ดอกสัก

โบราณคดีและประวัติศาสตร์


ทั้งหมด 2 รายการ
 
 
วัดลี ในบริเวณเวียงพยาว เวียงโบราณรูปน้ำเต้า
วัดลี ในบริเวณเวียงพยาว เวียงโบราณรูปน้ำเต้า

     พะเยาเป็นจังหวัดเดียวที่ยังมีเวียงโบราณที่เป็นคันดินและคูน้ำล้อมรอบเหลือให้เห็นร่องรอยจำนวนมากเฉพาะในเขตอำเภอเมืองได้แก่เวียงภูกามยาว เวียงพยาวเวียงรูปน้ำเต้า เวียงปู่ล่าม เวียงหนองหวี เวียงพระธาตุจอมทอง เวียงต๋อม2วง เวียงห้วยหม้อฯลฯแม้ต่อมามีการสร้างถนนสร้างอาคารและบ้านพักบนพื้นที่คันดินและคูน้ำไปบางส่วนก็ยังเหลือร่อยรอยส่วนใหญ่รอการอนุรักษ์และพัฒนา          วัดลีตั้งอยู่ในเวียงพยาวเวียงรูปน้ำเต้าขนาดเวียงกว้างประมาณ1,000เมตรยาวประมาณ1,500เมตรส่วนหัวขั้วน้ำเต้ากว้างประมาณ500เมตร  เดิมมีคันดินและคูน้ำล้อมรอบ  แม่น้ำอิงไหลผ่านเวียงจากทิศใต้ไปทิศตะวันออก มีร่อยรอยวัดร้างหลายวัดปัจจุบันฟื้นแล้ว2วัดคือวัดลีและวัดศรีจอมเรือง ส่วนอีกวัดคือวัดสุวรรณมหาวิหารกลายเป็นสำนักชีดรุณีวิเวกาศรม          จารึกวัดลี ระบุว่าสร้างโดยเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นราชครูของพระเจ้ายอดเชียงรายกษัตริย์แห่งล้านนา(พ.ศ.2031-2038)เมื่อพ.ศ.2038กาลเวลาผ่านไปจนถึงพ.ศ.2465ครูบาแก้วคันธวังโสมาพบว่าพระธาตุเจดีย์พังเหลือเพียงครึ่งองค์ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านบนเป็นองค์พระธาตุรูปประมาณ3ชั้นต่อด้วยฐานบัวคว่ำ2ชั้นส่วนกลางพระธาตุสูงประมาณ2เมตรต่อด้วยบัวหงายเล็ก2ชั้นบัวหงายใหญ่2ชั้นส่วนบนเป็นกองอิฐพังทลายมีต้นไม้ขึ้นมีพระพุทธรูปหินทราย2องค์อยู่ทางด้านเหนือและด้านตะวันออก  รอบเจดีย์เป็นป่ารกด้วยหญ้าคาองค์พระธาตุเจดีย์มีร่องรอยถูกเจาะและขุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ทั้งสี่ด้าน          ครูบาแก้วคันธวังโสเป็นพระลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัยเดิมจำพรรษาที่วัดพระเจ้าตนหลวงคณะศรัทธาได้นิมนต์มาอยู่ที่วัดลีตั้งแต่พ.ศ.2465ครูบาแก้วได้รื้อถอนวิหารออกและนิมนต์ครูบาศรีวิชัยซึ่งมา“นั่งหนัก”บูรณะวัดพระเจ้าตนหลวงช่วงพ.ศ.2465-2467มาเป็นประธานในการบูรณะองค์พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่และฟื้นวัดตั้งแต่นั้นมา          พระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ มีความสูง37เมตรตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสด้านละ17เมตรต่อด้วยฐานรูปแปดเหลี่ยม3ชั้นไม่มีย่อมุมต่อด้วยฐานบัวคว่ำ2ชั้นย่อมุม28สี่ด้านต่อด้วยส่วนเอวมีขอบเล็ก1ชั้นและฐานบัวหงายถัดขึ้นไปเป็นส่วนที่เรียกว่าคอบาตรรูปทรงแปดเหลี่ยมไม่มีย่อมุมต่อด้วยส่วนที่เรียกว่าพุ่มรูประฆังคว่ำมาลัยเถารูปทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมลดหลั่นขึ้นไป8ชั้นชั้นบนสุดรูประฆังคว่ำสูง3เมตรต่อด้วยส่วนที่เรียกว่าบัลลังก์แก้วมีลักษณะคล้ายพานรูปแปดเหลี่ยมถัดไปเป็นปล้องไฉนทรงกรวย ยอดปลียอดระฆังและฉัตรต่อมาบูรณะอีกครั้งเมื่อพ.ศ.2543ลดจำนวนชั้นมาลัยเถาเหลือเพียง5ชั้น          สมัยครูบาแก้วคันธวังโสมาฟื้นวัดลีได้พบพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่2องค์ตั้งอยู่ทิศเหนือและทิศตะวันออก ต่อมาสมัยครูบาแก้วมูลญาณวุฑฒิเป็นช่วงฉลอง25พุทธศตวรรษจึงได้สร้างพระธาตุเจดีย์องค์เล็กครอบพระพุทธรูปหินทรายองค์ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกปัจจุบันจึงเหลือพระพุทธรูปหินทรายด้านทิศเหนือของพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปสูงประมาณ2.30เมตรหน้าตักกว้าง1.90เมตรพระพักตรอิ่มเอิบลายผ้าจีวรพาดบริเวณหน้าตักซ้ายพระเศียรเป็นลายตารางเป็นศิลปพะเยาที่เก่าแก่(คำบรรยายในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี)   รองศาสตราจารย์สมโชติอ๋องสกุล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์โครงการจัดทำแผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าพะเยา  
เผยแพร่เมื่อ 22 เมษายน 2563 • การดู 113 ครั้ง
โบราณวัตถุในพะเยา
โบราณวัตถุในพะเยา

โบราณวัตถุเช่นศิลาจารึก เศียรพระพุทธรูปฯลฯในพะเยามีจำนวนมาก นายอำเภอพะเยาคนแรกคือนายคลายบุษบรรณ(ต่อมาเป็นหลวงสิทธิประศาสน์)ให้นำมากองไว้ที่ที่ว่าการอำเภอพะเยา ครั้งรัชกาลที่7เสด็จพะเยาเมื่อพ.ศ.2469ได้แบ่งเป็น3ส่วนส่วนแรกสภาพดีให้นำส่งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  ส่วนที่สองสภาพดีพอสมควรให้นำส่งพิพิธภัณฑ์ที่ลำพูน ส่วนที่สามชำรุดยังเก็บไว้ที่พะเยา โดยต่อมาราวทศวรรษ2510มีผู้นำเศียรพุทธรูปจำนวนหนึ่งจากพะเยาไปไว้ที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรมเชียงใหม่ พะเยามีพระสงฆ์2องค์เก็บสะสมโบราณวัตถุที่หลงเหลือจำนวนมากคือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์(ปวงธมฺมปญฺโญ)เกิดเมื่อวันที่11กรกฏาคมพ.ศ.2460ที่บ้านสางเหนือต.บ้านสางอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาเมื่อพ.ศ.2475อุปสมบทเมื่อพ.ศ.2481เริ่มเก็บโบราณวัตถุส่วนที่สามที่ยังเหลืออยู่ในพะเยาในวัดศรีโคมคำตั้งแต่พ.ศ.2508ต่อมานับโบราณวัตถุได้ประมาณ1ชิ้นศิลาจารึกประมาณ30ชิ้นตำราคัมภีร์ใบลานจำนวนมากต่อมาลูกศิษย์ผู้ศรัทธาได้สร้างหอวัฒนธรรมนิทัศน์ในบริเวณวัดศรีโคมคำเป็นที่จัดแสดงพร้อมจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับจารึกเมืองพะเยาและหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพะเยาเผยแพร่หลายเล่ม พระครูอนุรักษ์บุรานันท์(บุญชื่นฐิตธมฺโม)เกิดพ.ศ.2482ที่บ้านแม่ต๋ำสายในต.แม่ต๋ำอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาพ.ศ.2497อุปสมบทพ.ศ.2503เก็บรวมรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัดแม่ต๋ำเมืองชุมต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดลีก็ขนย้ายโบราณวัตถุมาไว้ที่วัดลีเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดลี  จนถึงพ.ศ.2549จังหวัดพะเยาได้มีโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)นำโบราณวัตถุในวัดลีจัดทำทะเบียนและจัดแสดงในอาคารเปิดตั้งแต่พ.ศ.2551ทั้งหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำและพิพิธภัณฑ์เวียงพะเยาวัดลีถือเป็นแหล่งที่มีโบราณวัตถุเมืองพะเยาที่สำคัญยิ่ง   ของดีในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)          1.ศิลาจารึกพะเยามีศิลาจารึกจำนวนมากหลักที่มีสภาพสมบูรณ์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  หลักที่มีสภาพรองลงมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลำพูนเมื่อมีการลงทะเบียนจารึกจึงใช้อักษรย่อตามแหล่งที่เก็บเช่นเก็บไว้ที่ลำพูนก็ลงทะเบียนจารึกว่า“ลพ.”          จารึกจากพะเยาหลักหนึ่งคือ  ลพ.9 เป็นจารึกสำคัญจารึกรายชื่อกษัตริย์ราชวงศ์มังรายตั้งแต่พญามังรายถึงพญาสามฝั่งแกนและการแต่งตั้งเจ้าเมืองพยาวการสร้างวัดสำคัญในพะเยา  เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันว่า(1)พญาติโลกราชเป็นกษัตริย์องค์ที่9ของราชวงศ์มังรายเพราะพญาสามฝั่งแกนพระราชบิดาของพญาติโลกราชนับพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่8  (2)พญาสามฝั่งแกนครองราชย์เมื่ออายุ13ปีด้วยการสนับสนุนของพระนางติโลกจุฑาเทวีมเหสีของพญาแสนเมืองมาผู้อยู่ในตำแหน่งมหาเทวีและอาวเลี้ยง จึงตอบแทนอาวเลี้ยงโดยแต่งตั้งอาวเลี้ยงให้ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นครอง“เมิงพยาว”(3)เจ้าสี่หมื่นเจ้าเมืองพยาวและมหาเทวีเป็นประธานสร้างวัดพระสุวรรณมหาวิหารแล้วกัลปนาเป็นที่นา21,685แปลง(ราคา4,686,000)หมากหมื่นคำเศษข้าวัด187บ้าน246เรือนให้วัดพระสุวรรณมหาวิหาร          ในพะเยาทั้งที่วัดศรีโคมคำและวัดลีจึงเหลือจารึกที่ชำรุดแต่ล้วนมีคุณค่าเช่นจารึกลาวงำเมือง(พย.54)เศษจารึกขนาดกว้าง26.5ซม.สูง12ซม.หนา5.5ซม.พบที่วัดสบร่องขุย จารึกด้วยอักษรฝักขามมีชื่อลาวงำเมืองและพญาร่วงแม้ขาดชื่อพญามังรายไปเพราะจารึกชำรุดก็บ่งบอกให้เห็นว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์เป็นเรื่องที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ประเภทจารึกรองรับเพิ่มเติมจากหลักฐานประเภทตำนานเช่นชินกาลมาลินีหรือชินกาลมาลีปกรณ์ จารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่วัดลี ต่อมาเมื่อพบเครื่องปั้นดินเผาที่แหล่งเตาเวียงบัว ต.แม่กาอ.เมืองจ.พะเยาตรวจด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่ามีอายุถึงยุคลาวงำเมือง ทำให้ยุคพญางำเมืองมีทั้งหลักฐานเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ          จารึกสำคัญของวัดคือจารึกวัดลีเป็นจารึกอักษรฝักขามกว้าง52ซ.ม.สูง96ซ.ม.หนา17ซ.ม.ระบุว่าสร้างโดยเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นราชครูของพญายอดเชียงรายเมื่อพ.ศ.2038ปีดังกล่าวเป็นปีที่พระเจ้ายอดเชียงรายสวรรคต จึงอาจเป็นการสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานสำคัญยืนยันความเป็นมาของวัดลีเช่นเดียวกับจารึกวัดศรีสุพรรณที่เชียงใหม่ซึ่งพญาเมืองแก้วและพระราชมารดาโปรดฯให้หมื่นจ่าคำรังการสร้างวัดเมื่อพ.ศ.2043ซึ่งมีวัดจำนวนไม่มากที่พบจารึกประวัติวัด   2.จารึกและพระพุทธรูปที่พบที่วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยา กว๊านพะเยาเพิ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่กลางเมืองพะเยาตั้งแต่พ.ศ.2482เมื่อมีการสร้างประตูกั้นน้ำที่สถานีประมงน้ำจืดพะเยา ช่วงก่อนหน้านั้นเป็นเส้นทางผ่านของน้ำแม่อิง น้ำแม่ใสน้ำแม่ไฮมีหนองน้ำเช่นหนองเต่า หนองเอี้ยงฯลฯและมีวัดร้างหลายวัด  เมื่อครั้งน้ำเต็มกว๊านในปีพ.ศ.2550กรมศิลปากรได้สำรวจโบราณคดีใต้น้ำพบร่องรอยวัดร้าง หนองน้ำที่สำคัญได้พบจารึกแผ่นหินทรายสีเทาคล้ายใบเสมาสภาพชำรุดขนาดกว้าง36ซ.ม.สูง30ซ.ม.หนา7ซ.ม.    เมื่อวันที่9ก.พ.2550 ณบริเวณเนินสันธาตุใกล้ท้ายบ้านร่องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาเดิมชาวบ้านเรียกสันธาตุหรือวัดบวกสี่แจ่งเมื่อพบจารึกก็ทราบชื่อวัดแห่งนี้ว่าชื่อวัดติโลกอารามครั้นนั้นได้นำจารึกและพระพุทธรูปที่พบจากวัดติโลกอารามไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์วัดลี มีการฟื้นวัดติโลกอารามเป็นวัดกลางกว๊านพะเยาเป็นสถานที่ทำบุญเวียนเทียนกลางกว๊านในวันมาฆบูชา(เป็งเดือนห้า)ตั้งแต่นั้นมา จารึกที่พบณเนินสันธาตุกลางกว๊านพะเยาเขียนด้วยอักษรฝักขามเขียน2ด้านด้านหนึ่งเหลือ11บรรทัดอีกด้านเหลือ12บรรทัดกล่าวถึงความเป็นมาของการสร้างวัดติโลกอารามที่หนองเตาสมัยพระญายุธิษฐิระ“ลูกพระเป็นเจ้า”(โอรสบุญธรรม)ของพระเจ้าติโลกราชมีการผูกพัทธสีมาและบวชพระภิกษุ4รูปครั้งนั้นพระเป็นเจ้า(พระเจ้าติโลกราช)ได้ถวายพระพุทธรูป1องค์พร้อมถวายที่นา เงินจำนวน1ล้านเบี้ยข้าวัดจำนวน5ครัว โดยมีรายชื่อพระสังฆาธิการจากหลายวัดในเมืองพะเยา ผู้สนใจจารึกหลักนี้เข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดลีโดยมีคำอ่านติดไว้ที่แท่นตั้งทุกหลักที่จัดแสดง ช่วงปลายปีพ.ศ.2558-พ.ศ.2559ประเทศไทยประสบภัยเอลนีโญเกิดความแห้งแล้งหนักบริเวณกว๊านพะเยาน้ำแห้งกลายเป็นบ่อโคลน มองเห็นเนินดินที่เป็นซากโบราณสถานโบราณวัตถุจำนวนมากหลายแห่งในการสำรวจเมื่อเมษายน2559พบร่องรอยวัดโลกติลกสังฆาราม วัดโบราณขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากวัดติโลกอารามค่อนไปทางเหนือ พบฐานเสาวิหารทำด้วยหินทราย กระเบื้องดินขอเศษเครื่องปั้นดินเผาเคลือบส่วนหนึ่งมาจากแหล่งเตาบ้านโป่งแดงอ.พานจ.เชียงรายแหล่งเตาเวียงกาหลงอ.เวียงป่าเป้าจ.เชียงรายพบร่องน้ำที่ไหลลงน้ำแม่อิงพบร่องรอยหนองใหญ่ที่เรียกว่า“หนองเต่า” พ.ศ.2560กรมศิลปากรมีโครงการขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดีบ้านร้องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาบริเวณริมกว๊านพะเยาด้านใต้โดยเฉพาะบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว”พบฐานวิหารขนาดใหญ่ฐานอุโบสถโดยมีพัทธสีมาหัวรูปบัวตูมเรียงราย พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชีประมาณ4องค์นอนทับกันต้นปีพ.ศ.2561คุณวิวรรณแสงจันทร์นักโบราณคดีนำผู้เขียนและศ.สรัสวดีชมแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮและบริเวณที่พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชี เห็นว่าเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากวัดติโลกอารามกลางกว๊านแล้ว บริเวณนี้ควรได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อให้คนในเมืองพะเยาและผู้สนใจเข้ามานมัสการ โดยต้องมีงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับป้องกันน้ำท่วมแต่โครงการขุดค้นและขุดแต่งก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการนำพระพุทธรูปและโบราณวัตถุทั้งหมดขึ้นเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุฯพะเยาเพื่อเตรียมนำส่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากรต่อไป เมื่อผู้เขียนได้เห็นจารึกและพระพุทธรูปของวัดติโลกอารามที่เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดลีเมื่องานเป็งเดือนห้า จึงมีความคิดใคร่ขอเสนอต่อจังหวัดพะเยาให้ทำหนังสือราชการถึงกรมศิลปากรขออนุญาต“ยืม”พระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่พบในบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว” จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี เพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเวียงพะเยาของคนในพะเยาเพราะทั้งวัดติโลกอาราม และบริเวณริมกว๊านที่ชาวบ้านเรียก“สันธาตุหน่อแก้ว”และแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮอาจเป็นเขตที่เรียกว่า“โลกติลกสังฆาราม”โดยมีวัดใหญ่อีกวัดคือวัดโลกติลกสังฆารามในบริเวณกว๊านรอการฟื้นฟู  อาณาบริเวณดังกล่าวเป็นยุคสมัยที่พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์แห่งล้านนาโปรดฯให้พระญายุธิษฐิระเจ้าเมืองสองแควที่เข้ามาสวาภิภักดิ์ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นปกครองพะเยา  เป็นการเพิ่มจุดแข็งของเมืองพะเยาก่อนที่จะมีการส่งพระพุทธรูปที่พบเข้าเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์เชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากร   3.พระบฏหรือพระบตที่เขียนเรื่องราวทศชาติชาดกสมัยเทศาภิบาล โดยทั่วไป“พระบฏ”หรือพระบตเป็นภาพเขียนพระพุทธเจ้าบนแผ่นผ้าองค์เดียวเช่นพระบตของวัดป่าชี่(อ่านว่าวัดป่าจี้) จ.เชียงใหม่ซึ่งนำมาใช้ในพิธีไหว้ผีปู่เสะย่าเสะทุกปี  หรืออาจมีพระสาวกองค์สำคัญคือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ข้างพระพุทธองค์ดังเช่นพระบตของวัดพระนอนขอนม่วงอำเภอแม่ริมจ.เชียงใหม่ซึ่งพระเจ้าอินทวโรรสกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดฯให้ปักบนแผ่นผ้าถวายวัดแต่พระบตในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีจัดแสดงแตกต่างจากทุกแห่งที่เคยเห็นมาเพราะพระบตที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีเป็นภาพเขียนเรื่องทศชาติชาดกบนแผ่นผ้าเป็นภาพเขียนบนแผ่นผ้าในสมัยเทศาภิบาลดังนั้นตัวเอกในแต่ละชาติมีคนแต่งกายชุดข้าราชการสยามแทรกอยู่ด้วย ผู้เขียนภาพคงเป็นไทใหญ่ในพะเยาเพราะเขียนคำอธิบายภาพด้วยภาษาไทใหญ่และหลายภาพมีชาวบ้านแต่งกายชุดไทใหญ่ หากนับว่าภาพเขียนทศชาติบนแผ่นผ้าเป็น“พระบต”ตามคำอธิบายงานที่จัดแสดงก็นับเป็นพระบตหรือพระบฏที่มีเรื่องราวทศชาติชาดกและแทรกยุคสมัยเทศาภิบาลชุดแรกที่ได้พบ   รองศาสตราจารย์สมโชติอ๋องสกุล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์โครงการจัดทำแผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าพะเยา 1 โบราณวัตถุในพะเยา โบราณวัตถุเช่นศิลาจารึก เศียรพระพุทธรูปฯลฯในพะเยามีจำนวนมาก นายอำเภอพะเยาคนแรกคือนายคลายบุษบรรณ(ต่อมาเป็นหลวงสิทธิประศาสน์)ให้นำมากองไว้ที่ที่ว่าการอำเภอพะเยา ครั้งรัชกาลที่7เสด็จพะเยาเมื่อพ.ศ.2469ได้แบ่งเป็น3ส่วนส่วนแรกสภาพดีให้นำส่งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  ส่วนที่สองสภาพดีพอสมควรให้นำส่งพิพิธภัณฑ์ที่ลำพูน ส่วนที่สามชำรุดยังเก็บไว้ที่พะเยา โดยต่อมาราวทศวรรษ2510มีผู้นำเศียรพุทธรูปจำนวนหนึ่งจากพะเยาไปไว้ที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรมเชียงใหม่ พะเยามีพระสงฆ์2องค์เก็บสะสมโบราณวัตถุที่หลงเหลือจำนวนมากคือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์(ปวงธมฺมปญฺโญ)เกิดเมื่อวันที่11กรกฏาคมพ.ศ.2460ที่บ้านสางเหนือต.บ้านสางอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาเมื่อพ.ศ.2475อุปสมบทเมื่อพ.ศ.2481เริ่มเก็บโบราณวัตถุส่วนที่สามที่ยังเหลืออยู่ในพะเยาในวัดศรีโคมคำตั้งแต่พ.ศ.2508ต่อมานับโบราณวัตถุได้ประมาณ1ชิ้นศิลาจารึกประมาณ30ชิ้นตำราคัมภีร์ใบลานจำนวนมากต่อมาลูกศิษย์ผู้ศรัทธาได้สร้างหอวัฒนธรรมนิทัศน์ในบริเวณวัดศรีโคมคำเป็นที่จัดแสดงพร้อมจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับจารึกเมืองพะเยาและหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพะเยาเผยแพร่หลายเล่ม พระครูอนุรักษ์บุรานันท์(บุญชื่นฐิตธมฺโม)เกิดพ.ศ.2482ที่บ้านแม่ต๋ำสายในต.แม่ต๋ำอ.เมืองจ.พะเยาบรรพชาพ.ศ.2497อุปสมบทพ.ศ.2503เก็บรวมรวมโบราณวัตถุไว้ที่วัดแม่ต๋ำเมืองชุมต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดลีก็ขนย้ายโบราณวัตถุมาไว้ที่วัดลีเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดลี  จนถึงพ.ศ.2549จังหวัดพะเยาได้มีโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)นำโบราณวัตถุในวัดลีจัดทำทะเบียนและจัดแสดงในอาคารเปิดตั้งแต่พ.ศ.2551ทั้งหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำและพิพิธภัณฑ์เวียงพะเยาวัดลีถือเป็นแหล่งที่มีโบราณวัตถุเมืองพะเยาที่สำคัญยิ่ง   ของดีในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี)          1.ศิลาจารึกพะเยามีศิลาจารึกจำนวนมากหลักที่มีสภาพสมบูรณ์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  หลักที่มีสภาพรองลงมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติลำพูนเมื่อมีการลงทะเบียนจารึกจึงใช้อักษรย่อตามแหล่งที่เก็บเช่นเก็บไว้ที่ลำพูนก็ลงทะเบียนจารึกว่า“ลพ.”          จารึกจากพะเยาหลักหนึ่งคือ  ลพ.9 เป็นจารึกสำคัญจารึกรายชื่อกษัตริย์ราชวงศ์มังรายตั้งแต่พญามังรายถึงพญาสามฝั่งแกนและการแต่งตั้งเจ้าเมืองพยาวการสร้างวัดสำคัญในพะเยา  เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันว่า(1)พญาติโลกราชเป็นกษัตริย์องค์ที่9ของราชวงศ์มังรายเพราะพญาสามฝั่งแกนพระราชบิดาของพญาติโลกราชนับพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่8  (2)พญาสามฝั่งแกนครองราชย์เมื่ออายุ13ปีด้วยการสนับสนุนของพระนางติโลกจุฑาเทวีมเหสีของพญาแสนเมืองมาผู้อยู่ในตำแหน่งมหาเทวีและอาวเลี้ยง จึงตอบแทนอาวเลี้ยงโดยแต่งตั้งอาวเลี้ยงให้ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นครอง“เมิงพยาว”(3)เจ้าสี่หมื่นเจ้าเมืองพยาวและมหาเทวีเป็นประธานสร้างวัดพระสุวรรณมหาวิหารแล้วกัลปนาเป็นที่นา21,685แปลง(ราคา4,686,000)หมากหมื่นคำเศษข้าวัด187บ้าน246เรือนให้วัดพระสุวรรณมหาวิหาร          ในพะเยาทั้งที่วัดศรีโคมคำและวัดลีจึงเหลือจารึกที่ชำรุดแต่ล้วนมีคุณค่าเช่นจารึกลาวงำเมือง(พย.54)เศษจารึกขนาดกว้าง26.5ซม.สูง12ซม.หนา5.5ซม.พบที่วัดสบร่องขุย จารึกด้วยอักษรฝักขามมีชื่อลาวงำเมืองและพญาร่วงแม้ขาดชื่อพญามังรายไปเพราะจารึกชำรุดก็บ่งบอกให้เห็นว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสามกษัตริย์เป็นเรื่องที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ประเภทจารึกรองรับเพิ่มเติมจากหลักฐานประเภทตำนานเช่นชินกาลมาลินีหรือชินกาลมาลีปกรณ์ จารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่วัดลี ต่อมาเมื่อพบเครื่องปั้นดินเผาที่แหล่งเตาเวียงบัว ต.แม่กาอ.เมืองจ.พะเยาตรวจด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่ามีอายุถึงยุคลาวงำเมือง ทำให้ยุคพญางำเมืองมีทั้งหลักฐานเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ          จารึกสำคัญของวัดคือจารึกวัดลีเป็นจารึกอักษรฝักขามกว้าง52ซ.ม.สูง96ซ.ม.หนา17ซ.ม.ระบุว่าสร้างโดยเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นราชครูของพญายอดเชียงรายเมื่อพ.ศ.2038ปีดังกล่าวเป็นปีที่พระเจ้ายอดเชียงรายสวรรคต จึงอาจเป็นการสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานสำคัญยืนยันความเป็นมาของวัดลีเช่นเดียวกับจารึกวัดศรีสุพรรณที่เชียงใหม่ซึ่งพญาเมืองแก้วและพระราชมารดาโปรดฯให้หมื่นจ่าคำรังการสร้างวัดเมื่อพ.ศ.2043ซึ่งมีวัดจำนวนไม่มากที่พบจารึกประวัติวัด   2.จารึกและพระพุทธรูปที่พบที่วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยา กว๊านพะเยาเพิ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่กลางเมืองพะเยาตั้งแต่พ.ศ.2482เมื่อมีการสร้างประตูกั้นน้ำที่สถานีประมงน้ำจืดพะเยา ช่วงก่อนหน้านั้นเป็นเส้นทางผ่านของน้ำแม่อิง น้ำแม่ใสน้ำแม่ไฮมีหนองน้ำเช่นหนองเต่า หนองเอี้ยงฯลฯและมีวัดร้างหลายวัด  เมื่อครั้งน้ำเต็มกว๊านในปีพ.ศ.2550กรมศิลปากรได้สำรวจโบราณคดีใต้น้ำพบร่องรอยวัดร้าง หนองน้ำที่สำคัญได้พบจารึกแผ่นหินทรายสีเทาคล้ายใบเสมาสภาพชำรุดขนาดกว้าง36ซ.ม.สูง30ซ.ม.หนา7ซ.ม.    เมื่อวันที่9ก.พ.2550 ณบริเวณเนินสันธาตุใกล้ท้ายบ้านร่องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาเดิมชาวบ้านเรียกสันธาตุหรือวัดบวกสี่แจ่งเมื่อพบจารึกก็ทราบชื่อวัดแห่งนี้ว่าชื่อวัดติโลกอารามครั้นนั้นได้นำจารึกและพระพุทธรูปที่พบจากวัดติโลกอารามไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์วัดลี มีการฟื้นวัดติโลกอารามเป็นวัดกลางกว๊านพะเยาเป็นสถานที่ทำบุญเวียนเทียนกลางกว๊านในวันมาฆบูชา(เป็งเดือนห้า)ตั้งแต่นั้นมา จารึกที่พบณเนินสันธาตุกลางกว๊านพะเยาเขียนด้วยอักษรฝักขามเขียน2ด้านด้านหนึ่งเหลือ11บรรทัดอีกด้านเหลือ12บรรทัดกล่าวถึงความเป็นมาของการสร้างวัดติโลกอารามที่หนองเตาสมัยพระญายุธิษฐิระ“ลูกพระเป็นเจ้า”(โอรสบุญธรรม)ของพระเจ้าติโลกราชมีการผูกพัทธสีมาและบวชพระภิกษุ4รูปครั้งนั้นพระเป็นเจ้า(พระเจ้าติโลกราช)ได้ถวายพระพุทธรูป1องค์พร้อมถวายที่นา เงินจำนวน1ล้านเบี้ยข้าวัดจำนวน5ครัว โดยมีรายชื่อพระสังฆาธิการจากหลายวัดในเมืองพะเยา ผู้สนใจจารึกหลักนี้เข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์วัดลีโดยมีคำอ่านติดไว้ที่แท่นตั้งทุกหลักที่จัดแสดง ช่วงปลายปีพ.ศ.2558-พ.ศ.2559ประเทศไทยประสบภัยเอลนีโญเกิดความแห้งแล้งหนักบริเวณกว๊านพะเยาน้ำแห้งกลายเป็นบ่อโคลน มองเห็นเนินดินที่เป็นซากโบราณสถานโบราณวัตถุจำนวนมากหลายแห่งในการสำรวจเมื่อเมษายน2559พบร่องรอยวัดโลกติลกสังฆาราม วัดโบราณขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากวัดติโลกอารามค่อนไปทางเหนือ พบฐานเสาวิหารทำด้วยหินทราย กระเบื้องดินขอเศษเครื่องปั้นดินเผาเคลือบส่วนหนึ่งมาจากแหล่งเตาบ้านโป่งแดงอ.พานจ.เชียงรายแหล่งเตาเวียงกาหลงอ.เวียงป่าเป้าจ.เชียงรายพบร่องน้ำที่ไหลลงน้ำแม่อิงพบร่องรอยหนองใหญ่ที่เรียกว่า“หนองเต่า” พ.ศ.2560กรมศิลปากรมีโครงการขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดีบ้านร้องไฮต.แม่ใสอ.เมือง จ.พะเยาบริเวณริมกว๊านพะเยาด้านใต้โดยเฉพาะบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว”พบฐานวิหารขนาดใหญ่ฐานอุโบสถโดยมีพัทธสีมาหัวรูปบัวตูมเรียงราย พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชีประมาณ4องค์นอนทับกันต้นปีพ.ศ.2561คุณวิวรรณแสงจันทร์นักโบราณคดีนำผู้เขียนและศ.สรัสวดีชมแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮและบริเวณที่พบพระพุทธรูปบนฐานชุกชี เห็นว่าเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากวัดติโลกอารามกลางกว๊านแล้ว บริเวณนี้ควรได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อให้คนในเมืองพะเยาและผู้สนใจเข้ามานมัสการ โดยต้องมีงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับป้องกันน้ำท่วมแต่โครงการขุดค้นและขุดแต่งก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการนำพระพุทธรูปและโบราณวัตถุทั้งหมดขึ้นเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุฯพะเยาเพื่อเตรียมนำส่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากรต่อไป เมื่อผู้เขียนได้เห็นจารึกและพระพุทธรูปของวัดติโลกอารามที่เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดลีเมื่องานเป็งเดือนห้า จึงมีความคิดใคร่ขอเสนอต่อจังหวัดพะเยาให้ทำหนังสือราชการถึงกรมศิลปากรขออนุญาต“ยืม”พระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่พบในบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า“สันธาตุหน่อแก้ว” จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลี เพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเวียงพะเยาของคนในพะเยาเพราะทั้งวัดติโลกอาราม และบริเวณริมกว๊านที่ชาวบ้านเรียก“สันธาตุหน่อแก้ว”และแหล่งโบราณคดีบ้านร่องไฮอาจเป็นเขตที่เรียกว่า“โลกติลกสังฆาราม”โดยมีวัดใหญ่อีกวัดคือวัดโลกติลกสังฆารามในบริเวณกว๊านรอการฟื้นฟู  อาณาบริเวณดังกล่าวเป็นยุคสมัยที่พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์แห่งล้านนาโปรดฯให้พระญายุธิษฐิระเจ้าเมืองสองแควที่เข้ามาสวาภิภักดิ์ดำรงตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นปกครองพะเยา  เป็นการเพิ่มจุดแข็งของเมืองพะเยาก่อนที่จะมีการส่งพระพุทธรูปที่พบเข้าเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์เชียงแสนตามระเบียบของกรมศิลปากร   3.พระบฏหรือพระบตที่เขียนเรื่องราวทศชาติชาดกสมัยเทศาภิบาล โดยทั่วไป“พระบฏ”หรือพระบตเป็นภาพเขียนพระพุทธเจ้าบนแผ่นผ้าองค์เดียวเช่นพระบตของวัดป่าชี่(อ่านว่าวัดป่าจี้) จ.เชียงใหม่ซึ่งนำมาใช้ในพิธีไหว้ผีปู่เสะย่าเสะทุกปี  หรืออาจมีพระสาวกองค์สำคัญคือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรอยู่ข้างพระพุทธองค์ดังเช่นพระบตของวัดพระนอนขอนม่วงอำเภอแม่ริมจ.เชียงใหม่ซึ่งพระเจ้าอินทวโรรสกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดฯให้ปักบนแผ่นผ้าถวายวัดแต่พระบตในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีจัดแสดงแตกต่างจากทุกแห่งที่เคยเห็นมาเพราะพระบตที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาววัดลีเป็นภาพเขียนเรื่องทศชาติชาดกบนแผ่นผ้าเป็นภาพเขียนบนแผ่นผ้าในสมัยเทศาภิบาลดังนั้นตัวเอกในแต่ละชาติมีคนแต่งกายชุดข้าราชการสยามแทรกอยู่ด้วย ผู้เขียนภาพคงเป็นไทใหญ่ในพะเยาเพราะเขียนคำอธิบายภาพด้วยภาษาไทใหญ่และหลายภาพมีชาวบ้านแต่งกายชุดไทใหญ่ หากนับว่าภาพเขียนทศชาติบนแผ่นผ้าเป็น“พระบต”ตามคำอธิบายงานที่จัดแสดงก็นับเป็นพระบตหรือพระบฏที่มีเรื่องราวทศชาติชาดกและแทรกยุคสมัยเทศาภิบาลชุดแรกที่ได้พบ   รองศาสตราจารย์สมโชติอ๋องสกุล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์โครงการจัดทำแผนและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าพะเยา 1
เผยแพร่เมื่อ 22 เมษายน 2563 • การดู 132 ครั้ง