ดอกสัก

สถาปัตยกรรม


ทั้งหมด 7 รายการ
 
 
เรือนพื้นถิ่น
เรือนพื้นถิ่น

“เรือนพื้นถิ่น” มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า“สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น”(VernacularArchitecture) หมายถึงรูปแบบของอาคารที่ชาวบ้านสร้างขึ้นในแต่ละท้องถิ่น และเน้นเฉพาะอาคารที่อยู่อาศัย หรือตัวเรือน โดยรูปแบบของเรือนพื้นถิ่นในแต่ละแห่งจะมีรูปร่าง วัสดุ ขนาด และวิธีการก่อสร้างคล้ายคลึงกัน เพราะไม่ใช่เป็นงานออกแบบเฉพาะของสถาปนิก แต่เป็นการออกแบบจากการใช้ชีวิตที่มีลักษณะร่วมกันของแต่ละสังคมที่ใช้เวลาในการคิดค้นและสร้างสรรค์ ให้เป็นไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่ต่อเนื่องกันของประชาชนทั้งหมดทุกคนในสังคมหรืออาจหมายถึงงานสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบโดยตรงแต่เกิดจากการแก้ไขปัญหาและประสบการณ์เชิงประจักษ์[1]  เพื่อให้การกิน  การอยู่สัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ที่ตั้งถิ่นฐาน  ดังที่นักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาให้ความสำคัญกับเรือนพื้นถิ่น ที่สะท้อนสภาพวัฒนธรรมของแต่ละสังคม จากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ขณะที่อาศัยอยู่ในเรือน[2]สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจึงแสดงออกถึงประสบการณ์และความชำนาญของกลุ่มชนในการสร้างสถาปัตยกรรมขึ้นจนเป็นมรดกทางสังคมที่ได้รับการถ่ายทอดต่อๆกันมาหรืออาจกล่าวได้ว่าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นคือสถาปัตยกรรมของสามัญชนหรือชาวบ้านและหมายรวมถึงสถาปัตยกรรมทุกประเภททั้งอาคารพักอาศัยทั้งชั่วคราวและถาวรอาคารสำหรับอาชีพเช่นยุ้งข้าวโรงเก็บของโรงสีโรงปั้นหม้อฯลฯทั้งอาคารสาธารณะวัดวาอารามในชุมชนศาลากลางบ้านศาลาท่าน้ำศาลาริมทางฯลฯ  ในสถาปัตยกรรมเรือนพื้นถิ่นจะเห็นว่าเรือนแต่ละแบบแม้จะมีลักษณะร่วมบางอย่างอยู่บนพื้นฐานเดียวกันแต่ในส่วนประกอบปลีกย่อยก็ยังมีความเด่นชัดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนตามที่แต่ละกลุ่มเชื้อชาติหรือชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ  ซึ่งสถาปัตยกรรมที่เกิดจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้สอนในด้านการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ แต่เป็นการตกตะกอนทางความคิดที่สืบทอดมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นๆ ตามสัญชาตญาณการดำรงชีวิตแบบช้าๆ ทำให้เกิดวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมช้าตามไปด้วย ดังนั้นรูปแบบของเรือนพื้นถิ่นจึงยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองได้มากกว่าสถาปัตยกรรมของสังคมชั้นสูงโดยทั่วไป[3] 1.การสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมกับสัญชาตญาณ ที่เป็นการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตในการกิน นอน ให้ความอบอุ่น ป้องกันฝน  2.การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมโดยได้รับอิทธิพลของสังคมและสภาพแวดล้อมเป็นลักษณะงานสถาปัตยกรรมที่มีปัจจัยในด้านต่างๆ  สำหรับคนในท้องถิ่นส่วนใหญ่มักมองว่าเรือนพื้นถิ่นเป็นงานฝีมือที่ไม่ค่อยละเอียดพบเห็นได้ทั่วไปเพราะเป็นสิ่งที่เห็นทุกวันจนคุ้นเคย จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาและมองข้ามความสำคัญไป แต่หากศึกษาอย่างละเอียดแล้วจะพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นการศึกษาเรือนพื้นถิ่น ควรวิเคราะห์ตีความจากการสังเกต ให้เห็นคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมจากการศึกษารูปทรงของอาคาร ความสัมพันธ์ในการจัดวางเนื้อที่ใช้งานที่ตอบสนอง หรือสอดคล้องกับกิจกรรมในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม และความงามของการวางพื้นที่ได้อย่างประสานกลมกลืน ตลอดจนการใช้วัสดุก่อสร้างที่แสดงถึงสัจจะของธรรมชาติของวัสดุที่นำมาจากท้องถิ่นนั้นๆ[4]   เขียนโดย:ฐาปนีย์เครือระยา [4]อนุวิทย์ เจริญศุภกุล.“เรือนลานนาไทย”วารสารบ้าน วารสารรายเดือนของการเคหะแห่งชาติ ฉบับที่ 22 ปีที่ 2 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2518.                              [3]อรศิริ ปาณินท์.มนุษย์กับการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม.กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยรังสิต,2521หน้า13. [2]วิวัฒน์ เตมียพันธ์.เรือนพักอาศัย:รูปแบบสำคัญของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น.เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง เอกลักษณ์เรือนพื้นถิ่นภาคเหนือ โดย คณะทำงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ ร่วมกับหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น17จังหวัดภาคเหนือ ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 8-9 สิงหาคม 2539. หน้า 6. [1]ยศพรปุณวัฒนา,รศ.วีระอินพันทัง.แนวคิดและการจัดการภูมิทัศน์สรรค์สร้างบริเวณที่อยู่อาศัยท้องถิ่นไทยกรณีศึกษาริมแม่น้ำเพชรบุรี.วารสารหน้าจั่วฉบับที่27.คณะสถาปัตยกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร.กรุงเทพฯ:บริษัทอี.ที.พับลิชชิ่งจำกัด.2556.หน้า113.
เผยแพร่เมื่อ 2 มิถุนายน 2563 • การดู 292 ครั้ง
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ

วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ การรื้อย้ายเรือนที่มีอายุเก่าแก่นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากจึงต้องใช้“สล่า”คือช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการควบคุมดูแลกำกับทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรือนก่อนที่จะรื้อย้ายต้องเตรียมการบันทึกรายละเอียดของโครงสร้างโดยเริ่มจากวัดส่วนประกอบต่างๆของตัวเรือนแล้วจึงเขียนแปลนขึ้นมาเพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องหลังจากขั้นตอนการประกอบใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วซึ่งจะช่วยให้ตัวเรือนอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุดทั้งนี้สล่าจะต้องสำรวจส่วนที่ชำรุดเสียหายและส่วนใดที่มีรายละเอียดมากต้องระวังเป็นพิเศษเช่นตรวจดูว่ามี“ยันต์ฟ้าฟีก”หรือ“ยันต์หัวเสา”ของห้องนอนใหญ่หรือไม่ซึ่งเรือนโบราณส่วนใหญ่จะพบว่ามียันต์ชนิดนี้อยู่เนื่องจากคนล้านนาเชื่อว่าเป็นยันต์ที่ช่วยปกป้องคุ้มภัยทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยจากภูติผีปีศาจทั้งหลายหากพบยันต์บนหัวเสาแล้วจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการรื้อยันต์ออกเพื่อไม่ให้ยันต์ชำรุดเสียหายจาการรื้อย้ายได้ ก่อนที่จะเริ่มรื้อถอนเรือนสล่าจะต้องประกอบพิธีขอขมาและบอกกล่าวกับ“ผีหอผีเฮือน”(ผีหอผีเรือน)จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำในส่วนประกอบของเรือนที่เป็นไม้ให้ชุ่มด้วยความระมัดระวังแล้วทิ้งไว้ประมาณ๒๐–๓๐นาทีเพื่อให้เนื้อไม้เกิดการยืดหยุ่นและไม่เปราะแตกขณะที่ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกจากกันเมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มรื้อเรือนตามขั้นตอนและวิธีการดังนี้ ๑.อันดับแรกรื้อหลังคาออกก่อนหากเป็นกระเบื้องดินขอก็ต้องถอดออกทีละแผ่นอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แตกหักเสียหายหากหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้อาจนำกระเบื้องใหม่มาทดแทนได้บ้าง ๒.เมื่อรื้อกระเบื้องออกทั้งหมดแล้วจึงเริ่มรื้อโครงหลังคาโดยวิธีการยกออกทั้งแผงเพราะหลังคาเรือน ๓.โบราณมักทำเป็นเดือยสวมทับกับจั่วในการยกจั่วออกอาจใช้รถเครนหรือรถยกเข้าช่วย ๔.ถอดฝาเรือนโดยการยกออกทั้งแผงจากนั้นจึงแกะไม้คร่าวและไม้เชน(เจน)ของฝาเรือนทั้ง๔ด้านออก ๕.แกะไม้พื้นเรือนหรือฝากระดานโดยค่อยๆงัดออกจากเดือยไม้ทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง ๖.ถอดขื่อและแปโดยต้องทำรหัสตัวเลขเป็นเครื่องหมายของไม้แต่ละชิ้นก่อนถอดออกเพื่อให้ง่ายต่อการนำมาประกอบใหม่ ๗.แกะไม้ต๋งและแวง(รอด)ออกโดยต้องทำรหัสไว้ด้วยเช่นกัน ๘.ขุดเสาเรือนออกโดยขุดลึกลงไปพอประมาณแล้วรดน้ำลงในหลุมเพื่อให้ดินที่แข็งอยู่นั้นอ่อนนิ่มเป็นโคลนสะดวกต่อการถอนเสาออกจากนั้นใช้รถเครนยกถอนเสาออกจากหลุมจนครบซึ่งการถอนเสาเรือนก็ต้องทำรหัสของเสาแต่ละต้นเช่นเดียวกันกับส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้นำไปประกอบเรือนใหม่ตามตำแหน่งของเสาเอกเสานางและเสาบริวารได้อย่างถูกต้อง (ข้อมูล:หนังสือเรือนล้านนากับวิถีชีวิตผู้แต่งฐาปนีย์เครือระยาหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมช. ภาพ:การรื้อย้ายเรือนทรงปั้นหยาอนุสารสุนทร)
เผยแพร่เมื่อ 23 มีนาคม 2563 • การดู 143 ครั้ง
เรือนทรงปั้นหยา (เฮือนอนุสารสุนทร)
เรือนทรงปั้นหยา (เฮือนอนุสารสุนทร)

เรือนทรงปั้นหยา(เรือนอนุสารสุนทร) เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร) เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทรถนนช้างคลานในความครอบครองของบริษัทสุเทพจำกัดเป็นเรือนที่หลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยงชุติมาสร้างให้กับบุตรชายและครอบครัวคือนายแพทย์ยงค์ชุติมาเมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๔๖๗โดยเรือนดังกล่าวชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยชั้นล่างเปิดเป็นคลินิคและร้านขายยา ๑.เรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร)เมื่อตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทรถนนช้างคลานในความครอบครองของบริษัทสุเทพจำกัด ๒.มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่ณพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาเมื่อพ.ศ.๒๕๔๗โดยประธานมูลนิธิหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริพัตรได้ร่วมพิธีลงเสาเอกตามพิธีแบบล้านนา ๓.ปกเสาเอกโดยสล่า ๔.สล่าได้ดำเนินการก่อสร้างเรือนทรงปั้นหยา(อนุสารสุนทร)ขึ้นใหม่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อพ.ศ.๒๕๔๗
เผยแพร่เมื่อ 23 มีนาคม 2563 • การดู 113 ครั้ง
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ
วิธีการรื้อย้ายเรือนโบราณ

การรื้อย้ายเรือนที่มีอายุเก่าแก่นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก จึงต้องใช้“สล่า”คือช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการควบคุมดูแลกำกับทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรือน ก่อนที่จะรื้อย้ายต้องเตรียมการบันทึกรายละเอียดของโครงสร้างโดยเริ่มจากวัดส่วนประกอบต่างๆของตัวเรือนแล้วจึงเขียนแปลนขึ้นมา เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องหลังจากขั้นตอนการประกอบใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วซึ่งจะช่วยให้ตัวเรือนอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุดทั้งนี้สล่าจะต้องสำรวจส่วนที่ชำรุดเสียหายและส่วนใดที่มีรายละเอียดมากต้องระวังเป็นพิเศษเช่นตรวจดูว่ามี“ยันต์ฟ้าฟีก”หรือ“ยันต์หัวเสา”ของห้องนอนใหญ่หรือไม่ ซึ่งเรือนโบราณส่วนใหญ่จะพบว่ามียันต์ชนิดนี้อยู่  เนื่องจากคนล้านนาเชื่อว่าเป็นยันต์ที่ช่วยปกป้องคุ้มภัยทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยจากภูติผีปีศาจทั้งหลายหากพบยันต์บนหัวเสาแล้วจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการรื้อยันต์ออก  เพื่อไม่ให้ยันต์ชำรุดเสียหายจาการรื้อย้ายได้ ก่อนที่จะเริ่มรื้อถอนเรือนสล่าจะต้องประกอบพิธีขอขมาและบอกกล่าวกับ“ผีหอผีเฮือน”(ผีหอผีเรือน)จากนั้นก็ฉีดพรมน้ำในส่วนประกอบของเรือนที่เป็นไม้ให้ชุ่มด้วยความระมัดระวัง แล้วทิ้งไว้ประมาณ20-30นาที เพื่อให้เนื้อไม้เกิดการยืดหยุ่นและไม่เปราะแตกขณะที่ถอดชิ้นส่วนต่างๆออกจากกัน เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มรื้อเรือนตามขั้นตอนและวิธีการดังนี้ อันดับแรกรื้อหลังคาออกก่อนหากเป็นกระเบื้องดินขอก็ต้องถอดออกทีละแผ่นอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แตกหักเสียหายหากหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้อาจนำกระเบื้องใหม่มาทดแทนได้บ้าง เมื่อรื้อกระเบื้องออกทั้งหมดแล้วจึงเริ่มรื้อโครงหลังคาโดยวิธีการยกออกทั้งแผงเพราะหลังคาเรือน โบราณมักทำเป็นเดือยสวมทับกับจั่วในการยกจั่วออกอาจใช้รถเครนหรือรถยกเข้าช่วย ถอดฝาเรือนโดยการยกออกทั้งแผง จากนั้นจึงแกะไม้คร่าวและไม้เชน(เจน)ของฝาเรือนทั้ง4ด้านออก แกะไม้พื้นเรือนหรือฝากระดานโดยค่อยๆงัดออกจากเดือยไม้ทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง ถอดขื่อและแปโดยต้องทำรหัสตัวเลขเป็นเครื่องหมายของไม้แต่ละชิ้นก่อนถอดออก เพื่อให้ง่ายต่อการนำมาประกอบใหม่ แกะไม้ต๋งและแวง(รอด)ออกโดยต้องทำรหัสไว้ด้วยเช่นกัน ขุดเสาเรือนออกโดยขุดลึกลงไปพอประมาณแล้วรดน้ำลงในหลุม เพื่อให้ดินที่แข็งอยู่นั้นอ่อนนิ่มเป็นโคลนสะดวกต่อการถอนเสาออกจากนั้นใช้รถเครนยกถอนเสาออกจากหลุมจนครบซึ่งการถอนเสาเรือนก็ต้องทำรหัสของเสาแต่ละต้นเช่นเดียวกันกับส่วนประกอบอื่นๆเพื่อให้นำไปประกอบเรือนใหม่ตามตำแหน่งของเสาเอก เสานางและเสาบริวารได้อย่างถูกต้อง 
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 193 ครั้ง
พัฒนาการและรูปแบบเรือนล้านนา
พัฒนาการและรูปแบบเรือนล้านนา

เรือนล้านนารูปแบบต่างๆสร้างขึ้นตามลักษณะการใช้พื้นที่ภายในเรือนและฐานะของเจ้าของเรือน โดยเรือนแต่ละแบบต่างก็มีความสอดคล้องกันของวิถีชีวิตประจำวันกับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่แยกออกจากกันเป็นสัดส่วน ซึ่งเรือนในยุคแรกๆของล้านนามักสร้างมาจากไม้ไผ่หรือเป็นเรือนเครื่องผูก จากนั้นก็มีพัฒนาการมาเป็นเรือนที่สร้างจากไม้จริง แล้วนำรูปแบบของเรือนตะวันตกมาผสมผสานในยุคหลัง            ในอดีตการสร้างเรือนขึ้นอยู่กับฐานะของผู้สร้าง หากเป็นคหบดีที่มีฐานะดีจะสร้างเรือนหลังใหญ่ด้วยไม้จริงทั้งหลัง ส่วนชาวบ้านทั่วไปนิยมสร้างเรือนด้วยไม้ไผ่ผสมกับไม้จริง โดยมีโครงสร้างเรือน เช่น เสา ขื่อ แวง เป็นไม้จริง ส่วนฝาและพื้นเรือนทำมาจากไม้ไผ่สับฟาก หากเรียงลำดับตามพัฒนาการของเรือนล้านนา สามารถแบ่งรูปแบบเรือนดังนี้ เรือนเครื่องผูก เป็นเรือนที่สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ ตัวเรือนขนาดเล็ก ดังจะเห็นรูปแบบของเรือนเครื่องผูกนี้ได้ตามภาพจิตรกรรมฝาผนังของล้านนา มีรูปแบบเป็นเรือนจั่วเดียวยกพื้นสูง ในอดีตเรือนเครื่องผูกเป็นเรือนของชาวบ้านทั่วไป ที่สร้างขึ้นกันเองโดยการตัดไม้ไผ่มาประกอบกันขึ้นเป็นโครงสร้างของเรือน แล้วใช้ตอกหรือเส้นหวายยึดให้ติดกัน อาจมีการใช้เสาเรือนด้วยไม้จริงบ้าง แต่โดยรวมแล้วองค์ประกอบของเรือนส่วนใหญ่จะทำมาจากไม้ไผ่ เช่น โครงสร้างหลังคา ฝาและพื้นเรือนที่ทำมาจากไม่สับฟาก นอกจากนั้นเรือนเครื่องผูกยังเหมาะสำหรับคู่แต่งงานที่กำลังเริ่มสร้างครอบครัวใหม่ มักสร้างเป็นเรือนเครื่องผูกแบบชั่วคราวก่อนที่จะเก็บเงินและไม้จริงได้พอเพียงสำหรับขยายเรือนต่อไป   เรือนไม้จริง เป็นเรือนที่สร้างขึ้นจากไม้เนื้อแข็งทั้งหมด ในล้านนานิยมใช้ไม้สักเพราะหาได้ง่าย มีอายุการใช้งานนาน อีกทั้งเนื้อไม้ไม่แข็งมากนัก จึงสามารถเจาะหรือแต่งรูปไม้ได้ง่าย ขนาดของเรือนขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าของเรือน ซึ่งมักทำเป็นเรือนที่มีทั้งจั่วเดียวและสองจั่ว โดยเรือนที่มีจั่วเดียวจะมีโครงสร้างเช่นเดียวกับเรือนเครื่องผูก เพียงแต่สร้างขึ้นมาจากไม้จริง ตั้งแต่โครงสร้างหลังคาไปจนถึงฝาและพื้นเรือนที่ทำด้วยไม้กระดาน ด้านหน้าเรือนนิยมทำเป็นชานโล่ง แล้วเชื่อมต่อตัวชานกับเรือนด้วยเติ๋น ส่วนเรือนที่สร้างแบบสองจั่วหรือเรือนจั่วแฝด ทางล้านนาเรียกว่า “เรือนสองหลังฮ่วมพื้น” มีการแบ่งพื้นที่การใช้สอยเป็นระเบียบมากขึ้น โดยจั่วที่มีขนาดใหญ่อยู่ทางด้านตะวันออกเป็นเรือนนอน อีกจั่วที่ขนาดเล็กลงมาอยู่ทางด้านตะวันตก เป็นส่วนของเรือนครัวหรือครัวไฟ ใช้เป็นที่ประกอบอาหารและเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ระหว่างชายหลังคาของเรือนทั้งสองที่มาจรดกันจะสร้าง “ฮ่อมริน”หรือรางรินสำหรับระบายน้ำฝน ส่วนชานก็จะสร้างทั้งด้านหน้าเรือนและหลังเรือน  ทั้งนี้หากสมาชิกในครอบครัวมีจำนวนมากก็จะขยายห้องให้กว้างขึ้น โดยใช้พื้นที่ใต้ชายคาของจั่วแฝดทั้งสองเป็นห้องโถงใหญ่ เพื่อเพิ่มบริเวณใช้สอยสำหรับนอนและอยู่อาศัยของสมาชิกทั้งหมด แล้วสร้างเรือนครัวแยกออกมาจากตัวเรือนนอน โดยสร้างระเบียงหรือชานเชื่อมต่อเรือนทั้งหมดเข้าด้วยกัน  ส่วน “เรือนกาแล” ที่เจ้าพญาและคหบดีนิยมสร้างนั้น มีรูปแบบเป็นเรือนจั่ว แฝดขนาดใหญ่เช่นเดียวกันกับเรือนสองหลังฮ่วมพื้น เพียงแต่เพิ่ม “กาแล” ติดไว้บน ยอดจั่วหลังคา มีลักษณะเป็นแผ่นไม้รูปกากบาทแกะสลักด้วยลวดลายที่สวยงาม เชื่อว่า รูปแบบของเรือนกาแลนี้มีพัฒนาการมาจากเรือนของกลุ่มชาวลัวะที่ใช้ไม้ไผ่วางไขว้กัน เหนือยอดจั่วเรือน            ในช่วง 100-80 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านทั่วไปนิยมสร้างเรือนด้วยไม้จริงมากขึ้น จึง เกิดรูปแบบเรือนที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เรียกว่า “เรือนพื้นถิ่น”  เป็นเรือนที่มีการผสมผสานกันของรูปแบบเรือนโบราณล้านนากับเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในดินแดนล้านนา เช่น ไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง จึงทำให้ เรือนในยุคนี้มีความหลากหลายทั้งรูปแบบผังเรือนและการตกแต่ง ทั้งยังเกิดพัฒนาการ ของการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในตัวเรือนให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น             ลักษณะของเรือนกาแล ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของล้านนา เนื่องจากเป็น เรือนที่นิยมสร้างกันมากในกลุ่มคนยวนล้านนา โดยมีพื้นที่ใช้สอยสัมพันธ์กับวิถี ชีวิตประจำวันและคติความเชื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็นพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ เรือนนอน อยู่ด้านตะวันออก เป็นห้องนอนขนาดใหญ่ห้องเดียวยาวตลอดตัวเรือน แต่จะแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆให้กับลูกโดยใช้ผ้ากั้งหรือผ้าม่านขึงไว้ตามช่วงเสา การนอนต้องหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก บริเวณฝาผนังด้านปลายเท้าเป็นที่วางหีบหรือซ้าสำหรับใส่เสื้อผ้าหรือของใช้ส่วนตัว และมี“แป้นต้อง” ที่ทำจากไม้กระดานวางเป็นแนวยาวตลอดตัวเรือน เพื่อเป็นทางเดินออกไปด้านนอกห้องนอนโดยเกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น บริเวณหัวเสาเอกหรือเสาพญามี “หิ้งผีเรือน”เป็นชั้นไม้ ใช้วางของสักการะ เรือนไฟหรือเรือนครัว ใช้เป็นพื้นที่ประกอบอาหารและเก็บของใช้ต่างๆ ในอดีตมีเตาไฟเป็นก้อนหินสามเส้าวางบนกระบะสี่เหลี่ยม ต่อมาจึงใช้เตาอั้งโล่แทน เหนือเตาไฟมีชั้นวางของทำมาจากไม้ไผ่สานโปร่งๆ ใช้วางเครื่องใช้ประเภทงานจักสานและเก็บเครื่องปรุง จำพวกหอม กระเทียม ฯลฯ จะช่วยป้องกันมอด แมลงต่างๆได้ ฝาผนังของเรือนครัวจะทำแบบห่างๆหรือทำเป็นไม้ระแนงเพื่อช่วยระบายอากาศจากควันไฟ เติ๋น  เชื่อมต่อกับชานด้านหน้าของตัวเรือน โดยยกพื้นสูงขึ้นจากระดับพื้นชานให้พอนั่งพักเท้าได้ เป็นพื้นที่กึ่งอเนกประสงค์มีผนังปิดเพียงด้านที่ติดกับห้องนอน ใช้สำหรับอยู่อาศัยในช่วงกลางวัน เช่น ทำงานจักสาน นั่งเล่น รวมถึงใช้เป็นที่รับแขก บริเวณฝาเรือนด้านตะวันออกมีหิ้งพระสำหรับสักการะบูชา ชาน เป็นพื้นที่เปิดโล่งอยู่ทางด้านหน้าเรือนเชื่อมกับบันไดทางขึ้น บริเวณขอบชานด้านที่ติดกับเติ๋นมี “ฮ้านน้ำ” สร้างเป็นชั้นไว้เป็นที่วางหม้อน้ำดื่ม หากเป็นชานด้านหลังเรือนจะเชื่อมกับเรือนครัว ใช้เป็นที่ซักล้างและวางภาชนะต่างๆ ใต้ถุนเรือน ชาวล้านนาจะไม่นิยมอยู่อาศัยใต้ถุนเรือน เพราะบริเวณนี้เป็นที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ส่วนห้องน้ำก็จะสร้างแยกออกมาจากตัวเรือน มักอยู่ด้านหลังเรือนใกล้กับทางขึ้นบันไดหลัง   เรือนร้านค้า ลักษณะเป็นเรือนในแนวขวางขนานไปกับถนน มีตั้งแต่ชั้นเดียวไปจนถึงสามชั้น เรือนร้านค้าของล้านนาในอดีตใช้อิฐและไม้เป็นโครงสร้างหลัก หากสร้างชั้นเดียวจะเลือกใช้ไม้หรือผนังก่ออิฐก็ได้ แต่ถ้าเป็นเรือนที่มี2-3ชั้นขึ้นไป ก็จะสร้างชั้นล่างด้วยผนังปูนต่อด้วยชั้นบนสุดเป็นไม้เนื้อแข็ง เพื่อให้ชั้นล่างสามารถรับน้ำหนักของชั้นบนรวมถึงหลังคาได้ เนื่องจากโครงสร้างเรือนในอดีตใช้วิธีการก่ออิฐหนาเป็นโครงสร้างอาคารแทนการใช้ขื่อคานและการเสริมเหล็กเส้นดังเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่สามารถสร้างเรือนให้มีความสูงเกิน3 ชั้นได้ ลักษณะเด่นของเรือนร้านค้าจะมีพื้นที่ชั้นล่างรองรับการค้าขายโดยเฉพาะ มักทำเป็นประตูบานเฟี๊ยมยาวตลอดทั้งแนวของอาคาร เมื่อเปิดประตูออกมาก็จะเห็นพื้นที่ทั้งหมดของหน้าร้าน ส่วนพื้นที่ด้านหน้าเรือนชั้นบนนิยมทำเป็นระเบียงยาวตลอดตัวเรือน ด้านในเรือนก็จะเป็นที่พักอาศัย ในช่วงที่มีการค้าขายไม้ในล้านนา รูปแบบเรือนร้านค้ามีการตกแต่งด้วยลวดลาย ไม้ฉลุอย่างสวยงามตามรูปแบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก ดังจะเห็นรูปแบบเรือนร้านค้า เช่นนี้ตามเส้นทางสายธุรกิจในอดีต เช่น ถนนท่าแพ ถนนเจริญราษฏ์ จังหวัดเชียงใหม่  ถนนกาดกองต้า จังหวัดลำปาง เป็นต้น    เรือนแบบตะวันตก คือเรือนที่ได้รับรูปแบบโครงสร้างและการตกแต่งมาจากประเทศในแถบตะวันตก ซึ่งมาพร้อมกับการทำไม้ในล้านนา เรือนแบบตะวันตกนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มของเจ้านายล้านนา คหบดี พ่อค้าคนจีน รวมถึงกลุ่มคนพม่า-ไทใหญ่ที่ร่ำรวยจากการค้าไม้ในช่วงรัชกาลที่ 5 ลักษณะของเรือนสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ เรือนขนมปังขิง เป็นชื่อเรียกของเรือนที่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุตามส่วนต่างๆ ของเรือน เช่น เชิงชายคา ระเบียง ช่องลม เป็นต้น เรือนหลังคาทรงปั้นหยา เป็นรูปแบบหลังคาที่ไม่มีหน้าจั่ว หลังคาตามแนวขวางของตัวเรือนจึงมุงกระเบื้องจนเต็มทั้งหมด เรือนหลังคาทรงมะนิลา มีลักษณะคล้ายกับหลังคาทรงจั่ว แต่เป็นจั่วสามเหลี่ยมขนาดเล็กต่อด้วยชายหลังคาขนาดใหญ่คลุมลงมาจนถึงตัวเรือน   วัสดุที่ใช้สร้างเรือนแบบตะวันตกมีทั้งไม้และปูนซีเมนต์ ส่วนใหญ่จะใช้ปูนเป็น โครงสร้างและก่อเป็นอาคารทรงตึก บางหลังก็สร้างจากไม้จริงทั้งหมดพร้อมประดับ ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุ ลวดลายส่วนใหญ่ได้รับรูปแบบมาจากตะวันตก มักทำเป็นลาย ดอกไม้ ลายเถาว์ หรือลายหลุยส์ ฯลฯ การตกแต่งเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะ แบบวิคตอเรียน ตามรสนิยมของประเทศอังกฤษ พื้นที่ใช้สอยภายในตัวอาคารแบ่ง ออกเป็นห้องต่างๆแยกตามประเภทของการใช้งาน โดยสร้างตามผังของเรือนตะวันตกที่ มีห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร เป็นต้น  ซึ่งการแบ่งห้องเช่นนี้เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงหลังจากที่รับเอารูปแบบเรือนมาจากตะวันตก
เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2562 • การดู 1,228 ครั้ง