ รูปภาพจาก: https://jobschiangrai.com
เผยแพร่เมื่อ 9 มิถุนายน 2563 • การดู 297 ครั้ง
ประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันจากตำรายาแผนโบราณ
ประโยชน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันจากตำรายาแผนโบราณ

    การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นระบบการดูแลรักษาสุขภาพที่มีมาตรฐานมีจุดเด่นคือการใช้เทคโนโลยีในการหาสาเหตุแห่งโรคและอาการแบ่งระบบที่ชัดเจนเช่นระบบทางเดินหายใจระบบทางเดินอาหารแพทย์มีความรู้ทั่วไปและความรู้ความชำนาญเฉพาะทางตามระบบมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ได้การยอมรับเป็นระบบที่พัฒนาต่อเนื่องมีเหตุผลอธิบายชัดเจนต่อยอดหรือทำการศึกษาซ้ำและนักวิจัยคนอื่นสามารถพัฒนาต่อไปได้ ส่วนการแพทย์ล้านนาการแพทย์อาข่าเมี่ยนม้งเย้าและอื่นๆ(ทั้งสิ้นประมาณ๔๐ชนเผ่า)เป็นการแพทย์ประสบการณ์อ้างอิงธรรมชาติถ่ายทอดจากปากต่อปากองค์ความรู้ในการรักษาอยู่ที่เฉพาะตัวหมอหรือผู้ที่รับถ่ายทอดไม่มีตำราเป็นทางการมีเอกสารอ้างอิงหรือพับสาใบลานและสมุดบันทึกใช้หลักของศาสนาพุทธและองค์รวมในการดูแลเยียวยาร่างกายเองเห็นว่ามนุษย์แตกต่างในเรื่องของธาตุเมื่อปกติต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อน โรคจึงจะหายหรือรักษาได้โบราณใช้หลักการแพทย์เช่นการปล่อยปลิงการถอนพิษด้วยยาสมุนไพรและการถอนพิษด้วยการขับถ่ายแม้ความเจริญทางการแพทย์แผนปัจจุบันล้ำหน้ากว่าการแพทย์แผนโบราณแต่ปัจจุบันมนุษย์กลับมาแสวงหาการใช้ธรรมบำบัดหรือใช้สมุนไพรบำบัดเนื่องจากเกรงอันตรายจากสารเคมีและอาการข้างเคียงของยาแต่การนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ล้านนามาใช้ต้องผ่านการศึกษาด้านองค์ความรู้ในใบลานพับสาและเอกสารโบราณความเข้าใจในเวชกรรมหลักการตั้งตำรับยาซึ่งต้องเข้าใจตัวยาแต่ละชนิดคัดเลือกปรับใช้ให้สามารถประยุกต์กับยุคสมัยจึงจะสามารถพัฒนาต่อยอดจากฐานรากได้    เภสัชกรหญิงรศ.ดร. พาณี ศิริสะอาด
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 363 ครั้ง
ปรัชญาการรักษาโรคแบบตะวันออก- อัตลักษณ์ของอาเซียน
ปรัชญาการรักษาโรคแบบตะวันออก- อัตลักษณ์ของอาเซียน

     ประวัติศาสตร์ของแนวคิดและการรักษาโรคของตะวันออกมีความเป็นมายาวนาน และมีความคล้ายคลึงกันทั้งๆที่ทวีปเอเซียเป็นทวีปที่กว้างใหญ่โดยเฉพาะในอาเซียนไม่ว่าไทยพม่าลาวเขมรแม้กระทั่งชาวเกาะแบบฟิลิปปินส์อินโดเนเซียก็ล้วนมีปรัชญาในการรักษาแบบพื้นถิ่นที่ใกล้เคียงกันกล่าวได้ว่าอัตลักษณ์ของการแพทย์โบราณของอาเซียนนั้นเป็นอย่างเดียวกัน การแพทย์พื้นบ้านการดูแลสุขภาพของคนเอเซียหรือชาวอาเซียนนับได้ว่าเป็นปรัชญาที่มีรากเหง้าอันเดียวกัน คนเอเชียและชาวอาเซียนให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ถือว่าอาหารเป็นยา ดังนั้นจึงมีอาหารต้องห้ามในแต่ละโรค มีอาหารที่ต้องกินหากป่วยด้วยโรคหนึ่งๆ  มีการใช้สมุนไพรที่ใกล้เคียงกัน มีการนวด และแม้แต่การออกกำลังกายก็มีปรัชญาตรงกันคือ ใช้หลักกายเคลื่อนไหวใจสงบไม่ว่าจะเป็นโยคะ ชี่กงไท้เก็ก หรือฤาษีดัดตน          ปรัชญาการรักษาสุขภาพของคนเอเชียมีศูนย์กลางใหญ่อยู่ที่อินเดียและจีน ดูเหมือนว่าทั้งสองแห่งนี้ก็ได้รับอิทธิพลทางแนวคิดของกันและกันอยู่ไม่น้อย ส่วนชนชาติเอเซียอื่นๆโดยเฉพาะในอาเซียนแม้ว่าจะมีภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพของตนเองแต่ก็ได้รับอิทธิพลจากจีนบ้าง อินเดียบ้างแล้วแต่ว่าในสมัยโบราณชาติไหนจะมีการสมาคม ติดต่อกับที่ไหนมากกว่า           ในอินเดียมีการรักษาเป็นระบบมาตั้งแต่2,400ปีก่อนอินเดียมีตำราอายุรเวท ซึ่งแปลว่า“วิทยาการแห่งชีวิต” เปรียบเสมือนตำราแพทย์เล่มใหญ่ ภาคส่วนที่เป็นตำรายาชื่อ“จารกะสังหิตา”เขียนขึ้นโดยหมอยาโบราณชื่อจารกะตั้งแต่1,000 ปีก่อนคริสตกาลและมีภาคส่วนของตำราศัลยกรรมชื่อ“ศศรุต สังหิตา”ซึ่งเขียนขึ้นโดยหมอศัลยกรรมคนแรกๆของโลกก็ว่าได้ ชื่อศศรุตตั้งแต่เมื่อ400ปีก่อนคริสตกาล  จะเห็นว่าความรู้การแพทย์แผนตะวันออก มีความรอบด้านคล้ายๆกับการแพทย์ในปัจจุบันยกตัวอย่างตำราอายุรเวทจะมีการกล่าวถึงการใช้สมุนไพรเกลือแร่การผ่าตัดการรักษาโรคด้วยพิธีกรรม และการให้ทาน          ความเชื่อทางการแพทย์ตามแบบอายุรเวทเน้นหนักไปที่ปราณหรือพลังชีวิต ในร่างกายมีทางเดินของปราณที่แน่นอนการเคลื่อนที่ของปราณมีจุดตัดกันที่เรียกว่าจักระ จักระทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน7ตำแหน่ง เรียงกันอยู่ตรงกลางของลำตัวตามแนวของกระดูกสันหลัง เรียงจากบนลงล่าง ตั้งแต่กระหม่อมลงไปถึงก้นกบ แต่ละจักระมีความสัมพันธ์กับต่อมต่างๆ ในร่างกาย คนอินเดียเชื่อว่าเมื่อใดที่จักระเสียความสมดุล หรือการเคลื่อนไหลของปราณติดขัด ร่างกายก็จะป่วย การรักษาโรคจึงต้องปรับจักระที่มีปัญหา โดยการใช้ยาสมุนไพร อาศัยการนวด และการฝึกโยคะ          การแพทย์แผนจีนก็มีการพูดถึงการเคลื่อนไหวของพลังงานหรือชี่ ชี่มีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในต่างๆ กัน และแนวคิดของการเกิดโรคก็เป็นเช่นเดียวกับอินเดีย หากเมื่อใดที่ทางเดินของชี่ติดขัดก็จะเกิดความเจ็บป่วย ปรัชญาการรักษาโรคของจีนจึงอาศัยหลักคิดทำนองเดียวกับอินเดีย คือต้องแก้ไขความติดขัดของชี่โดยใช้สมุนไพร ใช้การฝังเข็มชี่กงและการรมยาเป็นต้น          ปรัชญาการใช้สมุนไพรและเกลือแร่จำแนกตามรสคือขม หวานฝาดเค็มเผ็ด และ เปรี้ยว อาศัยแนวคิดที่ว่ารสที่ต่างกันมีผลต่ออวัยวะภายในที่ต่างกันเช่นรสเผ็ดมีผลต่อปอดและลำไส้ใหญ่ รสหวานมีผลต่อกระเพาะและม้าม รสเปรี้ยวมีผลต่อตับและถุงน้ำดีเป็นต้น  การแพทย์แผนจีนและแผนไทยก็ใช้แนวคิดทำนองเดียวกันนี้ รสของสมุนไพรที่ต่างกันก็จะใช้รักษาโรคต่างกันไป แนวคิดนี้ยังครอบคลุมถึงรสชาติของอาหารด้วยคนเอเชียส่วนใหญ่ถือว่าอาหารเป็นยา ในแต่ละฤดูกาลจะกินอาหารอย่างไรจึงจะไม่ป่วย หากไม่สบายแล้วจะต้องกินอย่างไรก็อาศัยแนวคิดเรื่องรสเป็นหลัก          สำหรับการผ่าตัด ต้องยอมรับว่าอินเดียเป็นชาติที่ทำการผ่าตัดนำหน้าชาติเอเชียอื่นๆ  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อินเดียมีบทลงโทษนักโทษที่หนักหนาสาหัสรองจากการประหารชีวิตคือยังให้รักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ให้ตัดมือและเท้าเป็นการประจานซึ่งหมายความว่าต้องอาศัยฝีมือผ่าตัดเย็บแผลห้ามเลือดตกแต่งบาดแผลเพื่อรักษาชีวิตให้รอด  นอกจากนี้ยังมีการแพทย์กล่าวถึงการผ่าตัดไต ผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและการผ่าตัดอื่นๆสำหรับการผ่าตัดในช่องท้องอินเดียก็มีเทคนิคเย็บปิดหน้าท้องเฉพาะ ที่ใช้มดดำตัวใหญ่ อาศัยเขี้ยวอันโตของมันหนีบผิวหนังทั้งสองด้านให้ติดกัน มดดำยังมีกรดมดที่เข้มข้นเป็นยาแก้อักเสบของแผลได้อย่างดี  อินเดียมีเข็มสำหรับเย็บแผลที่ผิวหนังหน้าตาคล้ายเข็มเย็บผ้าผ้าธรรมดา แต่ใช้เส้นผมหรือเอ็นสัตว์หรือเส้นใยจากพืชแทนด้ายหรือไหม          ในจีนเริ่มแรกทีเดียว การแพทย์เป็นศาสตร์ที่ผสมผสานกันระหว่างการรักษากับศาสนา ราวคริสตศักราชที่500หมอจึงมีบทบาทในการรักษาอย่างแท้จริง แต่การแพทย์แผนจีนไม่ค่อยมีศัลยกรรม อย่างมากก็มีแค่การฝังเข็มการเจาะเลือดเอาเลือดออกเพื่อรักษาโรคแต่จีนเด่นในเรื่องสมุนไพร  จีนมีตำรายาสมุนไพรเป็นพันๆตำรับตำรายาที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ตำราของจักรพรรดิ์เหลือง “หวงตี้เน่ยจิ่ง”          แนวคิดทางการแพทย์ของแผนจีนต่างจากของอินเดียอย่างชัดเจนตรงที่ใช้ทฤษฎีหยิน หยาง ที่จริงความเชื่อของจีนนั้นหยินกับหยางเป็นหลักที่ใช้ได้ครอบจักรวาล ทุกอย่างรอบตัวเราประกอบด้วยความสมดุลของหยิน-พลังเย็น-กับหยาง-พลังร้อน-ทั้งนั้น           จีนยังให้ความสำคัญกับการจับชีพจรรักษาโรค หมอจีนต้องเรียนรู้ว่าชีพจรมีความแตกต่างกันแต่ละข้อมือมีตั้ง6ชีพจร สองมือรวมกันก็มีชีพจรถึง12แบบแต่ละแบบแทนการไหลของชี่แต่ละเส้น และบ่งบอกถึงนัยแห่งโรคที่แตกต่างกัน หมอจีนอาจจะอธิบายถึงลักษณะของชีพจรว่า“ไหลเหมือนน้ำ” หรือ“เหมือนน้ำหยดลงมาจากหลังคา” ซึ่งลักษณะนี้เองที่บอกถึงโรคที่แตกต่างกัน          ยาจีนมีชื่อเสียงมานานมีมากกว่า16,000ขนาน และปัจจุบันก็ใช้กันไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่นทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าไม่มีใครไม่รู้จักโสมในแง่เป็นยาชูกำลัง ใช้ได้ดีสำหรับคนแก่ และคนที่มีอาการอ่อนเพลีย          จีนยังเด่นในเรื่องของการฝังเข็ม การฝังเข็มคือการปักเข็มเข้าไปยังจุดต่างๆในร่างกายที่อยู่บนเส้นโครจรของพลัง ด้วยความเชื่อที่ว่าเข็มที่ฝังลงไปชั่วครู่ยามจะช่วยปรับสมดุลของการเคลื่อนที่ของพลังในร่างกาย การเลือกใช้จุดฝังเข็มขึ้นอยู่กับโรคและการวินิจฉัยโรค  จากตำราของจักรพรรดิเหลืองซึ่งมีอายุเกือบ2,500ปี กล่าวถึงการฝังเข็มว่ามีหลายรูปแบบ และกำหนดจุดฝังเข็มเอาไว้ประมาณ300-600จุด ซึ่งเห็นได้จากรูปสัมฤทธิ์ที่ขุดได้ในจีนเมื่อศตวรรษที่18 เป็นรูปปั้นที่แสดงถึงจุดฝังเข็มตามร่างกาย และมีเส้นโคจรของพลังงานชี่12เส้น          การแพทย์ของทิเบตรับเอาแนวคิดของนานาประเทศเอาไว้หลากหลาย ยาสมุนไพรมีส่วนคล้ายคลึงกับการแพทย์จีนค่อนข้างมาก แนวคิดเกี่ยวกับสรีระเป็นแบบกรีกและอราบิก คือเชื่อว่ามีน้ำเหลืองในร่างกาย การแพทย์ทิเบตมีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดและจิตวิญญาณซึ่งรับเอามาจากอินเดีย พระลามะยังใช้การสวดมนตร์รักษาโรค ซึ่งศาสตร์แห่งการแพทย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายวัชระยานเลยทีเดียว  หมอยาในทิเบตไม่มีสำนักแน่นอน แต่จะร่อนเร่เดินทางไปรักษาผู้คนโดยแบกร่วมยาที่เต็มไปด้วยสมุนไพร เขาสัตว์ ไม้กวาดยา แถมด้วยมีดและหินลับมีดเอาไว้ลับมีดให้คมยามที่ต้องการผ่าตัด       การแพทย์แผนไทย มีความเป็นมาของเราเอง ถือหลักเป็นการแพทย์แนวพุทธะ เดิมทีการแพทย์จึงมีศูนย์กลางอยู่ที่วัด  มีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางธรรมชาติใช้การผูกหรือมัดขวัญการเสกเป่าการแก้บนการสืบชาตาและมีการใช้น้ำมนต์ซึ่งปรับเป็นวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตของคนไทยโบราณ  คนโบราณไม่ได้มองว่าโรคมีสาเหตุจากเชื้อโรค แต่การเกิดโรคเป็นเพราะร่างกายขาดความสมดุลของธาตุสำคัญทั้งสี่ คือดินน้ำลมไฟหรือขาดความสมดุลกับธรรมชาติอากาศฤดูกาลเป็นต้นการตรวจวินิจฉัยของหมอไทยจะเน้นเรื่องของวันเดือนปีเกิด เพราะมีแนวคิดที่ว่าคนเราเกิดมามีธาตุเจ้าเรือนกำหนดมาตั้งแต่ในครรภ์มารดา จากนั้นจึงตรวจดูว่าอาการที่มีเป็นอาการของธาตุใด ธาตุทั้งสี่ไม่สมดุลอย่างไร อันไหนหย่อนอันไหนกำเริบหรือพิการอย่างไรจากนั้นจึงใช้ยาสมุนไพรรักษา          การรักษาตามแนวแผนไทยจะเน้นการใช้ยาสมุนไพรเป็นหลัก ประกอบกับการนวด อบประคบ ไม่มีการผ่าตัด แม้ว่าหมอไทยมี“มีดหมอ” แต่ก็ไม่ได้ใช้ผ่าตัด  หากใช้ข่มความเจ็บป่วยด้วยคาถาอาคม เพื่อสร้างศรัทธาและความขลังในการรักษาเท่านั้น การลงมีดหมอก็ไม่ได้เกิดบาดแผลใดๆบนร่างกาย          การแพทย์แผนไทยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ยาสมุนไพรส่วนหนึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของเราเอง แต่ก็มีบางส่วนที่รับมาจากอินเดีย มีที่รับมาจากจีนบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ฤาษีดัดตนก็เป็นศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับโยคะของอินเดียมาก ฤาษีหรือโยคีผู้ปฏิบัติโยคะก็มีที่มาจากชมพูทวีป          การแพทย์พื้นบ้านทั่วโลกล้วนมีความเป็นมาอันยาวนาน แต่ทั้งหมดมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นภูมิปัญญาพื้นถิ่น ที่มนุษย์ดิ้นรนเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บ สาเหตุของโรคเกิดจากเงื่อนไขภายในร่างกาย การรักษาจึงเป็นการอาศัยธรรมชาติรอบตัวมาปรับสมดุลให้กับร่างกายของตนเอง ปรัชญาการแพทย์โบราณไม่ว่าของชาติไหนเอเชียอาเซียนอัฟริกาหรือแผนตะวันตกจึงมีจุดอ่อนอยู่ที่ไม่สามารถรักษาอาการติดเชื้อจากเชื้อโรค          เมื่ออเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่งค้นพบเพนนิซิลินฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จุดนั้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนของการแพทย์แผนตะวันตก เป็นจุดแห่งพัฒนาการของการแพทย์แผนปัจจุบันที่อาศัยยาเป็นหลัก แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันมีบทบาทสูงมาประมาณ300ปี มนุษย์เราก็เริ่มไม่พอใจในวิธีการรักษาแผนปัจจุบันอีกโดยเฉพาะวิธีการรักษาโรคเรื้อรัง          ไม่ว่าที่ไหนในโลก คนเราต่างก็หันไปหาการแพทย์แผนพื้นถิ่นที่มีความเป็นมาที่ยาวนานกว่า ที่เน้นความเป็นสมดุลภายในร่างกายเพื่อการหายของโรค          จึงไม่น่าแปลกใจที่ยุคนี้ กลับกลายเป็นยุคเฟื่องของการแพทย์ที่นำเสนอภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายาปฎิชีวนะมีคุณยิ่งต่อการรักษาโรคติดเชื้อ ทางออกเพื่อการรักษาที่สมบูรณ์คือ จะต้องประสานปรัชญารักษาโรคแบบบรรพบุรุษให้เข้ากับการแพทย์แผนปัจจุบันการรักษาโรคจึงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น                                                                               พญ.ลลิตา ธีระสิริ                                 บัลวีเวียงพิงค์ศูนย์ธรรมชาติบำบัด  
เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน 2563 • การดู 135 ครั้ง