ดอกสัก

ศิลปกรรม หัตถกรรม ดนตรีและนาฏยกรรม


ทั้งหมด 9 รายการ
 
 
เสวียน เครื่องสานขนาดใหญ่
เสวียน เครื่องสานขนาดใหญ่

เสวียนเป็นเครื่องสานขนาดใหญ่โดยปกติมักทำเป็นทรงกลมไม่มีก้นและไม่มีฝาสานด้วยซีกไม้ไผ่ขนาดกว้างประมาณ2-3เซนติเมตรเป็นลายข้ามตัวเสวียนมักจะกว้างประมาณ1-2เมตรตามประโยชน์ใช้สอยในกรณีที่ใช้เสวียนเป็นเครื่องป้องกันดินขอบบ่อน้ำถล่มนั้นชาวบ้านมักจะเริ่มสานเสวียนจากก้นบ่อจนสูงพ้นผิวดิน                เท่าที่มีการใช้งานทั่วไปนั้นผู้ที่ยังไม่มีฐานะดีพอที่จะสร้างยุ้งข้าวได้มักจะใช้เสวียนเป็นที่เก็บข้าวเปลือกไว้บริโภคในครัวเรือนของตนเจ้าของเสวียนจะกะขนาดของเสวียนให้พอเหมาะกับปริมาณข้าวเปลือกที่ตนทำมาหาได้ซึ่งมีปริมาณไม่มากนักถ้าจะทำยุ้งข้าวก็ไม่สมกับจำนวนข้าวที่จะเก็บหรือแม้แต่ผู้ที่มีที่นามากแต่ยังไม่มียุ้งสำหรับเก็บข้าวก็จะใช้เสวียนขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กแต่จำนวนหลายเสวียนเป็นที่เก็บข้าวเปลือกก่อนจะมีหลองเข้าหรือยุ้งข้าวเป็นที่เก็บข้าวเปลือกอย่างถาวรการใช้เสวียนเป็นการใช้ชั่วคราวเมื่อใดที่สามารถปลูกยุ้งข้าวได้ก็เลิกใช้เสวียนเมื่อนั้น                มีนิทานเรื่องการสานเสวียน ที่เล่ากันเป็นเรื่องตลกว่ามีลูกเขยมาอยู่กับเมียตอนแรกๆลูกเขยคนนี้ทำอะไรไม่ค่อยเป็นวันหนึ่งพ่อเมียใช้ให้ลูกเขยสานเสวียนลูกเขยจะบอกว่าสานไม่เป็นก็อายความจริงก็เคยเห็นคนอื่นสานมาบ้างแต่ไม่ได้สนใจเมื่อเตรียมอุปกรณ์ได้แล้วจึงลงมือสานตั้งแต่กินข้าวงาย(อาหารมื้อเช้า)แล้วจนใกล้จะกินข้าวตอน(ข้าวกลางวัน)จึงสานเสร็จพอดีฝ่ายเมียก็เตรียมสำรับข้าวอยู่บนบ้านและเรียกสามีให้ขึ้นไปกินข้าวแต่ลูกเขยใหม่ไม่รู้จะออกจากเสวียนไปได้อย่างไรเพราะไม่เคยสังเกตว่าคนอื่นสานแล้วเขาออกทางไหนทั้งนี้เสวียนเมื่อวานแล้วก็จะมีความสูงท่วมหัวจะปีนขึ้นทางปากเสวียนก็ไม่ได้เพราะไม่มีอะไรพออาศัยปีนขึ้นได้เมียก็เรียกกินข้าวอยู่นั่นแหละคิดหาทางออกอย่างไรก็คิดไม่ออกทำเอาลูกเขยเหงื่อแตกจะตะโกนถามเมียก็จะเสียเหลี่ยมพอดีมองออกมาข้างนอกเห็นน้องเมียกำลังเล่นฝุ่นอยู่จึงทำเป็นแกล้งถามน้องเมียว่า“ไอ่น้องคิงว่าพี่ชายจะออกจากเสวียนทางใดเอ้า”น้องเมียก็ตอบขึ้นทันทีว่า“พี่ชายก็พึดออกทางลุ่มน่าก่าลูกเขยจึงนึกได้และ“พึด”คือยกส่วนล่างของเสวียนข้างหนึ่งขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ลอดออกมาแล้วพูดกับน้องเมียว่า“เอ่อมึงเก่ง”  
เผยแพร่เมื่อ 18 สิงหาคม 2563 • การดู 239 ครั้ง
การเปลี่ยนดินขอ การเปลี่ยนดินขอ
การเปลี่ยนดินขอ

การซอนเรือนคือการซ่อมเเซมวัสดุที่ใช้มุงหลังคาเรือนโดยเฉพาะมักซ่อมตอนต้นฤดูฝนหลังจากที่ผ่านลมหลวงปีใหม่หรือพ้นช่วงพายุฤดูร้อนไปเเล้ววัสดุมุงหลังคาอาจเสื่อมสภาพชำรุดหรือถูกลมพัดเสียหายอันเนื่องจากช่วงปีที่ผ่านไปเมื่อฝนตกเเละรู้ตำเเหน่งที่หลังคารั่วเเล้วจึงจะเริ่มเเก้ไขให้ถูกจุด  ในเรือนที่มุงหลังคาด้วยดินขอหรือกระเบื้องดินเผานั้นกระเบื้องอาจชำรุดเพราะลมหลวงที่พัดผ่านหรืออาจชำรุดเพราะลูกกง(อ่านว่า"ลูกก๋ง")คือกระสุนจากหนังสติ๊กของเด็กพอฝนตกเเล้วเเละเห็นตำเเหน่งรอยรั่วพ่อเรือนจะปีนขึ้นไปเหยียบบนขัวอย้านหรือสะพานหนูซึ่งอยู่ใต้โครงหลังคาเเละดึงเอาเเผ่นกระเบื้องที่ชำรุดออกโยนทิ้งเเล้วเอากระเบื้องที่มักวางกองสำรองอยู่เป็นจุดๆตามขัวอย้านสอดเเซมเข้าไปการซอนเรือนนี้อาจทำได้เรื่อยๆเมื่อเห็นว่าเรือนรั่ว ข้อมูลอ้างอิงจาก:สารานุกรมวัฒนธรรมภาคเหนือเล่มที่4 
เผยแพร่เมื่อ 4 สิงหาคม 2563 • การดู 167 ครั้ง
เครื่องเขินล้านนา
เครื่องเขินล้านนา

วิถีคนเมืองกับเครื่องเขินล้านนา      คำว่า “เครื่องเขิน”หมายถึง ภาชนะเครื่องมือหรือ ของใช้ ที่ผลิตขึ้นโดยชาวเชียงใหม่ที่มีเชื้อสายสืบมาจากไทเขินแต่โบราณ คำนี้น่าจะบัญญัติขึ้นโดยคนไทยภาคกลาง หรือข้าราชการจากส่วนกลางที่ขึ้นมาอยู่ในภาคเหนือเมื่อประมาณ100ปีที่แล้ว เพราะว่าคำนี้มิได้ปรากฏอยู่ในภาษาพื้นถิ่นของชาวเชียงใหม่       ชาวเชียงใหม่เรียกชื่อภาชนะของใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานช่างฝีมือประเภทใด ตามลักษณะการใช้งานมากกว่าการระบุถึงวัสดุหรือเทคนิคการผลิต แม้บางครั้งอาจกล่าวถึงบ้าง ถ้าวัสดุนั้นเป็นของมีค่า เช่นขันเงิน(พานทรงสูงตีจากเนื้อเงินบริสุทธิ์) หรือแอ็บหมากคำ(ตลับใส่หมากทำด้วยโลหะทองคำ)      ไทเขิน คือชนพื้นเมือง หรือ  คนกลุ่มตระกูลไท–ลาว  ที่ตั้งรกรากสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ในที่ราบลุ่มของแม่น้ำเขิน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญดุจสายเลือดของแคว้นเชียงตุง โดยเชื้อสาย ภาษาพูด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ศิลปวัฒนธรรมชาวไทเขินเป็นชนกลุ่มหนึ่งในตระกูลไทลื้อที่กระจายอยู่ทั่วไปในลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางอยู่กันมานับพันปี     มีศูนย์กลางการปกครองสำคัญภายใต้การปกครองแบบระบบกษัตริย์เรียกว่า“สิบสองปันนา”  มีเมืองเชียงรุ่งเป็นราชธานี  แคว้นเชียงตุงมิได้ขึ้นอยู่กับสองสองพันนาโดยตรง แต่มีความสัมพันธ์และผูกพันกันอย่างใกล้ชิด   ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เจ้านายและราชวงศ์ที่ปกครองเชียงใหม่ เชียงตุงและเชียงรุ่ง มีความเกี่ยวพันฉันท์เครือญาติ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   คำว่า“เขิน”  ออกเสียงเป็นสำเนียงพื้นเมืองเชียงตุงว่า “ขืน”  ซึ่งแปลว่าย้อนขึ้น หรือขัดขืน หรือฝืน ดังนั้นแม่น้ำที่ไหลผ่านเชียงตุงจึงเรียกว่า“แม่น้ำขืน”เพราะว่าสายน้ำไหลย้อนขึ้นทางเหนือก่อนที่จะรวมเข้ากับแม่น้ำโขง ปัจจุบันเชียงตุงเป็นพื้นที่การปกครองเทียบเท่ากับจังหวัด ตั้งอยู่ในรัฐฉานตะวันออกของประเทศพม่า หรือเมียนม่าร์      เครื่องเขินในความคิดและความเข้าใจของคนทั่วไปในปัจจุบันคือภาชนะของใช้หรือของตกแต่งบ้าน ที่มีโครงภายในเป็นเครื่องจักสานทำจากวัสดุไม้ไผ่หวายหรือไม้จริง ภายนอกเคลือบทาด้วยยางจากต้นไม้รักที่มีลักษณะเป็นสีดำเพื่อให้เกิดความคงทน มีคุณสมบัติที่กันน้ำและความชื้นได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสวยงามให้แก่ผิวของภาชนะด้วย  ลักษณะที่มันเงาหรือบางทีปรับเป็นพื้นผิวลักษณะต่างๆทำให้น่าสนใจ  เครื่องเขินจีนและญี่ปุ่นมีพัฒนาการด้านการตกแต่งผิวอย่างก้าวไกลมากจนเป็นการสร้างสรรเชิงศิลปะระดับสูง   มีความวิจิตรพิสดารและความงามอย่างลึกซึ้ง      ในอดีตเครื่องเขินที่เป็นของใช้ในครัวเรือนทั่วๆไป นิยมออกแบบให้มีลักษณะแข็งแรงทนทาน  แต่มีน้ำหนักเบา ชาวล้านนาแต่เดิมมีที่อยู่อาศัยเป็นเรือนเครื่องผูก มีส่วนประกอบและโครงสร้างเป็นไม้ไผ่เสียส่วนใหญ่ ดังนั้นในวัฒนธรรมการกินอยู่จึงไม่มีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนที่ใหญ่และหนักเทอะทะ      คุณสมบัติสำคัญของเครื่องเขิน คือมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นบิดตัวได้บ้าง ไม่แตกหักเสียหายอย่างทันทีทันใดเช่นเครื่องปั้นดินเผา วัสดุการผลิตเป็นสิ่งที่เสาะหาได้ง่ายโดยทั่วไปในท้องถิ่นและเทคนิคประกอบกับการตกแต่งไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป      ในพิธีกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นพิธีเลี้ยงผีแบบพื้นเมืองหรือพิธีกรรมทางพุทธ   แต่เดิมจะต้องใช้ภาชนะเครื่องเขินเกือบทั้งสิ้นขบวนขันหมากเจ้าบ่าวไปขอลูกสาวหรือขบวนแห่นำเครื่องไทยทานไปถวายหรือแม้แต่เจ้านายเสด็จไปทางไหนจำต้องมีพานขันดอกเครื่องเขินนำขบวน ชนชั้นสูงไปไหนมาไหนจะมีบ่าวไพร่ยกขันหมากกระโถนแอ็บยาเส้นพานคนโทนำมาเป็นแถวซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องเขินมาก่อนเพิ่งมาปรับเป็นเครื่องโลหะในยุคหลังๆเมื่อไม่นานมานี้    ตามบ้านเรือนรุ่นเก่าในล้านนา เราพบเครื่องเขินของใช้อยู่ตามมุมต่างๆในตำแหน่งที่มีการใช้สอยเช่นหีบผ้าเอิบและกล่องใส่ของมีค่าอยู่บนหิ้งหรือฝ้าเพดานขันดอกขันไหว้ผีปู่ย่าบรรพบุรุษอยู่ที่หิ้งไหว้ผีหัวนอนของผู้สูงอายุขันหมากขันเมี่ยงอยู่ที่หน้าเรือนพร้อมทีจะใช้รับแขกขันโตกปุงเมล็ดผักพันธุ์พืชอยู่ในห้องครัวไฟของใช้เหล่านี้นอกเหนือจากรองรับหน้าที่ปกติในบ้านเรือนแล้วยังเป็นสมบัติที่มีไว้อวดไว้แสดงบ้านเรือนใดมีขันหมากลวดลายสวยงามย่อมเป็นเกียรติเป็นศรีแก่เจ้าของเรือนหีบผ้าเจ้าบ่าวเมื่อแห่ไปถึงบ้านเจ้าสาวย่อมบ่งถึงฐานะความมั่งมีของครอบครัวฝ่ายชายอีกทั้งลวดลายประดับยังบอกถึงรสนิยมและฐานะทางสังคมของผู้เป็นพ่อแม่    งานประเพณีฟ้อนผีมดผีเม็งเซ่นไหว้ผีบรรพชนของแต่ละสายตระกูล จำเป็นต้องใช้ภาชนะเซ่นไหว้มากมายในแต่ละครั้งญาติพี่น้องเชื้อสายเดียวกันย่อมนำเอาภาชนะขันดอกขันไหว้ของตนมาชุมนุมที่บ้านเจ้าภาพสำหรับพิธีการตระกูลใดมีเครื่องเขินขันดอกสวยงามก็เป็นที่โจษขานไม่น้อยหน้าวงศ์ตระกูลอื่นสายวงศ์ใดไม่มีภาชนะของใช้ที่วิจิตรงดงามมักจะเป็นที่ดูถูกดูแคลนในสังคมจำต้องขวนขวายหาเก็บหาเก็บหาซื้อไว้เป็นสมบัติ   คัดลอกข้อมูลมาจาก:หนังสือเครื่องเขินในวัฒนธรรมล้านนาเขียนโดยอาจารย์วิถีพานิชพันธ์
เผยแพร่เมื่อ 4 มิถุนายน 2563 • การดู 556 ครั้ง
วงกลองล้านนา แผ่น4
วงกลองล้านนา แผ่น4

วงกลองล้านนา LannaPercussionMusicแผ่น4 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม   เต่งถิ้ง วงเต่งถิ้งเป็นวงดนตรีประเภทปี่พาทย์เครื่องดนตรีทุกชิ้นมีเสียงดังมากประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องตีเครื่องเป่าเป็นเครื่องเป่าประเภทปี่ที่เรียกว่า“แน”มี2เลาด้วยกันคือแนหน้อย(ขนาดเล็ก)และแนหลวง(ขนาดใหญ่)ส่วนเครื่องตีไก่ระนาดเอกระนาดทุ้ม(เรียก-ป้าดไม้)ระนาดเอกเหล็ก(เรียกป้าดเหล็ก)ฆ้องวงใหญ่(เรียกกลองป่งโป้ง)และกลองใหญ่คล้ายตะโพนมอญ(เรียกกลองเต่งถิ้ง)ชื่อวง“เต่งถิ้ง”ได้จากเสียงกลองใหญ่ที่ดัง“เต่ง-ถิ้ง”โอกาสที่บรรเลงมีหลายโอกาสได้แก่งานบุญงานวัดแห่ขบวนงานศพงานฟ้อนผีนอกจากนี้ยังใช้บรรเลงประกอบการชกมวยการฟ้อนเชิงฟ้อนดาบและฟ้อนม่านมุ่ยเชียงตาอีกด้วย มองเซิง มองเซิงเป็นวงกลองพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่เป็นที่นิยมกันในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเชียงใหม่ลำพูนและลำปางคำว่า”มอง”หมายถึงฆ้องและ”เซิง”หมายถึงชุด“มองเซิง”คือ”ฆ้องชุด”ซึ่งมักใช้ฆ้องตั้งแต่5-9ใบใช้ฉาบขนาดใหญ่ตีประกอบส่วนกลองใช้กลองมองเซิงซึ่งเป็นกลางสองหน้าไม่ติดถ่วงมีลักษณะคล้ายตะโพนมอญแต่น้ำหนักเบากว่าวงมองเซิงใช้ประโคมในงานบุญของวัดขบวนแห่นาคสามเณรที่ล้านนาเรียก“ลูกแก้ว”ไทใหญ่เรียก”ส่างลอง”ขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนพื้นเมือง ปูเจ่ ปู่เจ่เป็นชื่อของกลองชนิดหนึ่งเรียกต่างกันไปเช่นปั๊ดเจ่อุเจ่อู่เจ่เป็นต้นเดิมนิยมเล่นในหมู่ชาวไทยใหญ่ซึ่งเรียกกลองชนิดนี้ว่า“กลองก้นยาว”เครื่องประกอบจังหวะของกลองปูเจ่มีฉาบขนาดกลาง1คู่ฆ้องประมาณ3-6ใบใช้ตีในขบวนแห่ตีประกอบการฟ้อนเชิงที่ชาวไทยใหญ่เรียก“ก้าลาย”และการฟ้อนดาบที่ชาวไทยใหญ่เรียก“ก้าแลว” ตึ่งนง ตึ่งนงเป็นวงดนตรีที่ประกำอบด้วยเครื่องเป่าและตีเครื่องเป่าได้แก่“แน”มี2เลาคือแนหน้อยและแนหลวงเครื่องตีได้แก่ฆ้องขนาดใหญ่(เรียกก๊องอุ้ย)ฆ้องขนาดกลาง(เรียกก๊องโหยง)ฉาบใหย่(เรียกสว่า)กลองขนาดเล็กหุ้มสองหน้าที่เรียกว่า“กลองตะหลดปด”และกลองแอวชื่อวงตึ่งนงได้มาจากเสียงกลองแอวที่มีเสียง”ตึ่ง”รับกับฆ้องที่มีเสียง“นง”ใช้ประโคมในงานบุญของวัดขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนเล็บ สะบัดชัย สะบัดชัยเป็นชื่อของกลองประเภทหนึ่งแต่เดิมใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเหตุเป็นสัญญาณโจมตีข้าศึกและตีในงานรื่นเริงต่อมาใช้ตีเป็นพุทธบูชาและประโคมในงานบุญของวัดนอกจากนี้ยังพบว่า“สะบัดชัย”เป็นชื่อทำนองที่เรียกว่า”ระบำ”ในการตีกลอง“ปูจา”(ออกเสียงปู๋จา)อีกด้วย กลองสะบัดชัยที่มีคานหามในปัจจุบันพัฒนามาจากการย่อส่วนของกลองปูชาเพื่อให้มีน้ำหนักเบาสะดวกในการหามการย่อส่วนตอนแรกย่อเหมือนของเดิมกล่าวคือมีกลองเล็กอีก2-3ใบที่เรียกว่า“ลูกตูบ”มีไม้ไผ่ที่มีลักษณะบางตีประกอบจังหวะเรียกว่า“ไม้เสะ”ภายหลังเมื่อมีการใช้ชั้นเชิงและลีลาการต่อสู้ซึ่งใช้อวัยวะที่เป็นอาวุธของผู้ตีเข้าไปด้วยจึงตัดลูกตูบและไม้เสะออก การตีกลองสะบัดชัยในปัจจุบันใช้กลองใหญ่ขนาดพอห้ามได้1ใบฉาบขนาดกลางและฆ้องตั้งแต่2-9ใบลีลาในการตีมีการใส่ชั้นเชิงในการต่อสู้และความสามารถใช้อวัยวะที่เป็นอาวุธเช่นศอกเข่าเท้าหมัดตีประกอบด้วยโอกาสที่ตีส่วนใหญ่จะตีในขบวนแห่ ถิ้งบ้อม ถิ้งบ้อมชื่อวงกลองประเภทหนึ่งมีลาลีในการตีกระชับและเร้าใจเครื่องตีประกอบด้วยกลอง(คล้ายกองยาวภาคกลาง)3-5ใบกลองสองหน้าที่เรียก“กลองตัด”1ใบฉาบขนาดกลาง1คู่ฉาบเล็กที่เรียก”ฉาบล่อ”1คู่ สิ้งหม้อง สิ้งหม้องเป็นชื่อของวงกลองประเภทหนึ่งซึ่งมีลีลาในการตีง่ายๆไม่ซับซ้อนเครื่องตีประกอบด้วยกลองสิ้งหม้องฉาบขนาดกลางและฆ้อง3-5ใบใช้ตีในขบวนแห่ครัวทานตีประกอบการฟ้อนเชิงฟ้อนดาบและขบวนแห่ทั่วไป   LannaPercussionMusicDisc4 Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:-Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region1 Teng–ting ThispieceofMusicisplayedbyloudwindandpercussioninstrumentsincludingxylophonesandalarge-sizeddrumcalledteng-ting.Itisusuallyplayedinvariousreligiousceremoniesandisalsousedtoaccompanythemartialartsdances. Mong-soeng ThisisthetraditionalmusicoftheShanswhichispopularinMaeHongSon,ChiangMai,LamphunandLumpangprovinces.Mongreferstogongsandsoengmeansaset.Togetheritmeansasetofgongwhichisplayedtogetherinsetsof5to9pieces.Itisoftenplayedinmeritmakingeventincludingordinationceremonies. Pu-che Pu-cheisthenameofalongdrumthatiswidelyusedbytheShans.Thispleceisplayedtoaccompanymartialartsdances. Tueng-nong Thisisasetofwindandpercussioninstrumentsincludingalarge-sizedgongcalledgong-ui.Itisusedtoaccompanyfingernailandcandledancesortoleadamerit-makingprocessiontothetemple. Sabat-chai Sabat-chaiisthenameofonetypeofdrumoriginallyusedtosignalanenemyattackandothers.Atthepresenttimeitisplayedonauspiciousoccasionsinthetemplewithlivelyandartfuldrummerswhostylizethedrummingwiththemartialartsdances. Thing-bom Thing-bomisanotherpercussiontypeofmusicthatisplayedatafastandlivelytempo. Sing-mong Sing-mongisatypeofdrumthatdoesnotrequireelaboraterhythm.Itisusedtoaccompanysworddancesandalsotoleadprocessions.   แผ่น4วงกลองล้านนาLannaPercussionMusic นักดนตรีผู้บรรเลงวงเต่งถิ้ง(พ.ศ.2537) นายระเด่นดวงเดชา–กลองเต่งถิ้ง นายอุดมดวงเดชา  -กลองป่งโป้ง นายหมื่นจันตะนา–แนหน้อย นายอดุลย์ดวงเดชา–แนหลวง นายบุญเชิดฃำวัง–ระนาดเอก นายประเสริฐไชยวัณณ์–ระนาดทุ้ม นายสุพจน์ฃำวัง–ระนาดเหล็ก นายอินทรัตน์มูลชัยลังการ์–ฆ้องวงใหญ่ นายประดิษฐ์ดวงเดชา–ฆ้องวงเล็ก นางวรรณาจันตะนา–ฉาบ นายอินถาไชยวรรณ–ฉิ่ง ถิ้งบอม นายชายชัยชนะ(ประสานงาน)–กลอง นายเนตรพันธ์ชัยศรี -กลอง นายธวัชชัยเทพวงศ์–กลอง นายชีพชัยชนะ-กลองตัด นายประเสริฐสุวรรณปัญญา–ฉาบ นายสนั่นธรรมธิ(ประสานงาน)–ฉาบล่อ นักดนตรีวงกลองต่างๆ มองเซิง นายเนตรพันธ์ชัยศรี–กลองมองเซิง นายเอนกพันธ์ชัยศรี–ฉาบ ปู่เจ่ นายชายชัยชนะ–กลองปู่เจ่ นายมานพ(พัน)ยารณะ–ฉาบ ตึ่งนง นายชีพชัยชนะ–กลองแอว นายชายชัยชนะ–กลองตะหลดปก นายประเสริฐสุวรรณปัญญา–ฉาบ นายอินทรัตน์มูลชัยลังการ์–แนหน้อย นายอดุลย์ดวงเดชา–แนหลวง สะบัดชัย นายสนั่นธรรมธิ–กลองสะบัดชัย นายมานพ(พัน)ยารณะ–ฉาบ จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 287 ครั้ง
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น 3
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น 3

ดนตรีสะล้อ–ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลง TraditionalNorthernThaiMusicแผ่น3 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ตั้งเชียงใหม่ ตั้งเชียงใหม่เป็นชื่อทำนองสำหรับประกอบการขับซอ(เฉพาะที่ใช้วงปี่ชุม)ทำนองแรกก่อนทำนองอื่นใดทั้งหมดและเมื่อขับซอทำนองต่อไปคือ“ชาวปุ”จะใช้ทำนองเชียงแสนเป็นทำนองเชื่อมเรียกว่า“กลายเชียงแสน” ชาวปุ ชาวปุหรือที่เรียกกันว่า“จะปุ”เป็นทำนองที่สองที่ช่างซอใช้ขึ้นบทซอรับจากทำนองเชียงแสน ละม้าย ละม้ายเป็นทำนองที่ช่างซอใช้ประกอบการซอเป็นทำนองที่สาม เพลงตั้งเชียงใหม่ชาวปุและละม้ายปกติใช้วงปี่ชุมบรรเลงการนำวงสะล้อ-ซึงมาบรรเลงในครั้งนี้นับเป็นงานสร้างสรรค์ที่ทำให้ท่วงทำนองเพลงได้อรรถรสแปลกออกไป น้อยไชยา เพลงน้อยไชยาทำนองเดิมคือ“ล่องน่าน”เมื่อแต่งคำซอเรื่องพระลอโดยอาศัพทำนองนี้จึงเรียก”พระลอ”ต่อมาเมื่อพระราชชายาดารารัศมีโปรดให้ท้าวสุนทรพจนกิจแต่งคำซอเรื่องน้อยไชยาขึ้นโดยใช้ทำนองนี้โดยเฉพาะตอนไชยาและแว่นแก้วนัดพบกันที่ห้วยแก้วและเพื่อให้สอดคล้องกับการฟ้อนในฉากนี้จึงมีนักดนตรีฝีมือดีแต่งสร้อยเพลง(Introduction)ก่อนการขับซอทำนองนี้จึงนิยมเรียกชื่อทำนองอีกชื่อหนึ่งคือ“น้อยไชยา” ซอเงี้ยว ซอเงี้ยวเป็นทำนองที่ใช้ประกอบในการขับซออีกทำนองหนึ่งซึ่งนิยมขับซอในเนื้อหาเศร้าสลดปัดเคราะห์อวยชัยให้พรและอำลาเจ้าภาพ ซอน่าน ซอน่านเป็นทำนองสำหรับการขับซอแบบเมืองน่านช่างซอส่วนใหญ่นิยมใช้ซอดำเนินเรื่องทำนองที่บรรเลงนี้แบ่งเป็น3ท่อนท่อนแรกสำหรับขึ้นต้นก่อนขับซอท่อนที่สองเป็นดนตรีประกอบการขับซอและท่อนที่สามสำหรับเชื่อมรับบทใหม่ ลับแล ลับแลเป็นทำนองเพลงที่ใช้ประกอบการขับซอเมืองน่านจากการให้สัมภาษณ์ของนายไชยลังกาเครือเสนศิลปินแห่งชาติครูซออาวุโสของจังหวัดน่าน(2448-2535)บอกว่าท่านเป็นเป็นผู้นำทำนองนี้มาจากอำเภอลับแลจังหวัดอุตรดิตถ์แล้วคิดเนื้อใส่ทำนองและถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ ชื่อเพลงบางแห่งเรียก“ลับแลง”ตามชื่อเดิมของเมืองลับแลสำหรับช่างซอโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เรียกทำนองนี้ว่า“ล่องน่าน”สาเหตุคงเป็นเพราะเห็นว่ามาจากเมืองน่าน เสเลเมา เสเลเมาเป็นทำนองเพลงที่ตัดตอนมาจากทำนองซอ“เงี้ยวลา”กล่าวคือตัดตอนเอาเฉพาะท่อนที่หนี่งมาเท่านั้นที่ได้ชื่อเสเลเมาเพราะคำร้องมักขึ้นต้นด้วยคำว่า“เสเลเมา”   TraditionalNorthernThaiMusicDisc3Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee -TourismAuthorityofThailand:Northernoffice,Region1 "TangChiangMaior"StartingfromChiangMai" ThisisasongwithoutoriginallyricattachedandisusedaspartofaNorthernThaimusicaldramacalledso. ChaoPu Alsoknownas"Cha-pu,"thissongisusedtoaccompanytheintroductoryrecitationinthesomusicaldrama. Lamai Thisisthethirdpieceofthesuiteusedtoaccompanythemusicaldramaso.Heretheadditionofsaloandsueng,twotypesofLanNastringinstrument,givesadistinctiveflavourtothesongwhichisusuallyplayedsolelyonwindinstruments. Noi-Chaiya Noi-ChaiyaisthenameofaheroinamusicalplaysupportedbyPrincessDararatsami,theroyalconsortofKingRamaV.ThaoSunthonphotchanakitwrotethelyricstothesongusingtheoriginalmelodyofLongNan. SoNgiao Accompanyingthesomusicaldrama,thissongisoftenusedtoemphasizesorrowandtogiveblessings. SoNan Thisisthelastpieceofathree-piecesuiteusedinthesomusicaldramainNanprovince. Lap-lae Lap-laeisthenameofadistrictinUttraraditprovincewhereMr.ChailangkaKhruea-sen,anationalartistfromNan,discoveredthesong.Thissongisalsousedaspartofthesomusicaldrama. Se-le-mao Thissongisnamedafterthelyricsthatbeginwiththeword'Se-le-mao."Itistakenfrompartofthesuiteusedintheso. ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลงแผ่น3 TraditionNorthernThaiMusic นักดนตรีวงนาคทันต์เชียงใหม่(2537) ภานุทัตอภิชนาธง(หัวหน้าวง)–ขลุ่ยสะล้อหน้อยซึงหลวง อุดมหลีตระกูล–สะล้อหน้อยกลองสะล้อกลาง ลิปิกรมาแก้ว–สะล้อกลางซึงหลวง สมบูรณ์กาวิชัย–ซึงกลางสะล้อกลางซึงหน้อย วีณาครุฑเงิน–ซึงหน้อยซึงหลวง ธนานนท์ลิขิตอนุรักษ์–ซึงหลวง วรพันธ์แสนเขียววงศ์–กลอง ฉัตรณรงค์รัตรวงศ์–ฉิ่ง ณฐพงศ์งามระเบียบ–ฉาบซึงหลวง สนั่นธรรมธิ(ควบคุมวง)–ซึงหน้อย จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 202 ครั้ง
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น2
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น2

ดนตรีสะล้อ–ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลง TraditionalNorthernThaiMusicแผ่น2 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ผีมดกินน้ำมะพร้าว เพลงผีมดกินน้ำมะพร้าวเป็นเพลงบรรเลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีโดยเฉพาะการฟ้อนผีมดเพลงนี้จะใช้บรรเลงขณะที่ร่างทรงกำลังดื่มน้ำมะพร้าวตามพิธีภายหลังนิยมนำไปบรรเลงในการฟ้อนผีอื่นๆเช่นฟ้อนผีเม็งผีเจ้านายผีเจ้าบ้านเป็นต้น ผีมดห้อยผ้า เพลงผีมดห้อยผ้าเป็นเพลงบรรเลงอีกเพลงหนึ่งที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีมดโดยพาะในขณะที่ผู้ที่จะฟ้อนกำลังห้อยผ้าตามพิธีของการลงผี มวย เพลงมวยเดิมคือเพลงแขกบรเทศซึ่งประพันธ์ทำนองโดยพระประดิษฐ์ไพเราะ(ครูมีแขก)ชาวล้านนานำมาประกอบการชกมวยโดยบรรเลงในอัตราจังหวะ2ชั้นชั่วขณะที่นักมวยไหว้ครูและบรรเลงในอัตราจังหวะชั้นเดียวขณะที่นักมวยชกกันนอกจากนี้ยังนิยมบรรเลงประกอบการฟ้อนเชิงฟ้อนดาบและหอกอีกด้วย มอญลำปาง เพลงมอญลำปางเป็นเพลงบรรเลงที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีเม็งของชาวลำปางซึ่งเรียกเพลงว่า”มอญเก๊าห้า”(มอญต้นหว้า)นายอุดมหลีตระกูลไปพบเมื่อปีพ.ศ.2536จึงนำมาเผยแพร่จนเป็นที่นิยมในเชียงใหม่และลำพูนจึงมีชื่อเรียกตามแหล่งที่มาว่า“มอญลำปาง” ปราสาทไหวยอง เพลงปราสาทไหวยองเป็นเพลงบรรเลงที่นิยมกันในเขตเมืองยองประเทศพม่าชาวไทยองแถบนั้นเรียกชื่อเพลงว่า“ปราสาทไหว”นายลิปิกรมาแก้วไปพบเมื่อปีพ.ศ.2536จึงนำมาเผยแพร่ในเชียงใหม่และเรียกชื่อตามแหล่งที่มาว่า“ปราสาทไหวยอง” กล่อมนางนอน เพลงกล่อมนางนอนเป็นเพลงบรรเลงของชาวล้านนาทั่วไปไม่ปรากฎที่มาและชื่อผู้แต่ง รำวงแม่ปิงกระต่ายลอยคอเปิดปราสาท เพลงทั้งสามจัดเป็นเพลงรำวงเทียบได้กับเพลงรำโทนของภาคกลางซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยจอมพลป.พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   TraditionalNorthernThaiMusicDisc2 Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee -TourismAuthorityofThailand:Northernoffice,Region1   PhiMotKinNam-ma-phraoor"AncestorSpiritDrinkingCoconutjuice" Thissongisusedtoaccompanytheancestorspiritdance,particularlywhenthespiritmediumsaredrinkingcoconutjuicebeforebeingpossessed. PhiMotHoiPhaor"AncestorSpiritHangingaCloth"Thisisanothersongusedtoaccompanytheancestorspiritdance. Muaior"Boxing' ThissongwascomposedbyLuangPraditPhairo,oneofthegreatestmasterofThaimusicinthe20thcentury.ItisusedbythepeopleofLanNatoaccompanytheboxingdanceaswellasothermartialartsdances. MonLampang ThisMon-accentedsonghasitsorigininLampang.DiscoveredandrevivedbyMr.UdomLeetrakunin1993,ithasbecomepopularinChiangMaiandLamphun. Prasat-waiYongor'YongMovingCastle" In1993Mr.LipikonMakaewmadeatriptoYong,acityoftheTaiLuepeopleinBurma,andbroughtbackthissong.Hepromoteditandnameditafterthecitywhereitoriginated.Klom-nong-nonor"ALullabytoInviteaLadytoSleep" ThisisasongoftheLanNapeoplethatiswidelyknown.Itsoriginisunknown. Ram-wongMae-ping,Kra-tailoykho,PoetPrasat PopularlyknownatthetimewhenFieldMarshalPhibunwasPrimeminister,thesethreepiecesareusedtoaccompanytheRam-wongorcircledance.   ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลงแผ่น2 TraditionNorthernThaiMusic นักดนตรีวงนาคทันต์เชียงใหม่(2537) ภานุทัตอภิชนาธง(หัวหน้าวง)–ขลุ่ยสะล้อหน้อยซึงหลวง อุดมหลีตระกูล–สะล้อหน้อยกลองสะล้อกลาง ลิปิกรมาแก้ว–สะล้อกลางซึงหลวง สมบูรณ์กาวิชัย–ซึงกลางสะล้อกลางซึงหน้อย วีณาครุฑเงิน–ซึงหน้อยซึงหลวง ธนานนท์ลิขิตอนุรักษ์–ซึงหลวง วรพันธ์แสนเขียววงศ์–กลอง ฉัตรณรงค์รัตรวงศ์–ฉิ่ง ณฐพงศ์งามระเบียบ–ฉาบซึงหลวง สนั่นธรรมธิ(ควบคุมวง)–ซึงหน้อย จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 219 ครั้ง
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น1
ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่ บรรเลง แผ่น1

ดนตรีสะล้อ–ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลง TraditionalNorthernThaiMusicแผ่น1 สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปราสาทไหว เพลงปราสาทไหวเป็นเพลงเก่าแก่ของล้านนาไม่ปรากฎชื่อผู้แต่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปบ้างในบางทิ้งถิ่นเช่นเพลงแห่เพลงแหย่งและเพลงลากเป็นต้น ฤาษีหลงถ้ำ เพลงฤาษีหลงถ้ำเป็นเพลงโบราณอีกเพลงหนึ่งของล้านนาไม่ปรากฎชื่อผู้แต่งทำนองเพลงที่มีแต่เดิมนั้นมีจังหวะลงตัวแบบล้านนาหากำม่เอาหน้าทับกลองในอัตราจังหวะสองชั้นของดนตรีไทยมาจับเพราะหากเอาเกณฑ์ของดนตรีมาจับจะขาดหน้าทับไปจังหวะต่อมาเจ้าสุนทรณเชียงใหม่เห็นว่าควรเพิ่มเติม จึงเพิ่มตรง----รฟซฟดจากครั้งเดียวเป็น2ครั้งเป็น---รฟซฟด---รฟซฟด พม่า เพลงพม่าเป็นทำนองเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการขับซอชื่อเพลงบางแห่งเรียกเพลง”เจ้าสุวัตร”หรือ”นางบัวคำ”สาเหตุเพราะท้าวสุนทรพจนกิจแต่งบทซอเรื่อง“เจ้าสุวัตร-นางบัวคำ”โดยใช้ทำนองนี้ พระลอเลื่อน เพลงพระลอเลื่อนหรือบางแห่งเรียก“ล้อเลื่อน”เป็นเพลงเดียวกับเพลง“นาคบริพัตร”ซึ่งแต่งโดยครูเทวาประสิทธิ์พาทยโกศลเมื่อชาวล้านนานำมาบรรเลงทำให้สำเนียงออกทางล้านนาซึ่งมิได้ผิดเพี้ยนจากของเดิมมากนัก ปุมเหม้นหรือปุมเป้ง เพลงปุมเหม้นหรือปุมเป้งไม่ปรากฎนามผู้แต่งเพลงนี้มีท่วงทำนองคล้ายครึงกับเพลงมากโดยเฉพาะหมากตัดช่วงดลซม–รดซดรม–ซ-ลดลซมออกจะมีความคล้ายครึงจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงเดียวกันเลยทีเดียวเพลงนี้ยังเป็นความสับสนเรื่องชื่อเพลงอยู่บางแห่งเรียก“ขงเบ้ง”“ปุ๋มเปง”ฯลฯ แห่หน้อย เพลงแห่หน้อยเป็นเพลงบรรลงที่มีทางเพลงคล้ายเพลงปราสาทไหวนิยมบรรเลงแพร่หลายในเขตอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายชมรมพื้นบ้านล้านนาสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำมาเผยแพร่เมื่อพ.ศ.2527จนเป็นที่นิยมในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน รอบเวียง เพลงรอบเวียงเป็นทำนองเพลงที่มีสำเนียงคล้ายเพลงล่องแม่ปิงไม่ปรากฎนามผู้แต่งเพลงนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเช่นมอญคำมอญดำสร้อยเวียงพิงค์กล่องนางนอนและลาวเดินดงเป็นต้นเพลงรอบเวียงแต่เดิมมีท่อนเดียวต่อมามีผู้แต่งเพิ่มอีก2ท่อนและเรียกชื่อว่า“แหย่งลำพูน” ล่องแม่ปิง เพลงล่องแม่ปิงเป็นทำนองเพลงที่ไพเราะอ่อนหวานไม่ปรากฎนามผู้แต่ง ปั่นฝ้าย เพลงปั่นฝ้ายเป็นทำนองประเภทการขับซอทำนองหนึ่งของเมืองน่านผู้แต่งคือนายไชยลังกาเครือเสนช่างซอศิลปินแห่งชาติ(2448-2535)โดยปรับปรุงจากเพลงรำวงโบราณชื่อเพลง“ชักใบ”ต่อมาเจ้าสุนทรณเชียงใหม่ได้แต่งท่อนที่สองเพิ่มเติมอีกเพลงปั่นฝ้ายทางบรรเลงจึงมีสองท่อนปัจจุบันเพลงนี้นิยมใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนสาวไหม กุหลาบเชียงใหม่ เพลงกุหลาบเชียงใหม่เป้นเพลงที่มีท่วงทำนองอันไพเราะและอ่อนหวานอีกเพลงหนึ่งไม่ปรากฎนามผู้แต่ง อื่อ อื่อเป็นทำนองโบราณของล้านนาใช้ประกอบการขับซอไม่ปรากฎชื่อผู้แต่งเพียงแต่สันนิษฐานกันว่ามีวิวัฒนาการมากจากเพลงกล่อมเด็กนิยมใช้ประกอบการขับซอในเนื้อหาพรรณาทั่วไปตลกขบขันและอวยชัยอวยพรทำนองนี้นิยมเล่นในวงปี่ชุมและวงสะล้อ-ซึงโดยทั่วไปจังหวะเพลงนี้ลงจังหวะแบบล้านนาแต่หากเอาหน้าทับกลองในอัตราสองชั้นแบบดนตรีไทยมาจับจะไม่ลงจังหวะ   TraditionalNorthernThaiMusicDisc1 Producedby:TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity Supportedby:Dr.SantiPongpandecha,ChairmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee -TourismAuthorityofThailand:Northernoffice,Region1   "Prasat-waior"MovingCastle" ThisisanoldLanNasongwhoseoriginisunknown.ItiswidelypopularinallupperNorthernThaiprovinceswithvariationsofnamesineachlocality.Thissongisusuallyplayedondifferentoccasionsandoftenatfuneralrites. "RuesiLongThamor"AHermitlostinaCave" ThisisanotheroldNorthernThaisongbyananonymouscomposer. "PhamaorBurma” ComposedwithaBurmeseaccent.ThissongisusedtoaccompanyaNorthernThaidramaticplaycalledso. Phralo-luean KnowninCentralThailandas"NakBoriphat."ThissongisplayedonNorthernThaimusicalinstrumentsretainingtheoriginalmelody. Pum-menorPum-peng ThisisalsoanotheroldandanonymousLanNacomposition. Hae-noi ThisisoriginallyasongwidelyknowninChiangKhongDistrict,ChiangRaiProvince.LaterChiangMaiUniversitystudents'NorthernThaiMusicandDanceclubplayedandpromotedsuccessfullymakingitpopularinChiangMaiandLamphun.ThemelodyisverysimilartothatofPrasat-wai. Rop-wiangor"AroundTown" Althoughthecomposerisanonymous.ItisevidentthatthisisLao-accentedsongknownelsewherebydifferenttitles. LongMaePingor"DownthePingRiver" ThisisanothersongintheLaotianstyleandisanonymous. PanFaior"CottonYarnSpinning" Mr.ChailangkaKhruea-sen,anationallyrecognizedartist,composedthissongusingtheancienttuneknownas'ChakBai."ThissongwasoriginallyusedaspartofmusicaldramainNanprovince.Atthepresenttimeitisusedtoaccompany'FonSaoMai'ortheCottonYarnDrawingDance. KulapChiangMaior'RoseofChiangMai" ComposedintheLaotianstylebyanunknownartist,thissongisplayedataslowtempoexpressingromanticandsweetqualities. Ue Despiteitsunknownorigin,thissongisbelievedtohavederivedfromalullabywhichwaspopularintheoldtimes.Todayitisplayedonauspiciousoccasions.   ดนตรีสะล้อ-ซึง วงนาคทันต์เชียงใหม่บรรเลงแผ่น1 TraditionNorthernThaiMusic นักดนตรีวงนาคทันต์เชียงใหม่(2537) ภานุทัตอภิชนาธง(หัวหน้าวง)–ขลุ่ยสะล้อหน้อยซึงหลวง อุดมหลีตระกูล–สะล้อหน้อยกลองสะล้อกลาง ลิปิกรมาแก้ว–สะล้อกลางซึงหลวง สมบูรณ์กาวิชัย–ซึงกลางสะล้อกลางซึงหน้อย วีณาครุฑเงิน–ซึงหน้อยซึงหลวง ธนานนท์ลิขิตอนุรักษ์–ซึงหลวง วรพันธ์แสนเขียววงศ์–กลอง ฉัตรณรงค์รัตรวงศ์–ฉิ่ง ณฐพงศ์งามระเบียบ–ฉาบซึงหลวง สนั่นธรรมธิ(ควบคุมวง)–ซึงหน้อย จัดทำโดย สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ TheCenterforthePromotionofArtsandCulture,ChiangMaiUniversity สนับสนุนโดย ดร.สันติพงษ์พันธ์เดชาประธานกรรมส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Dr.SantiPongpandecha,ChirmanofChiangMaiUniversityPromotionCommittee การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต1 TourismAuthorityofThailand:Northoffice,Region ผลิตและเผยแพร่(ครั้งที่4)เมษายนพ.ศ.2548
เผยแพร่เมื่อ 21 เมษายน 2563 • การดู 316 ครั้ง